เศรษฐกิจโลกและไทย
วิจัยกรุงศรีคาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวที่ระดับ 2.0% ขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
โลก
โลก: ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ผู้นำอิหร่านเสียชีวิต และนำไปสู่การตอบโต้ในหลายพื้นที่ของภูมิภาค จากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกดดันเศรษฐกิจโลกผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ (1) ราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่อาจปรับสูงขึ้น หากสงครามกระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะหากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก (2) การค้าโลกและการท่องเที่ยวที่อาจชะลอลงจากต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น และ (3) ความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงขึ้น
ทั้งนี้ หากความรุนแรงไม่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง และสถานการณ์กลับเข้าสู่การเจรจาทางการทูต ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาจอยู่ในวงจำกัด
ส่วนในกรณีเลวร้าย หากการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อ หรือมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันต่อเนื่อง จะกระทบอุปทานพลังงานอย่างรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
จีน: ตรุษจีนช่วยหนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 804 พันล้านหยวน (19% YoY) อีกด้านหนึ่ง อัตราภาษีนำเข้าที่แท้จริงที่สหรัฐฯ เก็บจากจีนในปัจจุบันลดลงมาอยู่ที่ 29-31% จาก 39% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ซึ่งคาดว่าจะช่วยเร่งการส่งออกในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม
สหรัฐฯ อาจขึ้นภาษีเพิ่มเติม ขณะที่จีนอาจเข้มงวดมากขึ้นในการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธเพื่อกดดันสหรัฐฯ ซึ่งจะยิ่งสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะข้างหน้า
ไทย
เศรษฐกิจเดือนมกราคมได้แรงหนุนจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำขยายตัวสูง (+18.1% YoY) นำโดยหมวดอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (+3.3%) ด้านการบริโภค (+7.6%) และลงทุนภาคเอกชน (+8.3%) ปรับเร่งขึ้นจากปัจจัยชั่วคราว โดยเฉพาะหมวดยานพาหนะ จากมาตรการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวชะลอลงตามรายจ่ายลงทุนที่เร่งเบิกจ่ายไปในเดือนก่อน
แม้เศรษฐกิจในช่วงต้นปีได้แรงหนุนจากภาคการส่งออกและมาตรการภาครัฐ แต่ในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มแผ่วลง เมื่อผนวกกับข้อจำกัดทางการคลัง และผลลบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งปี 2569 จะชะลอเหลือ 2.0% จาก 2.4% ในปีก่อน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 1.8% โดยทิศทางของปัจจัยขับเคลื่อนหลัก (i) ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะเพิ่มขึ้นสู่ 35.5 ล้านคน (ii) การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีสัญญาณเชิงบวกของยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้นหากสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น (iii) การส่งออกคาดว่าจะชะลอตัวจากผลของภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แม้ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (iv) การบริโภคภาคเอกชนเผชิญข้อจำกัดจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยคาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจาก 2.7% ในปีก่อนสู่ 2.2% ในปีนี้ (v) ข้อจำกัดทางการคลังอาจกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐ โดยงบประมาณรายจ่ายรวมปีงบฯ 2569 เพิ่มขึ้นเพียง 0.7% ชะลอลงจาก 4.2% ในปีงบฯ 2568
ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ กนง. ได้ปรับลดดอกเบี้ยเร็วกว่าตลาดคาดภายใต้เศรษฐกิจที่โตต่ำ เงินเฟ้อที่ชะลอตัว และสภาพคล่องที่ตึงตัว วิจัยกรุงศรีประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นระดับที่ กนง. ระบุว่าผ่อนคลายเพียงพอและให้ความสำคัญกับพื้นที่ของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด