ต้องเสียภาษีมรดกเท่าไร มาดูวิธีวางแผนภาษีมรดกที่ถูกต้อง
รอบรู้เรื่องภาษี

ต้องเสียภาษีมรดกเท่าไร มาดูวิธีวางแผนภาษีมรดกที่ถูกต้อง

icon-access-time Posted On 19 พฤศจิกายน 2568
By Krungsri The COACH
การส่งต่อมรดกคือการส่งมอบความรักและความปรารถนาดีจากรุ่นสู่รุ่น แต่หากขาดการวางแผนที่ดี ทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลอาจกลายเป็นภาระทางการเงินให้แก่ลูกหลานโดยไม่ตั้งใจ เพราะต้องรับมือกับ “ภาษีมรดก” ที่ตามมา บทความนี้ Krungsri The COACH จะมาไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษีมรดกอย่างละเอียด ตั้งแต่วิธีการคำนวณ ไปจนถึงเทคนิคการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินอย่างชาญฉลาด เพื่อให้มรดกที่คุณตั้งใจมอบให้ เป็นประโยชน์สูงสุดแก่คนที่คุณรักอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระภาษีในอนาคต

ภาษีมรดก คืออะไร

ภาษีมรดก หรือภาษีการรับมรดก คือ ภาษีที่เก็บจากมูลค่ามรดกที่ทายาทหรือผู้รับมรดกแต่ละรายได้รับจากกองมรดก โดยที่มูลค่ามรดกสุทธิรวมเกิน 100 ล้านบาท มีกรมสรรพากรเป็นหน่วยงานจัดเก็บภาษี ดังนั้นหากทรัพย์สินที่ส่งมอบให้ทายาทแต่ละรายไม่เกิน 100 ล้านบาท ก็สบายใจได้ว่าไม่มีเรื่องภาษีมรดกมารบกวนแน่นอน
 

ผู้รับมรดกต้องเสียภาษีมรดกเท่าไร

อัตราภาษีที่ต้องชำระจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก คือ มูลค่าของมรดกส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท และความสัมพันธ์ของผู้รับมรดกกับเจ้าของมรดก ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
 
มูลค่าทรัพย์สินมรดก อัตราภาษี
ส่วนที่ 1 มูลค่าไม่เกิน 100 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีมรดก
ส่วนที่ 2 มูลค่า เกิน 100 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษีมรดก กรณีผู้รับเป็น คู่สมรส ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
5% กรณีผู้รับเป็น บุพการี (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย) หรือ ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื่อ)
10% กรณีผู้รับเป็นผู้อื่น

ตัวอย่างการคำนวณภาษีมรดกแบบง่าย ๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองดูตัวอย่างการคำนวณภาษีมรดกจากทรัพย์สินมูลค่า 350,000,000 บาท ในทั้งสองกรณีกัน
 
  • กรณีที่ 1 (อัตราภาษี 5%) : หากผู้รับมรดกเป็น “บุตร” ซึ่งถือเป็นผู้สืบสันดาน จะคำนวณภาษีจากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท คือ 250,000,000 บาท ดังนั้น ภาษีที่ต้องชำระคือ (350,000,000 - 100,000,000) x 5% = 12,500,000 บาท
  • กรณีที่ 2 (อัตราภาษี 10%) : หากผู้รับมรดกเป็น “พี่น้อง” หรือ “บุคคลอื่นที่ไม่ได้เป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดาน” จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10% จากยอดเดียวกัน ดังนั้น ภาษีที่ต้องชำระคือ (350,000,000 - 100,000,000) x 10% = 25,000,000 บาท
 

ถ้าโอนที่ดินมรดกต้องเสียภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ?

การรับโอนที่ดินที่เป็นมรดก จะมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง 2 ส่วนหลัก ๆ คือ “ภาษีมรดก” และ “ค่าธรรมเนียมการโอนที่กรมที่ดิน” โดยหากมูลค่าของที่ดินเมื่อรวมกับทรัพย์สินอื่น ๆ แล้วเกิน 100 ล้านบาท ผู้รับมรดกก็จะต้องเสียภาษีมรดกตามอัตราที่กำหนดไว้ก่อน จากนั้นในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน จะมีค่าธรรมเนียมการโอนอีก ซึ่งโดยทั่วไปสำหรับการโอนมรดกให้ทายาทสายตรง (บุพการี, ผู้สืบสันดาน, คู่สมรส) จะอยู่ที่ 0.5% ของราคาประเมิน
 
ภาษีมรดก คืออะไร
 

ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก มีอะไรบ้างตามกฎหมาย

หลังจากทราบแล้วว่าใครต้องเสียภาษี และคำนวณอย่างไร คำถามต่อไปคือ ทรัพย์สินประเภทไหนบ้างที่กฎหมายกำหนดให้นำมารวมคำนวณเป็นกองมรดกเพื่อเสียภาษี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทรัพย์สินที่มีทะเบียน และสามารถระบุเจ้าของได้ชัดเจน ดังนี้
  1. อสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร คอนโดมิเนียม
  2. หลักทรัพย์ตามกฎหมาย เช่น หุ้น หุ้นกู้ กองทุนรวม
  3. เงินฝากธนาคาร
  4. ยานพาหนะ เช่น รถยนต์ และรถจักรยานยนต์
  5. ทรัพย์สินทางการเงินที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตั๋วเงิน หุ้นกู้
ทั้งนี้ มูลค่าของทรัพย์สินที่จะนำมาใช้คำนวณภาษีนั้น จะยึดตามราคาประเมิน หรือราคาตลาด ณ วันที่ได้รับมรดกเป็นหลัก ไม่ใช่ราคาที่ซื้อมาในอดีต เช่น ที่ดินจะใช้ราคาประเมินของกรมธนารักษ์ ส่วนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะใช้ราคาปิดของหุ้น ณ วันที่ได้รับมรดก เป็นต้น
 

หลักการคำนวณมูลค่าทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก

เพื่อให้การคำนวณมูลค่ามรดกมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน กรมสรรพากรได้กำหนด “หลักเกณฑ์การประเมินมูลค่า"”ของทรัพย์สินแต่ละประเภทไว้โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น
  • อสังหาริมทรัพย์ : ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดินในการคำนวณค่าธรรมเนียมการโอน
  • หลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ : ใช้ราคาของหลักทรัพย์นั้น ณ เวลาสิ้นสุดของวันที่ได้รับมรดก
  • เงินฝาก : คิดจากยอดเงินฝากทั้งหมด รวมดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่น ๆ ณ วันที่ได้รับมรดก
 
ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก

ทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นภาษีมรดก มีอะไรบ้าง ?

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทรัพย์สินทุกชิ้นในกองมรดกที่จะต้องถูกนำมาคำนวณภาษีเสมอไป กฎหมายได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับทรัพย์สินบางประเภทไว้เช่นกัน ซึ่งไม่ถือเป็นมรดกที่ต้องเสียภาษี ได้แก่
  1. สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ไม่มีการขึ้นทะเบียนระบุชื่อเจ้าของ เช่น เครื่องประดับ ภาพวาด วัตถุโบราณ ประติมากรรม
  2. สินไหมจากประกันชีวิต ไม่นับเป็นมรดก เพราะเงินค่าสินไหมจากการทำประกันชีวิตที่ระบุยกให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่เกิดขึ้นหลังจากผู้เอาประกันเสียชีวิตแล้ว
  3. ทรัพย์สินที่ยกให้สาธารณประโยชน์ ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ

ต้องยื่นภาษีมรดกเมื่อไร ?

ที่ได้รับมรดกซึ่งมีมูลค่าสุทธิเกิน 100 ล้านบาท มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีการรับมรดก (ภ.ม.60) พร้อมชำระภาษีให้เสร็จสิ้น ภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับมรดกนั้น โดยสามารถยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง ซึ่งการดำเนินการให้ถูกต้องตามกำหนดเวลาจะช่วยให้ไม่เกิดเบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มตามมา
 

มีกรณีใดบ้างที่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีมรดก ?

นอกจากการยกเว้นทรัพย์สินบางประเภทแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้ “ผู้รับมรดก” บางกรณี ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดกด้วย แม้จะได้รับมรดกเกิน 100 ล้านบาทก็ตาม ได้แก่
  • คู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของเจ้าของมรดก
  • ผู้ที่ได้รับมรดกซึ่งเจ้าของมรดกแสดงเจตนาว่าจะนำไปใช้เพื่อ ประโยชน์สาธารณะ เช่น การศาสนา การศึกษา
  • หน่วยงานของรัฐ และนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจการศาสนา การศึกษา หรือสาธารณประโยชน์
 

ถ้าไม่จ่ายภาษีมรดก จะมีโทษอะไรไหม ?

การเสียภาษีมรดกถือเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย หากผู้รับมรดกเพิกเฉย ไม่ยื่นแบบแสดงรายการ หรือยื่นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี จะมีบทลงโทษตามกฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีตั้งแต่เบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของจำนวนภาษีที่ต้องจ่าย และมีเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษี

นอกจากนี้ หากไม่ยื่นแบบโดยไม่มีเหตุอันควร อาจมีโทษปรับทางอาญาสูงสุดถึง 500,000 บาท ดังนั้น การปฏิบัติตามกฎหมายให้ถูกต้องจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

เมื่อทราบถึงบทลงโทษแล้วจะเห็นได้ว่าการหลีกเลี่ยงภาษีนั้นไม่คุ้มค่าอย่างยิ่ง แต่การปฏิบัติตามกฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องยอมรับภาระภาษีทั้งหมดโดยไม่มีทางเลือก ในทางตรงกันข้าม กฎหมายได้เปิดโอกาสให้เราสามารถวางแผนได้อย่างชาญฉลาดเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีได้อย่างถูกต้อง ซึ่งนี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง “การหนีภาษี” และ “การวางแผนภาษี” การวางแผนที่ดีไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ทายาท แต่ยังเป็นการบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย
 
วิธีวางแผนภาษีมรดก

เทคนิควางแผนภาษีมรดกให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

ก่อนอื่นเราต้องเช็กทรัพย์สินทั้งหมดของเราก่อนว่า มีทรัพย์สินที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีมรดกเกินกว่า 100 ล้านบาทหรือไม่ หากมรดกที่ทายาทได้รับมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท และเข้าเกณฑ์ภาษีมรดก โดยวิธีประหยัดภาษีมรดกมี 2 วิธีดังนี้
 

วิธีที่ 1 ทยอยส่งมอบทรัพย์สินตั้งแต่ตอนมีชีวิต

หลังจากสำรวจทรัพย์สินของตนเองแล้ว หากทรัพย์สินใดที่ไม่จำเป็นต้องถือครองต่อ อาจส่งมอบไปยังทายาทได้ทันที หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่ยังจำเป็นต้องใช้งานอยู่ เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย หรือปล่อยเช่า จะสามารถจดทะเบียนสิทธิอาศัยเพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้ หรือสิทธิเก็บกินเพื่อให้ยังสามารถได้รับค่าเช่าอยู่ แม้เปลี่ยนชื่อเจ้าของผู้ถือครองไปแล้ว โดยสามารถรับการยกเว้นภาษี หากเป็นการได้รับจาก บุพการี ผู้สืบสันดาน เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ต่ำกว่าปีละ 20 ล้านบาท และจากบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่บุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ต่ำกว่าปีละ 10 ล้านบาท ต่อปีภาษี
 
เทคนิคการวางแผนภาษีมรดกให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
 

วิธีที่ 2 ส่งต่อมรดกเป็นทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สามารถส่งมอบมรดกด้วยการทำประกันชีวิต โดยระบุผู้ที่ต้องการส่งมอบทรัพย์สินเป็นผู้รับผลประโยชน์

ตัวอย่างเช่น คุณห่วงใย มีทายาทเป็นบุตรทั้งหมด 3 คน และมีทรัพย์สินจำนวน 450 ล้านบาท โดยคุณห่วงใยต้องการมอบทรัพย์สินเป็นมรดกให้ทายาททั้ง 3 คน คนละ 150 ล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท หากไม่ได้วางแผนภาษีมรดก บุตรทั้ง 3 คน จะต้องเสียภาษีมรดกคนละ 2.5 ล้านบาท (50 ล้าน x 5%)

ดังนั้น คุณห่วงใยสามารถวางแผนประหยัดภาษีมรดกได้ตามตารางด้านล่างนี้
 
  วิธีที่ 1
ทยอยส่งมอบทรัพย์สิน
ตั้งแต่ตอนมีชีวิต
วิธีที่ 2
ส่งต่อมรดกเป็นทรัพย์สิน
ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
แนวทางประหยัดภาษีมรดก
  1. ส่งมอบทรัพย์สิน 60 ล้านบาท ทยอยส่งมอบ 3 ปี ปีละ 20 ล้านบาท
  2. ส่วนที่เหลือ 90 ล้านบาท ส่งมอบเมื่อเสียชีวิต
 
  1. ส่งมอบทรัพย์สิน 20 ล้านบาท ส่งมอบ 1 ปี
  2. ทำประกันชีวิตโดยกำหนดค่าสินไหม 40 ล้านบาท
  3. ส่วนที่เหลือ 90 ล้านบาท ส่งมอบเมื่อเสียชีวิต
สิ่งที่ทายาทแต่ละราย จะได้รับ ทรัพย์สิน 90 ล้านบาท
ทรัพย์สิน 90 ล้านบาท และสินไหมจากประกัน 40 ล้านบาท
ภาษีมรดกที่ทายาทแต่ละรายต้องเสีย ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเสียภาษี
รวมทรัพย์สินที่ทายาทแต่ละรายได้รับ 150 ล้านบาท 150 ล้านบาท
ดังนั้น ภาษีมรดกเป็นเรื่องที่สำคัญ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเจ้ามรดกที่มีทรัพย์สินมาก การวางแผนที่ดีจะช่วยให้ ลดภาระทางภาษี ส่งมอบทรัพย์สินไปยังทายาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนอกจากเรื่องภาษีที่สำคัญแล้ว การจัดทำพินัยกรรมแบ่งทรัพย์สินให้ชัดเจน และควรอัปเดตพินัยกรรมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตรงตามจุดประสงค์ที่เจ้าของมรดกต้องการจะช่วยให้ทรัพย์สินถูกส่งมอบตามเจตนารมณ์ได้อย่างราบรื่น และสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวในอนาคตได้

อ้างอิง
pym logo
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา