เศรษฐกิจโลกและไทย
ตลาดการเงินยังคงวิตกหลังการประชุมระหว่างทรัมป์-สีจิ้นผิง ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกโตเกินคาดที่ 2.8% แต่แรงส่งอาจแผ่วลง
โลก
โลก: ตลาดผิดหวังหลังการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และจีนยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องความร่วมมือภายใต้กรอบการแข่งขันอย่างมีขอบเขต การลดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงสนับสนุนบรรยากาศการค้า การลงทุน และการขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินไม่ได้ตอบสนองเชิงบวกจากรายละเอียดที่ยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของภาษีการค้าและการแก้ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะเดียวกัน แรงกดดันเงินเฟ้อจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มชัดเจนขึ้นในหลายประเทศ โดยอัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ และยูโรโซนในเดือนเมษายน เร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.8% YoY และ 3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 35 เดือนและ 31 เดือน ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อผู้ผลิตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 40 เดือน ที่ 6% ทั้งนี้ แรงกดดันด้านราคาเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้นในระยะข้างหน้า
จีน: การเยือนจีนล่าสุดของทรัมป์มุ่งลดความตึงเครียดกับจีนบนพื้นฐานของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และการแข่งขันอย่างมีขอบเขต ข้อตกลงเบื้องต้น ประกอบด้วย การลดภาษีนำเข้าระหว่างกัน การเพิ่มการนำเข้าสินค้าบางกลุ่ม และการจัดตั้งคณะกรรมการการค้า
อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวยังเปราะบาง และความขัดแย้งอาจกลับมาปะทุอีกครั้ง ผ่านภาษีนำเข้า และการควบคุมการส่งออก
ท้ายที่สุด ความพยายามในการลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจระหว่างกันจะยังดำเนินต่อไป
ไทย
GDP ไทยไตรมาส 1 ปี 2569 โตเกินคาดจากปัจจัยชั่วคราว แต่แรงส่งการเติบโตอาจแผ่วลงในช่วงที่เหลือของปี สภาพัฒน์ฯ รายงานเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ขยายตัว 2.8% YoY จาก 2.5% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และเติบโตดีกว่าที่วิจัยกรุงศรีและตลาดคาดไว้ที่ 2.3% และ 2.2% ตามลำดับ โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การบริโภคภาครัฐ รวมถึงการส่งออกสินค้าและบริการ สำหรับการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัวเร่งขึ้นและดุลการค้าขาดดุลครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สำหรับในปี 2569 สภาพัฒน์ฯ คาดว่า GDP จะเติบโต 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) โดยรวมผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศแล้ว
ตัวเลข GDP ในไตรมาส 1 ที่ดีเกินคาดได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกชั่วคราว อาทิ (i) การเร่งส่งออก (Front loading) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (ii) การเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (iii) การปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนหลังการเลือกตั้ง และ (iv) การเร่งสะสมสินค้าคงคลัง สำหรับในระยะข้างหน้า แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายตั้งแต่กลางปี แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการเติบโต เนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการท่องเที่ยวชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 2 คาดว่า GDP จะหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (quarter-on-quarter contraction)