เศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.1% ชะลอลงจาก 2.5% ในปี 2567 แม้การส่งออกได้แรงหนุนจากการเร่งสั่งซื้อล่วงหน้า (front-loading) ก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้า อย่างไรก็ดี การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมถูกกดดันจากการสูญเสียแรงส่งของภาคการท่องเที่ยว การใช้จ่ายภายในประเทศที่อ่อนแรง และการลงทุนภาคธุรกิจที่ยังซบเซา ท่ามกลางความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงหลายประการ อาทิ เหตุแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอุทกภัยรุนแรงในภาคใต้
การส่งออกของไทยเติบโตดีกว่าคาดจากปัจจัยชั่วคราว โดยคาดว่าจะขยายตัว 10.8% ในปี 2568 จาก 5.9% ในปี 2567 ท่ามกลางการเร่งส่งออกล่วงหน้า และอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นต่อสินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์จากกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรม AI อย่างไรก็ตาม การส่งออกเริ่มสูญเสียแรงส่งภายหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสู่ 19% ในเดือนสิงหาคม
การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวสะดุดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงที่กระเตื้องขึ้นหลังโควิดเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยและปัญหาการหลอกลวง ผนวกกับเหตุแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม รวมถึงการแข่งขันจากประเทศในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น ด้วยเหตุนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจึงลดลงสู่ระดับ 33 ล้านคนในปี 2568 จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567

การใช้จ่ายภาครัฐช่วยพยุงเศรษฐกิจได้อย่างจำกัด โดยการบริโภคและการลงทุนภาครัฐหดตัวแรงในไตรมาส 3 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม แม้จะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมในไตรมาส 4 แต่การยุบสภาในเดือนธันวาคมได้เพิ่มความกังวลต่อความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ
การบริโภคภาคเอกชนเติบโตชะลอลงแม้มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ โดยคาดว่าการบริโภคจะขยายตัว 2.8% ในปี 2568 เทียบกับ 4.4% ในปี 2567 มาตรการระยะสั้นของภาครัฐ เช่น โครงการแจกเงิน 10,000 บาท มาตรการลดค่าครองชีพสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย โครงการ “คนละครึ่งพลัส” และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ อย่างไรก็ดี รายได้ภาคเกษตรที่ลดลงและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งการใช้จ่ายภายในปะเทศ
การลงทุนภาคเอกชนกระเตื้องขึ้นจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า โดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 2.1% ในปี 2568 จากที่หดตัว -1.6% ในปี 2567 แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่การลงทุนยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ อัตราการใช้กำลังการผลิตที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้า


เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ “ประคองตัว” มากกว่าการเร่งตัวของการเติบโต เนื่องจากถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กระแสการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ความเปราะบางเชิงโครงสร้างภายในประเทศ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงการเลือกตั้งทั่วไป วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.8% ชะลอลงจากประมาณการ 2.1% ในปี 2568
ภาคการส่งออกจะเผชิญผลกระทบเต็มปีจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และมาตรการภาษีรายสินค้า อีกทั้งแรงหนุนชั่วคราวจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าที่เริ่มหมดลง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการจัดเก็บภาษีกรณีการสวมสิทธิ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (transshipment tariffs) โดยทั้งปี 2569 คาดว่าการส่งออกจะหดตัว -1.8% สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอลงจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยในปีงบประมาณ 2569 มีการตั้งวงเงินรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะเดียวกัน ในช่วงรัฐบาลรักษาการหรือช่วงครึ่งแรกของปีอาจมีข้อจำกัดในการอนุมัติโครงการใหม่และการเบิกจ่ายงบประมาณ ด้านการบริโภคภาคเอกชนเผชิญกำลังซื้ออ่อนแรงและถูกจำกัดด้วยปัจจัยเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของ GDP การฟื้นตัวของรายได้ที่ล่าช้า รายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแรง และความเสี่ยงต่อการจ้างงานเนื่องจากภาคส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะเดียวกันแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในช่วงที่ผ่านมาทยอยหมดลง อาทิ โครงการแจกเงินหมื่น โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน ภาคครัวเรือนจึงมีแนวโน้มพึ่งพารายได้ประจำที่เติบโตในอัตราต่ำเป็นหลัก ในปี 2569 คาดว่าการเติบโตของการบริโภคจะชะลอลงสู่ระดับ 2.2%

ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มสูญเสียแรงส่ง เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องตึงตัว วิจัยกรุงศรีคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีก 0.25% สู่ระดับ 1.00% ภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ในฐานะ counter-cyclical policy เพื่อช่วยบรรเทาความเสี่ยงโดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการซึ่งยังขาดแรงกระตุ้นทางการคลัง
โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการประคองตัวท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงพยุงจากภาคท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ และอุปสงค์ในประเทศบางส่วน แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ (i) ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (ii) การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ตามกรอบข้อตกลงการค้า อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อการผลิตสินค้าไทยในหลายกลุ่ม (iii) ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่จะกระทบต่อรายได้เกษตรกร (iv) ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม และ (v) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แม้ยังเดินหน้าได้ แต่อาจต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อรองรับกับแรงกดดันจากหลายด้านในปี 2569
