ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์

ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์

4 สิงหาคม 2569

เศรษฐกิจโลกและไทย

 

แม้มีความหวังต่อการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน หลายปัจจัยยังหนุนราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ขณะที่เศรษฐกิจไทยทรงตัวแต่เผชิญความเสี่ยงภายนอกมากขึ้น


โลก


โลก: แม้ว่าทรัมป์ประกาศยุติการโจมตีอิหร่านชั่วคราวเพื่อเปิดทางสู่การเจรจา แต่ความไม่แน่นอนยังสูง ขณะเดียวกัน การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังติดขัด กำลังการผลิตน้ำมันได้รับผลกระทบจากสงคราม และปริมาณน้ำมันสำรองของโลกอยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

สหรัฐฯ: เฟดมีแนวโน้มคงคงดอกเบี้ยในปีนี้ ในการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคม เฟดมีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ให้ความสำคัญในการควบคุมเงินเฟ้อท่ามกลางราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง แต่หลายปัจจัยกดดันการเติบโต โดย GDP ขยายตัวชะลอลงสู่ 1.5% ในไตรมาส 2 จาก 2.1% ในไตรมาสแรก ขณะที่ตลาดแรงงานและการเติบโตของค่าจ้างชะลอลง นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นยังสะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัว ส่วนเงินเฟ้อที่วัดจาก PCE เริ่มชะลอลงในเดือนมิถุนายน จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50–3.75% ในช่วงที่เหลือของปีนี้

Weekly Economic Review
 

จีน: ภาคการผลิตช่วงต้นไตรมาส 3 หดตัวอีกครั้งในรอบ 5 เดือน เนื่องจากการบริโภคยังคงอ่อนแอ คำสั่งซื้อใหม่เพื่อการส่งออกร่วงแรง รวมถึงปัจจัยตามฤดูกาล ขณะที่มาตรการพยุงเศรษฐกิจมุ่งเน้นไปที่การเร่งใช้จ่ายภาครัฐผ่านโครงการที่ได้ตั้งงบประมาณไว้แทนการออกมาตรการอุดหนุนขนานใหญ่ ควบคู่ไปกับการเร่งออกมาตรการแก้ปัญหาอุปทานส่วนเกิน เช่น ภาษีการบริโภคแบตเตอรีลิเธียมไอออน และมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานสำหรับการผลิตโซลาร์เซลล์

Weekly Economic Review
 

ไทย


เศรษฐกิจในประเทศทรงตัว ด้านการส่งออกเร่งขึ้น แต่มีแนวโน้มชะลอตัวช่วงครึ่งปีหลัง โดยในเดือนมิถุนายนดัชนีการบริโภคภาคเอกชนทยอยฟื้นตัว (PCI +4.9% YoY จาก +3.5% เดือนพฤษภาคม) แรงหนุนจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ขณะเดียวกันดัชนีการลงทุนภาคเอกชนเติบโตสูงต่อเนื่อง (PII +18.1% จาก +21.7%) ส่วนการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเร่งขึ้น (+24.8% 
จาก +8.4%) อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอลงเล็กน้อย (2.1 ล้านคน จาก 2.3 ล้านคน)

แม้การส่งออกยังได้รับอานิสงส์จากวงจรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการขยายตัวของ AI แต่ในช่วงครึ่งปีหลัง ไทยเผชิญความเสี่ยงจากการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อัตรา 12.5% ตามมาตรา 301 ในประเด็นการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม แม้อัตราดังกล่าวจะเท่ากับเวียดนาม แต่สูงกว่ามาเลเซียและอินโดนีเซียที่ 10% ซึ่งอาจกระทบสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำ เช่น กลุ่มอาหาร และผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งนี้ ผลกระทบและอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Tariff Rate) จะขึ้นอยู่กับโครงสร้างสินค้าส่งออก และรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้น นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากการสอบสวนมาตรา 301 ประเด็นการใช้กำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ ยาง เครื่องจักร และรถยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่มเติมและเพิ่มแรงกดดันต่อการส่งออก ภาคการผลิต และห่วงโซ่อุปทานของไทย

 
Weekly Economic Review  
 
ย้อนกลับ
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา