เพื่อคุ้มครองคุณและครอบครัว
วางแผนมรดกอย่างไร? 5 เรื่องที่ควรรู้ก่อนส่งต่อทรัพย์สินให้ครอบครัว

Posted On 18 สิงหาคม 2569
By Krungsri The COACH
การวางแผนมรดก คือการเตรียมความพร้อมในการส่งต่อทรัพย์สินให้เป็นไปตามความตั้งใจของเจ้าของทรัพย์ พร้อมลดความขัดแย้งในครอบครัวและช่วยบริหารภาระภาษีตามกฎหมาย การวางแผนมรดกจึงไม่ใช่เรื่องของคนที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก แต่เป็นเรื่องที่ทุกคน ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้
ความสำคัญของการวางแผนมรดก
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมีความไม่แน่นอน แม้ว่าทรัพย์สมบัตินับหลายร้อยล้านก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้หากไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า มรดกนั้นไม่ได้หมายถึงเพียงการรับสืบทอดทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังมีการจัดการอื่น ๆ อยู่ เช่น ภาษีมรดก ภาษีการให้ หนี้สินที่มีก็เป็นมรดกเช่นกัน
ซึ่งตามข้อกฎหมายแล้วทุก ๆ คนจะต้องมีการดำเนินการไปในแนวทางเดียวกันไม่ว่าจะรวยหรือจน แต่เป็นเรื่องของคนทุกคน
5 รู้ เพื่อการวางแผนมรดก
1. รวบรวมสินทรัพย์และหนี้สิน
หลายคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับการทำบัญชีรายรับรายจ่าย แต่หากนานวันเข้าเมื่อมีสินทรัพย์เยอะขึ้นขอแนะนำให้จดบันทึกสินทรัพย์และหนี้สิน ที่กระจัดกระจายให้รวมเป็นที่เดียวกัน ว่าเรามีสินทรัพย์และหนี้สินอะไรบ้าง? เป็นจำนวนเงินเท่าไร? อยู่ที่ไหน? อยู่กับใคร? ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากจะสามารถวางแผนได้ว่า เราสามารถปลดหนี้ได้เมื่อไร และมีเงินใช้หลังการเกษียณจนถึงบั้นปลายชีวิตมากแค่ไหน
สินทรัพย์และหนี้สินแบ่งออกไปได้หลายรูปแบบ โดยสามารถจดบันทึกในรูปแบบง่าย ๆ ตามตารางด้านล่างดังนี้
การจดบัญชีสินทรัพย์ทุกอย่างครบตามตารางข้างต้น นอกจากจะทำให้เราสามารถจัดการสินทรัพย์และหนี้สินต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้คนในครอบครัวเข้าใจการเงินภายในบ้าน และสามารถแบ่งสินทรัพย์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมเมื่อถึงเวลาจำเป็นอีกด้วยครับ
2. เข้าใจภาษีมรดก และภาษีการให้
ภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับการให้และรับมรดกนั้นมีด้วยกัน 2 อย่าง คือ
ที่มา : พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ. 2558 กรมสรรพากร
ผู้มีทรัพย์สินหลายคนเลือกโอนมรดกบางส่วนให้ลูกหลานก่อน ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ และเหลือไว้บางส่วน ไว้เป็นมรดกเพื่อมอบหลังเสียชีวิต คล้ายการแบ่งยอดสินทรัพย์ เพื่อเลี่ยงภาษีมรดก แต่รัฐก็รู้ทันจึงออกภาษีมาอีกตัวพร้อม ๆ กับภาษีมรดก เพื่อป้องกันการทำแบบนี้ ก็คือ “ภาษีการรับการให้” ที่กำหนดว่าผู้รับทรัพย์สินต้องเสียภาษี 5% ของส่วนที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท แต่ถ้าผู้รับทรัพย์สินเป็นบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส จะขยายเพดานเป็นส่วนที่เกิน 20 ล้านบาทจึงต้องเสียภาษี 5%
หากต้องการทราบรายละเอียดภาษีการให้และภาษีมรดกเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของ
กรมสรรพากร
3. รู้กฎหมายมรดกและการทำพินัยกรรม
หลักกฎหมายที่เกี่ยวกับมรดก นอกจากเรื่องภาษีและสินทรัพย์ สิ่งที่สำคัญคือการรับมอบมรดก โดยอ้างอิงจากเจ้ามรดกเป็นสำคัญ ก็คือการทำพินัยกรรม และหลักเกณฑ์ในการรับมรดก เช่น หากผู้ตายมีคู่สมรสจะต้องแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งก่อน จึงแบ่งทรัพย์มรดกให้ผู้รับมรดก
สำหรับผู้ที่ต้องการจัดการมรดกจะลืมเรื่องพินัยกรรม ทายาท และการแบ่งทรัพย์สินไม่ได้ โดยการแบ่งทรัพย์มรดกจะมีผู้รับอยู่ 2 ฝั่ง คือ ทายาทโดยธรรม และผู้รับพินัยกรรม (เป็นทายาทหรือไม่ก็ได้)
ทายาทโดยธรรม จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ตาย เสียชีวิตโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำไว้แต่พินัยกรรมนั้นไร้ผลตามที่กล่าวมาข้างต้น
ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกนั้นมีสภาพบุคคลจะมี 6 ลำดับ คือ
- ผู้สืบสันดาน (บุตรตามกฎหมาย บุตรนอกกฎหมายที่มีการรับรอง บุตรบุญธรรม)
- บิดามารดา
- พี่น้องร่วมบิดามารดา
- พี่น้องร่วมแต่บิดามารดา
- ปู่ ย่า ตา ยาย
- ลุง ป้า น้า อา
การรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมใช้หลัก “ญาติสนิทตัดญาติห่าง”
ทายาทโดยธรรมทั้ง 6 ลำดับนั้นไม่ได้มีสิทธิรับมรดกกันทุกคน เพราะหากทายาทลำดับต้นยังมีชีวิตอยู่ ทายาทลำดับ 1-2 เท่านั้นที่มีสิทธิรับมรดก ทายาทในลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกเลย
ผู้รับพินัยกรรม
ในพินัยกรรมควรมีการระบุชัดว่ามอบมรดกให้ “ผู้รับพินัยกรรม (ที่อาจจะเป็นทายาทหรือไม่ก็ได้)” เป็นจำนวนเท่าใด หากมอบให้หมด ทายาทลำดับต่อ ๆ มาจะไม่มีสิทธิ์ในการรับมรดก
4. วางแผนการส่งต่อทรัพย์สิน
ทยอยส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินในแต่ละปีเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมโดยไม่เกินวงเงินที่ต้องเสียภาษีการรับการให้ เช่น มีมรดก 200 ล้านบาทและทายาท 2 คน ก็สามารถทยอยมอบให้ปีละ 20 ล้านบาทจำนวน 5 ปี ก็จะไม่เสียภาษีจากส่วนเกินมูลค่าทรัพย์สินที่จะให้เป็นมรดก ทั้งนี้ในการวางแผนมรดกควรพิจารณารายละเอียดกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ
ไม่ควรให้มรดกชิ้นเดียวกันใส่ชื่อทายาทหลาย ๆคน เพราะอาจจะเกิดปัญหาระหว่างทายาทตามมาได้ เช่น ที่ดินผืนเดียวกันใส่ชื่อทายาทหลาย ๆ คน ควรตัดแบ่งโฉนดและระบุชื่อให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง หรือโอนก่อนเสียชีวิตในกรณีที่ไม่ได้ทำพินัยกรรม รวมทั้งไม่ควรรีบ ส่งมอบมรดกเพราะกลัวการจ่ายภาษีจนเราเกิดความลำบากเมื่อทรัพย์สินถูกแจกจ่ายไปแล้ว
5. เลือกวิธีส่งต่อทรัพย์สินที่เหมาะสม
สำหรับผู้ที่มีมรดกเป็นจำนวนมาก และเป็นทรัพย์สินที่ทยอยมอบให้ได้ยาก ขอแนะนำให้เปลี่ยนทรัพย์สินให้เป็น
ประกันชีวิต
เนื่องจากการทำประกันชีวิตนั้นไม่มีการเสียภาษี รวมถึงใช้เวลาในการรับมอบน้อยกว่าการทยอยให้มรดกแก่ผู้สืบสกุล นอกจากจะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้วยังไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดปัญหาจากเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ต้องจากไปกะทันหันด้วย
และนั่นคือ 5 รู้สำหรับการวางแผนมรดกที่ไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการสินทรัพย์ ภาษี ข้อกฎหมาย ทายาท และการส่งต่อแบบได้ประโยชน์ทางภาษี
การวางแผนมรดกไม่ใช่เพียงการกำหนดว่าใครจะได้รับทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงการจัดการสินทรัพย์ หนี้สิน ภาษี และการทำพินัยกรรมอย่างเหมาะสม การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปตามความตั้งใจ ลดความขัดแย้งในครอบครัว และสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับมรดก
FAQ
การวางแผนมรดกไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก แต่เหมาะกับทุกคนที่มีบ้าน ที่ดิน เงินฝาก การลงทุน หรือทรัพย์สินอื่น ๆ และต้องการให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปตามความตั้งใจ
ทรัพย์สินจะถูกแบ่งให้ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความตั้งใจของเจ้าของทรัพย์
ภาษีมรดกเกิดจากการรับทรัพย์สินหลังเจ้าของเสียชีวิต ส่วนภาษีการให้เกิดจากการโอนทรัพย์สินในขณะที่เจ้าของยังมีชีวิตอยู่
เพื่อให้การส่งต่อทรัพย์สินเป็นไปอย่างราบรื่น ลดข้อพิพาท และสร้างความมั่นใจให้กับคนในครอบครัว
บทความโดย
ปริตา ธิติปรีชาพล
กลุ่มบริการที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา