สรุปภาษีขายของออนไลน์ ปี 2569 คำนวณได้ ลดหย่อนเป็น

Posted On 29 มีนาคม 2569
By Krungsri The COACH
ขายของออนไลน์ยอดโตขึ้น แต่สิ่งที่หลายคนกังวลตามมาคือ “ต้องเสียภาษีอย่างไร และจะโดนย้อนหลังไหม ?” Krungsri The COACH จะช่วยให้คุณเข้าใจภาษีขายของออนไลน์ที่ต้องรู้ จัดการได้แบบไม่ปวดหัว สรุปจากหลักเกณฑ์ภาษีที่ใช้จริง เคลียร์ชัดทุกประเด็นที่หลายคนสงสัย พร้อมตัวอย่างที่คนขายออนไลน์เจอ เพื่อให้วางแผนได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
เงินโอนเข้าบ่อย…ต้องเสียภาษีทันทีจริงไหม ?
เริ่มมาจาก
กฎหมายภาษีอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ที่กำหนดให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจสอบ ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบัญชีของคุณเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- มีการรับโอนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป (ไม่จำกัดยอดเงิน)
- มีการรับโอนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน 400 ครั้งต่อปีขึ้นไป และมียอดเงินรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
แต่เดี๋ยวก่อน! การถูกส่งข้อมูลไม่ได้แปลว่าคุณต้องเสียภาษีเพิ่มทันที เพราะภาษีคำนวณจาก “กำไรจริง” ไม่ใช่ยอดเงินโอน สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้คือ
จัดทำบัญชีรายรับ–รายจ่ายให้ชัดเจน เพื่อยืนยันรายได้ที่แท้จริง และช่วยให้บริหารภาษีได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
คำนวณภาษี ขายของออนไลน์ ให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
ตามกฎหมายแล้ว รายได้จากการขายของออนไลน์ของบุคคลธรรมดา จะถูกจัดอยู่ในหมวดเงินได้ประเภทที่ 8 หรือ ม.40 (8)
สูตรการคำนวณภาษี คือ (เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี
การหักค่าใช้จ่าย สามารถเลือกได้ 2 รูปแบบ ตามความเหมาะสมของธุรกิจ
- หักแบบเหมา 60% : ไม่ต้องใช้เอกสารหลักฐานค่าใช้จ่าย เหมาะกับร้านที่มีกำไรต่อชิ้นสูง หรือมีต้นทุนจริงต่ำกว่า 60%
- หักตามจริง : ต้องเก็บใบเสร็จ และทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างเคร่งครัด เหมาะกับร้านที่ต้นทุนสูง และกำไรน้อย (เช่น ซื้อมาขายไป) วิธีนี้จะช่วยให้ยอดเงินได้สุทธิลดลง และเสียภาษีน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อได้
“เงินได้สุทธิ” ออกมาแล้ว ก็นำมาเทียบกับตาราง
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (แบบขั้นบันได) ด้านล่างนี้ได้เลย
หมายเหตุ : หากคุณมีรายได้จากการขายของออนไลน์ (และรายได้อื่นที่ไม่ใช่งานประจำ) รวมกันทั้งปีเกิน 1,000,000 บาท กรมสรรพากรกำหนดให้ต้องคำนวณภาษีเพิ่มอีก 1 วิธี คือ วิธีคิดแบบเหมา 0.5% (นำรายได้รวมทั้งหมด x 0.5%) เมื่อคำนวณเสร็จแล้ว ให้นำผลลัพธ์ไปเทียบกับภาษีวิธีปกติ (แบบขั้นบันได) และให้เลือกเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้ยอด “สูงกว่า”
ขายของออนไลน์ยื่นภาษีเมื่อไร ?
เพื่อไม่ให้ภาระภาษีหนักจนเกินไป กฎหมายจึงกำหนดให้การยื่นภาษีขายของออนไลน์ ต้องแบ่งจ่ายเป็น 2 รอบต่อปี ดังนี้
- ภาษีกลางปี (ภ.ง.ด. 94) : ยื่นในช่วงเดือน ก.ค. - ก.ย. โดยสรุปรายได้เฉพาะช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย.) ซึ่งการยื่นรอบนี้สามารถนำค่าลดหย่อนส่วนตัวมาใช้ได้ครึ่งหนึ่ง (30,000 บาท)
- ภาษีปลายปี (ภ.ง.ด. 90) : ยื่นในช่วงเดือน ม.ค. - มี.ค. ของปีถัดไป เป็นการสรุปรายได้ตลอดทั้งปี แล้วนำภาษีกลางปีที่จ่ายไปแล้วมาหักลบออก
เรื่องสำคัญที่ห้ามลืม : หากร้านของคุณขายดีจนมีรายได้รวม เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะมีหน้าที่ต้อง
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ภายใน 30 วันนับจากวันที่ยอดขายถึงเกณฑ์ และต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ในทุก ๆ เดือนด้วย
ทำงานประจำ และขายของออนไลน์ ต้องยื่นภาษีอย่างไร ?
ต้องนำรายได้ทั้งสองทางมารวมกันตอนสิ้นปีเพื่อยื่น ภ.ง.ด. 90 โดยรายได้งานประจำคือ ม.40(1) และขายของออนไลน์คือ ม.40(8) แต่สำหรับช่วงกลางปี ให้ยื่น ภ.ง.ด. 94 โดยนำเฉพาะรายได้จากการขายของออนไลน์มาคำนวณเท่านั้น
ขายของออนไลน์ควรลดหย่อนภาษีอย่างไรให้คุ้มค่า ?
การวางแผนภาษีที่ดีคือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สามารถใช้
สิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อเซฟเงินในกระเป๋าได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น
- สิทธิลดหย่อนพื้นฐาน : เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา
- การออม และการลงทุน : การซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือกองทุนรวมอย่าง RMF / ThaiESG ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาวให้กับตัวคุณเองอีกด้วย
อัปเดตเกณฑ์ภาษีใหม่ปี 2569 เก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก
สำหรับคนที่ชอบพรีออเดอร์ หรือสั่งของจากต่างประเทศมาขาย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าที่สั่งผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce ข้ามชาติ (เช่น Lazada, Shopee, TikTok Shop, TEMU) ตั้งแต่ 1 บาทแรก มีรายละเอียดดังนี้
- อัตราภาษี : จะคิดตามพิกัดอัตราศุลกากร เช่น เสื้อผ้า/รองเท้า (30%), กระเป๋า (20%) และสินค้าทั่วไป (10-20%) จากนั้นจะบวก VAT 7% เข้าไปเพิ่ม
- วิธีจ่ายภาษี : ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เพราะแพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะรวมค่าภาษีไว้ในราคาสินค้าตอนกดสั่งซื้อแล้ว แต่หากเป็นการจัดส่งผ่านไปรษณีย์ไทย ผู้ซื้อสามารถสแกน QR Payment ชำระภาษีกับบุรุษไปรษณีย์ตอนรับของได้เลย
กฎกติกาใหม่นี้ย่อมส่งผลโดยตรงกับต้นทุนของพ่อค้าแม่ค้าสายพรีออเดอร์หรือผู้ที่ต้องนำเข้าสินค้ามาสต๊อกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงการต้องเตรียมเงินก้อนใหญ่ขึ้นเพื่อสำรองจ่ายทั้งค่าสินค้า และค่าภาษีในแต่ละลอต เมื่อต้นทุนพุ่งสูงขึ้น กระแสเงินสดหมุนเวียนในร้านก็อาจจะเริ่มตึงมือ และสะดุดได้ การหาแหล่งเงินทุนสำรองเตรียมไว้รับมือกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณไม่พลาดโอกาสในการสร้างยอดขาย
ถ้าลืมยื่นภาษีขายของออนไลน์ จะโดนอะไรบ้าง ?
หากกรมสรรพากรตรวจสอบพบย้อนหลัง จะต้องจ่ายภาษีที่ค้างไว้ พร้อมบทลงโทษคือ เบี้ยปรับ (1-2 เท่าของค่าภาษี) และเงินเพิ่ม หรือดอกเบี้ยอีก 1.5% ต่อเดือน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วอาจเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ทำให้กำไรที่หามาได้หายไปทั้งหมดเลยทีเดียว
สุดท้ายนี้ อย่าลืม ! เช็กสิ่งที่ต้องรู้และทำในการยื่นภาษีของคนขายของออนไลน์
- เงินโอนเข้าบ่อย เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- คำนวณภาษีขายของออนไลน์ ด้วยสูตร (เงินได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี
- ยื่นภาษีให้ทัน ภาษีกลางปี (ภ.ง.ด. 94) ยื่น ก.ค. - ก.ย. ภาษีปลายปี (ภ.ง.ด. 90) : ยื่น ม.ค. - มี.ค. ของปีถัดไป
- ทำงานประจำและขายของออนไลน์ไปด้วย อย่าลืมนำรายได้มารวมกันทั้งสองทาง ยื่น
- ลดหย่อนภาษีให้คุ้มด้วยการลงทุนกองทุนและประกัน
- อัปเดตภาษีนำเข้า ปี 2569 ชาร์จตั้งแต่บาทแรก
- อย่าลืมยื่นภาษี ลดความเสี่ยงโดนปรับย้อนหลัง 1-2 เท่าของค่าภาษี
Krungsri THE COACH ขอเป็นกำลังใจให้ทุกธุรกิจออนไลน์เติบโตอย่างมั่นคง
Krungsri Prompt :
ช่วยรับบทเป็นที่ปรึกษาด้านภาษีให้ฉันหน่อย หลังจากอ่านบทความ อัปเดตภาษีขายของออนไลน์ 2569 รู้ทันกฎหมายใหม่ ไม่โดนย้อนหลัง (https://www.krungsri.com/th/krungsri-the-coach/taxes/tax-knowledge/online-tax-management) ตอนนี้ฉันทำงานฟรีแลนซ์ และมีรายได้เสริมจากการเปิดร้านขายของออนไลน์ด้วย อยากให้ช่วยแนะนำวิธีวางแผนลดหย่อนภาษีสำหรับสำหรับฟรีแลนซ์ให้หน่อย ว่าต้องวางแผนอย่างไรไม่ให้งง รวมถึงแนะนำวิธียื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ด้วย
อ้างอิง :