เศรษฐกิจโลกและไทย
ธนาคารกลางประเทศแกนหลักมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ ขณะที่มูดี้ส์ปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตของไทยขึ้นเป็นมีเสถียรภาพ(Stable)
โลก
โลก: ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานตึงตัวยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ภายหลังทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอของอิหร่านที่เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการสู้รบทันที รวมถึงยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเล เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าราคาพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก ในส่วนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้นหลังศาลการค้าระหว่างประเทศมีคำตัดสินว่าการขึ้นภาษีตามมาตรา 112 ในอัตรา 10% ผิดกฎหมาย
สหรัฐฯ: ตัวเลขการจ้างงานที่ดีกว่าคาดช่วยคลายความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนเมษายนกลับมาขยายตัวสูงกว่า 1 แสนตำแหน่ง ขณะที่ อัตราการว่างงานต่ำสุดในรอบ 8 เดือน อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สะท้อนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และภาคบริการที่เริ่มชะลอตัวชัดเจนขึ้น
จีน: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่ง ผู้ผลิตไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้มากนัก (ดังรูป) ในทางกลับกัน
กำลังการผลิตส่วนเกินที่กดดันเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมากลับช่วยหนุนภาคการส่งออกในบางอุตสาหกรรม เช่น แผงโซลาร์ (+35% ช่วง 3 เดือนแรก) และอะลูมิเนียม (+17%) อย่างไรก็ตาม ผลบวกอาจเกิดขึ้นชั่วคราว และยังต้องระวังความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 ที่สหรัฐฯ เตรียมขยายให้ครอบคลุมรายการสินค้าต่างๆ มากขึ้น
ไทย
เงินเฟ้อไทยสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี จับตา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่อาจส่งผลต่อการเติบโตและเงินเฟ้อ โดยในเดือนเมษายน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งขึ้นสู่ระดับ +2.89% จาก -0.08% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่ง ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักอาหารสดและพลังงาน) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+0.83% จาก +0.56%) สำหรับ
ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือนเมษายน ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี ที่ 43.5 จาก 47.7 ในเดือนมีนาคม โดยลดลงทุกหมวดธุรกิจและทุกองค์ประกอบ ท่ามกลางความกังวลด้านต้นทุนและผลประกอบการ
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นและอาจเกินกรอบเป้าหมายของทางการที่ 1-3% ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ เนื่องจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการมาสู่ผู้บริโภค (Pass-through Effect) ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการควบคุมราคาพลังงานของภาครัฐ สำหรับมาตรการไทยช่วยไทยที่คาดว่าจะได้รับสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่งจาก พ.ร.ก. เงินกู้ วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น อาจเป็นผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันอาจสร้างความเสี่ยงขาขึ้นต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ นอกจากนี้ ยังส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง อีกทั้ง อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและต้นทุนการกู้ยืมในประเทศ (Crowding-out Effect) ทั้งนี้ ระดับและขอบเขตของผลกระทบขึ้นอยู่กับรายละเอียดของโครงการภายใต้ พ.ร.ก. เงินกู้ดังกล่าว