ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร สรุปวิธีคำนวณและเรื่องที่ต้องรู้

Posted On 27 กุมภาพันธ์ 2569
By Krungsri The COACH
เคยสังเกตไหมว่า บางครั้งค่าจ้างที่เราได้รับจริงอาจไม่ตรงกับตัวเลขที่ตกลงกันไว้ ทั้งในกรณีเงินเดือนของพนักงานประจำ หรือค่าจ้างของชาวฟรีแลนซ์ เงินส่วนนี้เรียกว่า “
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางภาษีที่นายจ้างหักเงินส่วนหนึ่งส่งให้กับสรรพากร หลายคนอาจจะไม่เคยได้สังเกต หรือรู้จักภาษีตัวนี้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น ในบทความนี้ Krungsri The COACH พร้อมไขข้อข้องใจทุกเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิประโยชน์ทางภาษีของตัวเอง และจัดการเรื่องการเงินได้อย่างสบายใจมากขึ้น
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร ทำไมต้องถูกหักไว้ก่อน ?
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ รูปแบบการจัดเก็บภาษีล่วงหน้าวิธีหนึ่ง โดยกรมสรรพากรกำหนดให้ “
ผู้จ่ายเงิน” (เช่น บริษัทหรือนายจ้าง) มีหน้าที่ต้องหักเงินบางส่วนออกจากค่าจ้างที่จะจ่ายให้กับ “
ผู้รับเงิน”แล้วนำเงินส่วนนั้นส่งให้กับสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
เหตุผลที่ต้องมีการหักไว้ก่อน ไม่ใช่การยึดเงินไปเปล่า ๆ แต่เพื่อช่วยลดภาระของผู้มีรายได้ ไม่ให้ต้องเสียภาษีก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียวในตอนปลายปี เปรียบเสมือนการทยอยผ่อนจ่ายภาษีล่วงหน้าไปเรื่อย ๆ อีกทั้งยังช่วยให้ภาครัฐมีกระแสเงินสดหมุนเวียนเข้าคลังอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีนั่นเอง
ใครบ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ?
โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย คือ ผู้จ่ายเงินที่จดทะเบียนเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน หรือนิติบุคคลต่าง ๆ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องหักภาษีทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่าออกไป โดยในกระบวนการนี้ทั้งสองฝ่ายจะมีบทบาทที่ต้องรู้ ดังนี้
- ฝั่งผู้จ่ายเงิน (บริษัท/นิติบุคคล) : มีหน้าที่คำนวณยอดภาษี หักเงินไว้เพื่อนำส่งให้กรมสรรพากร และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกว่า “ใบ 50 ทวิ” ให้กับผู้รับเงินเพื่อเป็นหลักฐาน
- ฝั่งผู้รับเงิน (บุคคลธรรมดา/ฟรีแลนซ์) : จะได้รับเงินค่าจ้างยอดสุทธิ (หลังจากถูกหักภาษีแล้ว) พร้อมกับใบ 50 ทวิ ซึ่งต้องเก็บรักษาไว้ให้ดีเพื่อใช้ประกอบการยื่นภาษีประจำปี
อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย มีกี่เปอร์เซ็นต์ ?
อัตราการหักภาษีนั้นไม่ได้เท่ากันทุกงาน ขึ้นอยู่กับ “
ประเภทของรายได้” ว่าเราได้รับเงินจากการทำอะไร โดยอัตราที่พบบ่อยในชีวิตประจำวัน มีดังนี้
หัก 1% : ค่าขนส่ง
อัตรานี้ใช้สำหรับบริษัทที่ประกอบกิจการขนส่งโดยเฉพาะ และต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างถูกต้อง เช่น บริษัทขนส่งเอกชนต่าง ๆ แต่หากเป็นการส่งของผ่านไปรษณีย์ไทย จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
หัก 2% : ค่าโฆษณา
สำหรับค่าจ้างในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า หรือแบรนด์ผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น จ้างเอเจนซี่ลงโฆษณาใน Facebook, Google หรือสื่อสิ่งพิมพ์ จะใช้อัตราการหักอยู่ที่ 2%
หัก 3% : ค่าจ้างทำของ และวิชาชีพอิสระ
เป็นอัตราที่ชาวฟรีแลนซ์ และคนทำงานรับจ้างทั่วไปเจอบ่อยที่สุด โดยจะครอบคลุมงานบริการเกือบทุกประเภท แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่มรับจ้างทำของ หรือบริการทั่วไป : เช่น งานกราฟิกดีไซน์ เขียนโปรแกรม ช่างภาพ รับจ้างรีวิวสินค้า (Influencer) งานที่ปรึกษา ไปจนถึงงานรับเหมาก่อสร้าง
- กลุ่มวิชาชีพอิสระ (6 สาขาเฉพาะทาง) : ได้แก่ แพทย์ นักกฎหมาย วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์
หัก 5% : ค่าเช่า
กรณีมีการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เช่น เช่าอาคารสำนักงาน เช่าพื้นที่หน้าร้าน หรือเช่ารถยนต์ (แบบผู้เช่าถือกุญแจขับเอง) ผู้เช่าที่เป็นนิติบุคคลจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5%
วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย แบบง่าย ๆ
สำหรับใครที่อยากรู้ว่าตัวเองจะโดนหักเงินเท่าไร หรือต้องคํานวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย อย่างไรเพื่อให้ได้ยอดสุทธิที่ถูกต้อง สามารถใช้สูตรเบื้องต้นได้ดังนี้
(จำนวนเงินค่าจ้าง x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย) ÷ 100 = จำนวนเงินภาษีที่ถูกหัก
ตัวอย่างการคำนวณ
- สมมติว่าคุณรับงานออกแบบกราฟิก ตกลงค่าจ้างกันที่ 10,000 บาท (งานบริการ หัก 3%)
- ภาษีที่ถูกหัก = (10,000 x 3) ÷ 100 = 300 บาท
- เงินที่โอนเข้าบัญชีจริง = 10,000 - 300 = 9,700 บาท
- ดังนั้น คุณจะได้รับเงินโอน 9,700 บาท พร้อมกับใบ 50 ทวิ ที่ระบุว่ามีภาษีถูกหักส่งสรรพากรไปแล้ว 300 บาท
โดนหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ยังต้องยื่นภาษีประจำปีไหม ?
เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด หลายคนคิดว่าโดนหักภาษีไปแล้วถือว่าจบกัน ความจริงคือ “
ต้องยื่นภาษีประจำปี” ตามปกติ เพราะการหัก ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการจ่ายล่วงหน้าเท่านั้น
เมื่อถึงกำหนดเวลา คุณต้องนำรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปีมารวมกันเพื่อคำนวณภาษีตามอัตรา
ภาษีขั้นบันได จากนั้นให้นำยอด “
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” ที่สะสมมาทั้งปีมาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายจริง
- ถ้ายอดภาษีจริง สูงกว่า ที่ถูกหักไป : ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม
- ถ้ายอดภาษีจริง ต่ำกว่า ที่ถูกหักไป : สามารถขอคืนเงินภาษี (Tax Refund) ได้
ดังนั้น ยิ่งคุณเก็บสะสมใบ 50 ทวิ ไว้ครบถ้วน และรู้จักวางแผน
ลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม ก็จะยิ่งช่วยรักษาผลประโยชน์เงินในกระเป๋าได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ไม่ใช่แค่เรื่องของการถูกหักเงิน แต่เป็นระบบที่ช่วยทยอยชำระภาษีล่วงหน้า ทำให้เราไม่ต้องรับภาระก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียวตอนปลายปี หัวใจสำคัญของผู้รับเงินจึงอยู่ที่การเก็บรักษาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้ครบถ้วน เพราะนี่คือเอกสารชิ้นสำคัญที่จะช่วยยืนยันรายได้ และภาษีที่จ่ายไปแล้ว ซึ่งอาจเปลี่ยนจากยอดที่ต้องจ่ายเพิ่ม เป็นเงินคืนภาษีกลับเข้ากระเป๋าได้ หากเราบริหารจัดการอย่างถูกต้อง และรอบคอบ
FAQs รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หากยอดจ่ายต่อครั้งไม่ถึง 1,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ยกเว้นกรณีที่เป็นสัญญาต่อเนื่อง (เช่น ค่าบริการรายเดือน ค่าโทรศัพท์) ที่รวมทั้งปีแล้วเกิน 1,000 บาท จะต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย
ต้องคำนวณจากยอดค่าบริการก่อนรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เสมอ ห้ามนำยอดรวม VAT มาคิดภาษีหัก ณ ที่จ่ายเด็ดขาด
ผู้รับเงินควรทวงถามทันที เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ว่าจ้างที่ต้องออกเอกสารนี้ และเป็นสิทธิของผู้รับเงินที่ต้องใช้เป็นหลักฐานในการยื่นภาษี และขอคืนภาษี หากไม่มีเอกสารนี้อาจเสียสิทธิในการนำเครดิตภาษีไปหักลบตอนปลายปี
ยังไม่จบ การหัก 3% เป็นเพียงการจ่ายล่วงหน้า ผู้มีรายได้อิสระยังต้องนำรายได้ไปยื่นแบบภาษีประจำปี (และครึ่งปีสำหรับบางประเภทรายได้) เพื่อคำนวณภาษีจริงตามฐานรายได้สุทธิ แนะนำให้ศึกษาเรื่อง
ฟรีแลนซ์ยื่นภาษีเพิ่มเติมเพื่อให้จัดการได้อย่างถูกต้อง
Krungsri Prompt :
“ฉันเพิ่งอ่านบทความให้ความรู้เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ของ Krungsri The COACH จบ และพบว่า ตัวเองต้องขอคืนภาษีด้วย จึงอยากให้คุณช่วยแนะนำขั้นตอนการขอคืนภาษีให้หน่อย โดยขอแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ของสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือด้วย”
อ้างอิง