มัดรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนวางแผนยื่นภาษี ฉบับฟรีแลนซ์

Posted On 26 กุมภาพันธ์ 2569
By Krungsri The COACH
การได้ทำงานในแบบที่เลือกเอง กำหนดเวลาได้เอง และเป็นเจ้านายของตัวเอง คือเสน่ห์ของชีวิตฟรีแลนซ์ที่หลายคนอยากเป็น แต่พอถึงช่วงยื่นภาษี เรื่องนี้ก็เป็นอีกด่านสำคัญที่ชาวฟรีแลนซ์ควรทำความเข้าใจให้ชัด เพราะขั้นตอนและเอกสารของฟรีแลนซ์จะไม่เหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ในบทความนี้ Krungsri The COACH หยิบเรื่องภาษีมาอธิบายแบบเข้าใจง่าย ค่อย ๆ ไล่ตั้งแต่การเช็กประเภทเงินได้ ไปจนถึงวิธียื่นภาษีให้ถูกต้อง เพื่อให้ชาวฟรีแลนซ์จัดการเรื่องภาษีได้อย่างมั่นใจ และวางแผนการเงินได้เป็นระบบมากขึ้นในระยะยาว
ฟรีแลนซ์ยื่นภาษี เช็กก่อนรายได้ของคุณเป็นเงินได้ประเภทใด
ก้าวแรกที่สำคัญที่สุดก่อนจะไปถึงขั้นตอนการยื่นภาษีฟรีแลนซ์ คือการรู้ว่ารายได้ที่เราได้รับจัดอยู่ใน “
เงินได้ประเภทไหน” เพราะรายได้แต่ละประเภทมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดภาษีที่ต้องจ่าย หรือ
เงินคืนภาษีที่ได้รับ โดยส่วนใหญ่แล้วอาชีพอิสระจะเข้าข่ายเงินได้ 3 ประเภทหลัก ดังนี้
เงินได้ประเภทที่ 40(2) : งานรับจ้างทั่วไป
เป็นประเภทรายได้ที่พบมากที่สุดในกลุ่มฟรีแลนซ์ เช่น รับจ้างเขียนบทความ กราฟิกดีไซน์เนอร์ ช่างภาพ ที่ปรึกษา หรือรับงานโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่เน้นใช้แรงกาย และสติปัญญาเป็นหลัก โดยไม่มีต้นทุนด้านอุปกรณ์ หรือวัสดุสิ้นเปลืองมากนัก สามารถหักแบบเหมาได้ 50% ของเงินได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (หากมีเงินเดือนประจำด้วย ให้นำมารวมกันแล้วหักได้ไม่เกินเพดานนี้)
เงินได้ประเภทที่ 40(6) : วิชาชีพอิสระ
สำหรับฟรีแลนซ์ที่ประกอบวิชาชีพเฉพาะทางที่มีใบประกอบวิชาชีพรับรอง ได้แก่ แพทย์ นักกฎหมาย วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี และช่างประณีตศิลป์ โดยสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ (ต้องมีหลักฐานครบถ้วน) หรือเลือกหักแบบเหมาได้ตั้งแต่ 30% – 60% ขึ้นอยู่กับประเภทของวิชาชีพนั้น ๆ
เงินได้ประเภทที่ 40(8) : ธุรกิจ พาณิชย์ และอื่น ๆ
หากงานของคุณไม่เข้าข่ายข้อ 40(2) และ 40(6) มักจะถูกจัดอยู่ในหมวดนี้ เช่น นักแสดงสาธารณะ นักร้อง ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือฟรีแลนซ์สายรับเหมาที่มีการลงทุนค่าวัสดุอุปกรณ์ โดยสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้ (ต้องทำ
บัญชีรายรับ-รายจ่าย และเก็บใบเสร็จ) หรือเลือกหักแบบเหมา ซึ่งอัตราการหักจะแตกต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 40% – 60%
ฟรีแลนซ์ยื่นภาษี ภ.ง.ด อะไร และต้องยื่นช่วงไหนบ้าง ?
อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ชาวฟรีแลนซ์สับสนคือ ฟรีแลนซ์ยื่นภาษี ภ.ง.ด อะไร เพราะไม่ได้ยื่นแค่รอบเดียวเหมือนพนักงานประจำ โดยปกติแล้วผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5) – 40(8) จะมีหน้าที่ต้องยื่นภาษี 2 รอบ ดังนี้
- ยื่นภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด. 94) : เป็นการสรุปรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน) โดยต้องยื่นในช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน ของทุกปี
- ยื่นภาษีประจำปี (ภ.ง.ด. 90) : เป็นการสรุปรายได้ทั้งหมดตลอดทั้งปี (มกราคม – ธันวาคม) โดยนำรายได้ทุกประเภทมารวมคำนวณภาษี และสามารถนำภาษีที่จ่ายไปแล้วในรอบครึ่งปีมาหักออกได้ โดยต้องยื่นในช่วงมกราคม - มีนาคม ของปีถัดไป
หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่มีเงินได้ประเภท 40(2) เพียงอย่างเดียว จะยื่นแค่รอบสิ้นปี (ภ.ง.ด. 90) เท่านั้น
วิธีคำนวณภาษีฟรีแลนซ์ต้องเสียเท่าไร ?
หลักการคำนวณภาษีของฟรีแลนซ์ใช้โครงสร้างเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่ “เงินได้สุทธิ” ซึ่งมีสูตรคำนวณง่าย ๆ ดังนี้
- เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน
เมื่อได้ยอดเงินได้สุทธิออกมาแล้ว ให้นำไปเทียบกับตาราง
อัตราภาษีขั้นบันได เพื่อดูว่าเราต้องจ่ายภาษีในอัตราร้อยละเท่าไร
หลังจากนั้นให้รวมยอดภาษีสะสมของแต่ละขั้นบันได ก็จะได้จำนวนเงินภาษีที่ต้องจ่ายนั่นเอง
ถ้าไม่มีใบ 50 ทวิ ยื่นภาษีได้ไหม ? ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ?
ปัญหายอดฮิตที่คนทำงานอิสระกังวลคือ “
ไม่มีใบ 50 ทวิ” หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะยื่นภาษีได้หรือไม่ คำตอบคือ “
ยื่นได้” และจำเป็นต้องยื่นด้วยหากรายได้ถึงเกณฑ์ โดยสามารถใช้หลักฐานอื่น ๆ แทนได้ สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) : ถ้ามี ให้รวบรวมจากผู้ว่าจ้างทุกรายตลอดทั้งปี
- หลักฐานการรับเงิน : สำหรับงานที่ไม่ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ใช้รายการเดินบัญชีธนาคาร (Bank Statement) หรือสลิปโอนเงินที่ระบุชื่อผู้ว่าจ้าง เพื่อยืนยันที่มาของรายได้
- เอกสารค่าใช้จ่าย : กรณีเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง
- เอกสารค่าลดหย่อน : เช่น หนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต เอกสารการซื้อกองทุน RMF หรือใบกำกับภาษีเต็มรูปจากโครงการรัฐต่าง ๆ (เช่น Easy E-Receipt)
ขั้นตอนยื่นภาษีออนไลน์ง่าย ๆ ทำตามได้เลย
สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ของกรมสรรพากร (E-filing) ได้เลย โดยมีขั้นตอนดังนี้
- เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร เลือก “ยื่นแบบออนไลน์”
- เลือกประเภทแบบภาษี ภ.ง.ด. 90 (สำหรับผู้มีรายได้กรณีทั่วไป และอาชีพอิสระ)
- กรอกข้อมูลรายได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ที่เราจัดประเภทไว้ (เช่น 40(2) หรือ 40(8))
- เลือกว่าจะ “หักค่าใช้จ่าย” แบบเหมา หรือแบบตามจริง
- กรอกข้อมูลรายการลดหย่อนภาษีที่เรามีสิทธิ
- ระบบจะคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ หากต้องชำระเพิ่มสามารถเลือกช่องทางจ่ายเงินได้ หรือหากชำระไว้เกินก็สามารถกด “ขอคืนภาษี” ได้ในขั้นตอนนี้
5 เทคนิคลดหย่อนภาษีฉบับฟรีแลนซ์ เก็บเงินอยู่ ภาษีไม่บานปลาย
เพราะรายได้ของฟรีแลนซ์ไม่ได้เข้ามาสม่ำเสมอเท่ากันทุกเดือน และไม่มีบริษัทคอยหักภาษีนำส่งให้ การวางแผนภาษีจึงเป็นเรื่องที่ต้องจัดการด้วยตัวเองอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันปัญหาเงินไม่พอจ่าย หรือต้องเสียภาษีแพงเกินความจำเป็น Krungsri The COACH ขอแนะนำ 5 เทคนิคที่จะช่วยให้คุณจัดการภาษีได้อยู่หมัด ดังนี้
1. ตัดรายได้ 30% สำรองไว้จ่ายภาษีทันที
ปัญหาคลาสสิกของฟรีแลนซ์คือการนำเงินไปหมุนใช้ก่อนจนหมด หรือชะล่าใจว่าโดนหัก ณ ที่จ่าย 3% ไปแล้ว วิธีแก้คือทุกครั้งที่ได้รับค่าจ้าง ควรตัดเงินประมาณ 30% (หรือตามฐานภาษีของคุณ) แยกไว้อีกบัญชีทันทีเพื่อเป็น “กองทุนภาษี” จะได้มีเงินก้อนพร้อมจ่ายเสมอเมื่อถึงเวลายื่นแบบ
2. ลดหย่อนด้วยการช้อปสินค้า และบริการ
ฟรีแลนซ์ควรติดตามข่าวสารมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ (เช่น ช้อปดีมีคืน หรือ Easy E-Receipt) และสร้างวินัยในการ “ขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป” ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าหรืออุปกรณ์ในการทำงาน เพื่อนำเอกสารเหล่านี้มาใช้ลดหย่อนภาษีตามวงเงินที่รัฐกำหนดในแต่ละปี
3. ซื้อประกันชีวิต สร้างหลักประกันพร้อมลดหย่อนภาษี
การทำประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพถือเป็นวิธียอดฮิตที่ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว” เพราะนอกจากจะช่วยบริหารความเสี่ยงเรื่องค่ารักษาพยาบาล ซึ่งจำเป็นมากสำหรับฟรีแลนซ์ที่ไม่มีสวัสดิการแล้ว เบี้ยประกันที่จ่ายไปยังนำมาหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
4. ลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษี (RMF / Thai ESG / Thai ESGX)
เปลี่ยนภาษีให้เป็นเงินออมระยะยาว ด้วยกองทุนที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่าง RMF และ Thai ESG ช่วยทั้งเซฟภาษีปีนี้ และสร้างเงินก้อนไว้ใช้ในอนาคต สำหรับฟรีแลนซ์ที่อยากกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวน กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลสมาร์ทอินคัมเพื่อการเลี้ยงชีพ (
KF-SINCOMERMF) เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
- ลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลก ผ่านกองทุนหลักของ PIMCO
- ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินอย่างน้อย 90%
- ความเสี่ยงระดับ 5 เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก แต่ไม่ผันผวนเท่าหุ้น
- เหมาะสำหรับวางแผนภาษีควบคู่พอร์ตระยะยาว
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน
หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนจำหน่ายหน่วยลงทุนให้กับ บลจ.กรุงศรี เท่านั้น
5. เปลี่ยนเงินบริจาคเป็นยอดลดหย่อน
สายบุญต้องรู้ไว้ว่าเงินบริจาคก็ช่วยลดภาษีได้ โดยการบริจาคเพื่อการศึกษา และการกีฬา สามารถลดหย่อนได้ถึง 2 เท่า ของยอดบริจาคจริง ส่วนการบริจาคให้วัดหรือมูลนิธิทั่วไป ลดหย่อนได้ 1 เท่า ถือเป็นการแบ่งปันคืนสู่สังคมพร้อมกับบริหารภาษีไปในตัว
Krungsri The COACH แนะนำ : ตัวช่วยจัดการภาษี และสร้างความมั่งคั่งให้ฟรีแลนซ์
สำหรับฟรีแลนซ์ที่มองหาความมั่นคงควบคู่ไปกับการบริหารภาษี การเลือก “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะนอกจากจะนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาทแล้ว ยังเป็นการสร้างวินัยการออมที่มีความเสี่ยงต่ำ และได้รับความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมกัน โดยเฉพาะแบบระยะสั้น (ไม่เกิน 15 ปี) ที่สภาพคล่องตัวสูงกว่า ซึ่งทางกรุงศรีมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ดังนี้
การยื่นภาษีอาจดูเหมือนเรื่องวุ่นวายสำหรับชาวฟรีแลนซ์ แต่เชื่อเถอะว่า “การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” เพียงแค่หันมาใส่ใจวางแผนภาษี และเลือกใช้ตัวช่วยลดหย่อนที่เหมาะสม นอกจากจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้แล้ว ยังเป็นการสร้างเครดิตทางการเงินที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญสำหรับคนทำอาชีพอิสระในอนาคตอีกด้วย มาเปลี่ยนเรื่องภาษีให้เป็นเรื่องง่าย และสร้างความมั่นคงให้ชีวิตฟรีแลนซ์ไปพร้อมกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่า
FAQs รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยื่นภาษีของฟรีแลนซ์
ต้องยื่น เพราะการหัก 3% เป็นเพียงการชำระภาษีล่วงหน้าบางส่วนเท่านั้น เมื่อถึงกำหนดยื่นภาษีประจำปี ต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณภาษีจริง หากภาษีที่ต้องจ่ายจริงมากกว่า 3% คุณต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าน้อยกว่า คุณสามารถขอคืนเงินภาษีส่วนต่างนั้นได้
กฎหมายกำหนดว่าหากเป็นคนโสด และมีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้อง “ยื่นแบบแสดงรายการ” แม้ว่าเมื่อคำนวณแล้วรายได้สุทธิจะไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้อง “เสียภาษี” ก็ตาม เพื่อเป็นหลักฐานรายได้ที่ถูกต้องต่อกรมสรรพากร
ให้นำรายได้จากเงินเดือนประจำ (ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(1)) มารวมกับรายได้จากงานฟรีแลนซ์ (ประเภท 40(2)-40(8)) แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 เพียงฉบับเดียวในช่วงสิ้นปี เพื่อคำนวณภาษีจากรายได้รวมทั้งหมด
โดยปกติการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านระบบออนไลน์ (E-filing) จะสามารถยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 8 เมษายน ของทุกปี (ควรตรวจสอบประกาศจากกรมสรรพากรในแต่ละปีอีกครั้ง เพราะอาจมีการขยายเวลา)
Krungsri Prompt :
“ฉันเพิ่งอ่านบทความวิธียื่นภาษีสำหรับฟรีแลนซ์ของ Krungsri The COACH จบ และเห็นถึงความสำคัญของการยื่นภาษี แต่ไม่มั่นใจว่าตัวเองต้องยื่นภาษีหรือเปล่า จึงอยากรู้ว่ารายได้เท่าไรต้องยื่นภาษี โดยขอแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ของสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือด้วย”
อ้างอิง