ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์

ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์

5 มกราคม 2569

เศรษฐกิจไทยปี 2568 และแนวโน้มปี 2569

 

ในปี 2568 แม้การส่งออกขยายตัวดี แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยลบหลายด้าน


เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.1% ชะลอลงจาก 2.5% ในปี 2567 แม้การส่งออกได้แรงหนุนจากการเร่งสั่งซื้อล่วงหน้า (front-loading) ก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้า อย่างไรก็ดี การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมถูกกดดันจากการสูญเสียแรงส่งของภาคการท่องเที่ยว การใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแรง และการลงทุนภาคธุรกิจที่ยังซบเซา ท่ามกลางความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงหลายประการ อาทิ เหตุแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอุทกภัยรุนแรงในภาคใต้

การส่งออกของไทยเติบโตดีกว่าคาดจากปัจจัยชั่วคราว โดยคาดว่าจะขยายตัว 10.8% ในปี 2568 จาก 5.9% ในปี 2567 ท่ามกลางการเร่งส่งออกล่วงหน้า และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นต่อสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์จากกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรม AI อย่างไรก็ตาม การส่งออกเริ่มสูญเสียแรงส่งภายหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสู่ 19% ในเดือนสิงหาคม 

การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวสะดุดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงที่กระเตื้องขึ้นหลังโควิดเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและปัญหาการหลอกลวง ผนวกกับเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม รวมถึงการแข่งขันจากประเทศในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น ด้วยเหตุนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงลดลงสู่ระดับ 33 ล้านคนในปี 2568 จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567
 

 
Weekly Economic Review
 

การใช้จ่ายภาครัฐช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อย่างจำกัด โดยการบริโภคและการลงทุนภาครัฐหดตัวแรงในไตรมาส 3 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในไตรมาส 4 แต่การยุบสภาในเดือนธันวาคมได้เพิ่มความกังวลต่อความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ 

การบริโภคภาคเอกชนเติบโตชะลอลงแม้มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ โดยคาดว่าการบริโภคจะขยายตัว 2.8% ในปี 2568 เทียบกับ 4.4% ในปี 2567 มาตรการระยะสั้นของภาครัฐ เช่น โครงการแจกเงิน 10,000 บาท มาตรการลดค่าครองชีพสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ดี รายได้ภาคเกษตรที่ลดลงและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการใช้จ่ายภายในปะเทศ
 
การลงทุนภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.1% ในปี 2568 จากที่หดตัว -1.6% ในปี 2567 แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่การลงทุนยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้า

 
Weekly Economic Review
 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบในปี 2568 สอดคล้องกับอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ ราคาสินค้าอาหารสด พลังงาน และค่าไฟฟ้าที่ปรับลดลง รวมทั้งผลจากมาตรการอุดหนุนด้านพลังงานจากภาครัฐฯ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ -0.2% จาก 0.4% ในปี 2567 ทั้งนี้จากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 1.00% ในปี 2568 สู่ระดับ 1.25% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ บรรเทาภาระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายภาครัฐ

ค่าเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีที่ 31.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปลายปี และแข็งค่ากว่า 8.5% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวิติการณ์ ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังพิจารณาแนวทางกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานธุรกรรมสูงสุดบนแพลตฟอร์มซื้อขายทองคำออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งนับเป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลการแข็งค่าของเงินบาทในระยะข้างหน้า
 
Weekly Economic Review

 

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569: ปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอน
 

เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ “ประคองตัว” มากกว่าการเร่งตัวของการเติบโต เนื่องจากถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กระแสการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.8% ชะลอลงจากประมาณการ 2.1% ในปี 2568

ภาคการส่งออกจะเผชิญผลกระทบเต็มปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการภาษีรายสินค้า อีกทั้งแรงหนุนชั่วคราวจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าที่เริ่มหมดลง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการจัดเก็บภาษีกรณีการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (transshipment tariffs) โดยทั้งปี 2569 คาดว่าการส่งออกจะหดตัว -1.8% สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอลงจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการตั้งวงเงินรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกัน ในช่วงรัฐบาลรักษาการหรือช่วงครึ่งแรกของปีอาจมีข้อจำกัดในการอนุมัติโครงการใหม่และการเบิกจ่ายงบประมาณ ด้านการบริโภคภาคเอกชนเผชิญกำลังซื้ออ่อนแรงและถูกจำกัดด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของ GDP การฟื้นตัวของรายได้ที่ล่าช้า รายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแรง และความเสี่ยงต่อการจ้างงานเนื่องจากภาคส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะเดียวกันแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงที่ผ่านมาทยอยหมดลง อาทิ โครงการแจกเงินหมื่น โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน ภาคครัวเรือนจึงมีแนวโน้มพึ่งพารายได้ประจำที่เติบโตในอัตราต่ำเป็นหลัก ในปี 2569 คาดว่าการเติบโตของการบริโภคจะชะลอลงสู่ระดับ 2.2% 

 
Weekly Economic Review  

ในด้านบวก ภาคการท่องเที่ยวอาจมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นเป็น 35.5 ล้านคนในปี 2569 จากการเพิ่มเที่ยวบินฤดูหนาวและเส้นทางบินใหม่จากจีนและอินเดีย อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังค่อนข้างช้า โดยเฉพาะตลาดจีน จากความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวรวมยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิดที่ 40 ล้านคนในปี 2562 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะรักษาแรงส่งได้แม้เติบโตช้า โดยได้แรงหนุนจาก (i) โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน (ii) การกระตุ้นการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI และ (iii) แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนสู่ประเทศอาเซียนยังอาจเป็นปัจจัยหนุนต่อไทยในระยะต่อไป 

ในส่วนของอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกในไตรมาส 2 ปี 2569 แต่ยังอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1–3% โดยเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่เพียง 0.4% ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่ทรงตัว มาตรการบรรเทาค่าครองชีพด้านพลังงาน และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง
 
Weekly Economic Review
 

ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มสูญเสียแรงส่ง เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องตึงตัว วิจัยกรุงศรีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ในฐานะ counter-cyclical policy เพื่อช่วยบรรเทาความเสี่ยงโดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการซึ่งยังขาดแรงกระตุ้นทางการคลัง

โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงพยุงจากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ (i) ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (ii) การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้า อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อการผลิตสินค้าไทยในหลายกลุ่ม  (iii) ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่จะกระทบต่อรายได้เกษตรกร (iv) ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม และ (v) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่อาจต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569

Weekly Economic Review
 
ประกาศวันที่ :05 มกราคม 2569
ย้อนกลับ
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา