เช็กเงินคืนภาษี 2569 สรุปวิธีขอคืน และตรวจสอบสถานะให้ได้เงินชัวร์
รอบรู้เรื่องภาษี

เช็กเงินคืนภาษี 2569 สรุปวิธีขอคืน และตรวจสอบสถานะให้ได้เงินชัวร์

icon-access-time Posted On 25 กุมภาพันธ์ 2569
By สิรภัทร เกาฏีระ CFP®, AISA
พอเข้าสู่ฤดูกาลยื่นภาษี หลายคนแอบลุ้นอยู่ว่าปีนี้จะได้ “เงินคืนภาษี” กลับมาเท่าไร แล้วเมื่อไรเงินคืนภาษีจะโอนเข้าบัญชีสักที บางคนได้เร็ว บางคนต้องรอนานกว่าที่คิด ทั้งที่ยื่นภาษีเหมือนกัน รู้ไหมว่า รายละเอียดเล็ก ๆ ในขั้นตอนการยื่น อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ การได้เงินคืนภาษีเร็วหรือช้า บทความนี้ Krungsri The COACH รวบรวมทุกขั้นตอนสำคัญในการเช็กเงินคืนภาษี อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อให้คุณสามารถติดตามเงินภาษีคืนได้เอง และรอรับเงินคืนได้อย่างสบายใจ

เงินคืนภาษีคืออะไร ทำไมบางคนเสียภาษีแล้วได้เงินคืน ?

เงินคืนภาษี (Tax Refund) คือเงินส่วนเกินที่ผู้เสียภาษีได้จ่ายให้กับกรมสรรพากรไปมากกว่ายอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงในปีนั้น ๆ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้สูงเกินไป เช่น หากภาษีที่ต้องจ่ายจริง 4,000 บาท แต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 5,000 บาท เท่ากับจ่ายเกิน 1,000 บาท หรืออาจจะเกิดจากการที่เรามีสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม เช่น การทำประกันชีวิต การลงทุนในกองทุนรวม หรือค่าเลี้ยงดูบุตร และบิดามารดา เมื่อเรายื่นแบบแสดงรายการภาษี และคำนวณใหม่แล้วพบว่ามีภาษีที่ชำระไว้เกิน กรมสรรพากรก็จะคืนเงินส่วนนั้นกลับมาให้เรานั่นเอง

เอกสารที่ต้องใช้ในการขอเงินคืนภาษี

เอกสารขอเงินคืนภาษี

ก่อนจะเริ่มขั้นตอนการยื่นเพื่อให้ได้เงินคืนภาษี สิ่งสำคัญคือการเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ขอเอกสารย้อนหลังจนทำให้กระบวนการล่าช้า โดยเอกสารหลักที่ต้องเตรียมมีดังนี้

เอกสารแสดงรายได้

 
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) : เอกสารสำคัญที่ระบุรายได้รวมตลอดทั้งปี และจำนวนภาษีที่ถูกหักไว้
  • เอกสารภาษีปันผล : สำหรับผู้ที่มีรายได้จากการลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม

เอกสารแสดงสิทธิลดหย่อน

 
  • กลุ่มครอบครัว : เช่น ทะเบียนสมรส เอกสารรับรองบุตร หรือหนังสือรับรองการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (ล.ย.03)
  • กลุ่มประกัน และการออม : หนังสือรับรองเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และเอกสารยืนยันการซื้อกองทุน RMF หรือ Thai ESG
  • กลุ่มที่อยู่อาศัย : หนังสือรับรองดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยจากธนาคาร
  • กลุ่มบริจาค : ใบอนุโมทนาบัตร หรือหลักฐานการโอนเงินบริจาคผ่านระบบ e-Donation

วิธีเช็กว่าเราได้เงินคืนจากภาษีเท่าไร ?

การประเมินยอดเงินคืนภาษีไม่ใช่เพียงแค่การใช้สูตรคูณตัวเลขชุดเดียว แต่มีขั้นตอนที่ต้องทำความเข้าใจเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด โดยเริ่มจากการหาเงินได้สุทธิของตัวเองผ่านสูตร “รายได้ทั้งปี - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ” ก่อน

เมื่อได้ยอดนี้มาแล้ว คุณต้องนำไปคำนวณตามอัตราภาษีขั้นบันได ซึ่งจะแบ่งเงินได้สุทธิออกเป็นชั้น ๆ ดังนี้
 
เงินได้สุทธิตั้งแต่ เงินได้สุทธิจำนวนสูงสุดของขั้น อัตราภาษี ภาษีสูงสุดในแต่ละขั้นเงินได ภาษีสะสมสูงสุดของขั้น
0 - 150,000 บาท 150,000 บาท 5 ยกเว้น* 0 บาท
เกิน 150,000 - 300,000 บาท 150,000 บาท 5 7,500 บาท 7,500 บาท
เกิน 300,000 - 500,000 บาท 200,000 บาท 10 20,000 บาท 27,500 บาท
เกิน 500,000 - 750,000 บาท 250,000 บาท 15 37,500 บาท 65,000 บาท
เกิน 750,000 - 1,000,000 บาท 250,000 บาท 20 50,000 บาท 115,000 บาท
เกิน 1,000,000 - 2,000,000 บาท 1,000,000 บาท 25 250,000 บาท 365,000 บาท
เกิน 2,000,000 - 5,000,000 บาท 3,000,000 บาท 30 900,000 บาท 1,265,000 บาท
เกิน 5,000,000 บาท ขึ้นไป   35    
โดยคุณจะต้องนำเงินได้สุทธิในขั้นของคุณมาคูณกับอัตราภาษีของขั้นบันไดนั้น ๆ แล้วนำผลลัพธ์ของทุกขั้นมารวมกัน ก็จะได้ยอด “ภาษีที่ต้องจ่ายจริง” หลังจากนั้นให้นำยอดนี้ไปเทียบกับจำนวนภาษีที่คุณถูก หัก ณ ที่จ่าย ไว้ตลอดทั้งปี (ดูได้จากใบ 50 ทวิ) หากยอดภาษีที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า “สูงกว่า” ภาษีที่ต้องจ่ายจริงตามการคำนวณ ส่วนต่างตรงนี้แหละคือยอดเงินคืนภาษีที่คุณมีสิทธิ์ได้รับกลับคืนมานั่นเอง

ตัวอย่าง : นาย A มีเงินเดือน 60,000 บาท/เดือน (รายได้ทั้งปี 720,000 บาท) มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และประกันสังคม 9,000 บาท สามารถคำนวณภาษีแบบอัตราขั้นบันไดได้ดังนี้
  1. เงินได้ทั้งปี : 720,000 บาท
  2. หักค่าใช้จ่าย : 100,000 บาท (50% ของ 720,000 คือ 360,000 แต่หักได้สูงสุด 100,000)
  3. หักค่าลดหย่อน : 60,000 (ส่วนตัว) + 9,000 (ประกันสังคม) = 69,000 บาท
  4. เงินได้สุทธิ : 720,000 - 100,000 - 69,000 = 551,000 บาท
  5. คำนวณภาษี :
    • ขั้นที่ 1 (0 - 150,000) : ได้รับการยกเว้น = 0 บาท
    • ขั้นที่ 2 (150,001 - 300,000) : (300,000 - 150,000) x 5% = 7,500 บาท
    • ขั้นที่ 3 (300,001 - 500,000) : (500,000 - 300,000) x 10% = 20,000 บาท
    • ขั้นที่ 4 (500,001 - 750,000) : (551,000 - 500,000) x 15% = 7,650 บาท
    • รวมภาษีที่ต้องชำระ : 0 + 7,500 + 20,000 + 7,650 = 35,150 บาท
  6. สมมุติว่า นาย A ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปล่วงหน้า 40,000 บาท เท่ากับว่า นาย A จะได้เงินคืนภาษี 40,000 - 35,150 = 4,850 บาท

ขั้นตอนการยื่นขอเงินคืนภาษีแบบออนไลน์ (e-Filing)

ขั้นตอนขอเงินคืนภาษี

การยื่นภาษีออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรเป็นวิธีที่สะดวก และรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะระบบโฉมใหม่ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลให้คุณทำตามได้ง่าย ๆ ดังนี้
  • เข้าสู่ระบบ : ไปที่เว็บไซต์ https://efiling.rd.go.th/rd-cms/ โดยคุณสามารถเลือกเข้าสู่ระบบด้วย Digital ID (เช่น ThaID หรือแอปฯ เป๋าตัง) เพื่อความสะดวก หรือใช้เลขบัตรประชาชนควบคู่กับรหัสผ่านและยืนยันด้วย OTP
  • เลือกแบบภาษี : สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้จากเงินเดือนหรือรายได้ทั่วไป ให้เลือกเมนู “ยื่นแบบ” ในหัวข้อ ภ.ง.ด. 90/91
  • ตรวจสอบ และกรอกข้อมูลรายได้ : ระบบ My Tax Account ในปัจจุบันจะช่วยดึงข้อมูลรายได้บางส่วนมาให้คุณโดยอัตโนมัติ ให้คุณตรวจสอบความถูกต้อง และระบุรายได้เพิ่มเติมตามมาตราต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามใบ 50 ทวิ
  • ระบุสิทธิลดหย่อนภาษี : กรอกรายการลดหย่อนภาษีที่คุณมีสิทธิ เช่น ประกันชีวิต กองทุนรวม หรือดอกเบี้ยบ้าน โดยระบบจะคำนวณยอดภาษีที่ต้องจ่ายหรือยอดเงินคืนให้อัตโนมัติในหน้าถัดไป
  • ยืนยันการขอคืนเงิน : ในหน้าสรุปผล หากมียอดภาษีชำระไว้เกิน ต้องกดเลือก “มีความประสงค์ขอคืนเงิน” ในหัวข้อการขอคืนเงินภาษี จากนั้นตรวจสอบข้อมูลเป็นครั้งสุดท้ายก่อนกดยืนยันการยื่นแบบ

วิธีเช็กสถานะเงินคืนจากภาษี และตรวจสอบสถานะคืนภาษีด้วยตัวเอง

เช็กเงินคืนภาษี

หลังจากกดยืนยันการยื่นแบบเรียบร้อยแล้ว การหมั่นติดตามผลเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้คุณรู้ว่าขั้นตอนไปถึงไหนแล้ว หรือมีเอกสารใดที่ต้องส่งเพิ่มเติมหรือไม่ โดยสามารถใช้ช่องทางเพื่อตรวจสอบสถานะภาษีได้ ดังนี้

1. ตรวจสอบสถานะคืนภาษีผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร


เป็นช่องทางหลักที่สะดวกรุ่นที่สุด ให้คุณเข้าไปที่เว็บไซต์กรมสรรพากรแล้วเลือกเมนู “My Tax Account ตรวจสอบข้อมูลทางภาษี” จากนั้นเลือกเมนูติดตามสถานะ ระบบจะแสดงความคืบหน้าว่าอยู่ในขั้นตอนพิจารณา อนุมัติ หรือโอนเงิน เพื่อให้คุณตรวจสอบสถานะคืนภาษีได้แบบเรียลไทม์

2. เช็กสถานะคืนภาษีผ่านแอปพลิเคชัน My Tax Account


สำหรับใครที่ถนัดใช้สมาร์ตโฟน สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน My Tax Account เพื่อใช้เช็กสถานะคืนภาษีได้ง่าย ๆ เพียงแค่ Login ระบบจะแสดงข้อมูลสถานะการคืนเงินในหน้าแรก พร้อมแจ้งเตือนหากเจ้าหน้าที่ต้องการเอกสารเพิ่มเติม

3. ตรวจสอบสถานะภาษีผ่านสายด่วน RD Call Center 1161


หากไม่สะดวกใช้งานออนไลน์ หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยอดเงินคืนที่ไม่ตรงตามคาด คุณสามารถโทรสายด่วน 1161 ในวัน และเวลาราชการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบสถานะคืนภาษี และให้คำแนะนำในกรณีที่มีปัญหาติดขัดได้โดยตรง

จะได้รับเงินคืนภาษีผ่านช่องทางใดบ้าง?

กรมสรรพากรได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการคืนเงินเพื่อความปลอดภัย และความรวดเร็ว โดยมีช่องทางหลักดังนี้
  • พร้อมเพย์ (PromptPay) : เป็นช่องทางที่เร็วที่สุด โดยต้องผูกบัญชีธนาคารกับเลขบัตรประชาชน 13 หลักเท่านั้น
  • บัญชีธนาคารกรุงไทย หรือ ธ.ก.ส. : สำหรับผู้ที่ไม่มีพร้อมเพย์ สามารถแจ้งความประสงค์ให้โอนเข้าบัญชีของสองธนาคารนี้ได้
  • เช็กธนาคาร : จะออกให้ในกรณีพิเศษสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้เท่านั้น (อาจใช้เวลานานกว่าปกติ)

ยื่นภาษีไปแล้ว จะได้เงินคืนภาษีภายในกี่วัน ?

โดยปกติแล้วกรมสรรพากรจะใช้เวลาดำเนินการตรวจสอบ และโอนเงินคืนภายใน 3 เดือน นับจากวันที่ยื่นเอกสารครบถ้วน อย่างไรก็ตาม หากคุณมีการยื่นแบบออนไลน์ ข้อมูลทุกอย่างถูกต้อง และมีการผูกพร้อมเพย์ไว้ล่วงหน้า หลายกรณีอาจได้รับเงินคืนรวดเร็วภายใน 3-5 วันทำการเท่านั้น แต่หากช่วงที่ยื่นมีผู้ใช้งานจำนวนมาก หรือเอกสารไม่ชัดเจน ระยะเวลาอาจขยับออกไปตามคิวงานของเจ้าหน้าที่

Krungsri The COACH แนะนำ 5 เทคนิคยื่นภาษีให้ได้เงินคืนภาษีไวทันใจ

หากอยากเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับเงินคืนเร็วแบบไม่ต้องรอนาน ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดู
  1. เลือกยื่นภาษีแบบออนไลน์ : ระบบประมวลผลเร็วกว่าการยื่นกระดาษหลายเท่า และช่วยลดข้อผิดพลาดในการคำนวณ
  2. ยื่นภาษีตั้งแต่ต้นปี : ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ปริมาณคนยื่นจะยังไม่หนาแน่น ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้เร็วขึ้น
  3. ผูกพร้อมเพย์ล่วงหน้า : การผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนช่วยให้ระบบโอนเงินเข้าบัญชีทันทีที่ได้รับอนุมัติ
  4. อัปโหลดเอกสารลดหย่อนทันที : ในขั้นตอนการยื่นออนไลน์ ให้ทำการอัปโหลดไฟล์เอกสารประกอบไว้เลย เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นข้อมูลครบถ้วนโดยไม่ต้องเรียกขอเพิ่มภายหลัง
  5. ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง : เช็กตัวเลขรายได้ และค่าลดหย่อนให้ตรงกับหลักฐาน ป้องกันการตีกลับแบบเพื่อแก้ไขซึ่งจะทำให้เสียเวลา
วางแผนลดหย่อนภาษี

การวางแผนภาษี และการรู้วิธีติดตามสิทธิของตัวเองจะช่วยให้คุณบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณรู้สึกว่าเรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ซับซ้อน หรือต้องการคำแนะนำในการวางแผนลดหย่อนเพื่อรับเงินคืนที่คุ้มค่ากว่าเดิมในอนาคต ทางธนาคารกรุงศรีฯ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน และการลงทุนโดยเฉพาะที่พร้อมดูแลคุณ สามารถปรึกษาผ่านช่องทางฮอตไลน์ได้ที่ 02-296-5959 (จันทร์ - ศุกร์ เวลา 9.00 น. - 17.00 น.) หรือฝากข้อมูลเพื่อให้ที่ปรึกษาทางด้านการเงินติดต่อกลับ และอย่าลืมติดตามข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการการเงินของคุณได้ที่ Krungsri The COACH โค้ชเรื่องเงิน ให้เป็นเรื่องง่าย
 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการเช็กเงินคืนภาษี

คุณสามารถเข้าสู่ระบบ e-Filing อีกครั้งแล้วเลือก “ยื่นแบบเพิ่มเติม” เพื่อแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง โดยระบบจะนำข้อมูลล่าสุดมาใช้ในการพิจารณาคืนเงินภาษี
มักเกิดจากเจ้าหน้าที่ต้องการตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม ให้คุณรีบเข้าไปเช็กในหน้าติดตามสถานะ และอัปโหลดเอกสารที่ขาดหายไปทันทีเพื่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อ
แนะนำให้ติดต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่ตามภูมิลำเนาของคุณเพื่อเร่งรัดการตรวจสอบ หรือโทร 1161 เพื่อเช็กว่ามีติดขัดที่ขั้นตอนใดเป็นพิเศษหรือไม่
 
Krungsri Prompt :

“ฉันเพิ่งอ่านบทความวิธีเช็กเงินคืนภาษีของ Krungsri The COACH จบ และมีความสนใจเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีของตนเอง จึงอยากให้คุณช่วยแนะนำหน่อยว่า สามารถลดหย่อนภาษีด้วยอะไรได้บ้าง และลดหย่อนได้เท่าไร โดยขอแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ของสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือด้วย”


อ้างอิง
pym logo
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา