ตัวร้ายค่าไฟแพง ส่อง 5 ไอเทมกินไฟ พร้อมสูตรลับเซฟค่าไฟให้ได้ผล

Posted On 21 พฤษภาคม 2569
By Krungsri The COACH
ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น หลายครัวเรือนเริ่มมองหาวิธีลดรายจ่ายกันอย่างจริงจัง ค่าไฟถือเป็นรายจ่ายหลักที่นับวันยิ่งมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทุกคนรู้หรือไม่ จริง ๆ แล้วเราสามารถควบคุมค่าไฟให้ประหยัดขึ้นได้นะ Krungsri The COACH ขออาสาพาทุกคนไปแกะรอยต้นเหตุที่ทำให้ค่าไฟพุ่งกระฉูด พร้อมเปิดโพยเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวตึงที่กินไฟเงียบ ๆ และทริกปรับนิสัยง่าย ๆ อ่านจบแล้ว คุณอาจประหยัดได้มากกว่าที่เคยคิดไว้
5 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟดุ พร้อมเคล็ดลับหั่นเวลาใช้งาน
ก่อนที่จะไปสับสวิตช์ลดค่าไฟ ลองมาเช็กกันดูว่าในบ้านของเรามีตัวดูดพลังงานซ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง และแต่ละชิ้นกินไฟไปชั่วโมงละเท่าไร เพื่อให้สามารถวางแผนลดการใช้งานได้อย่างตรงจุด
1. เครื่องทำน้ำอุ่น
การอาบน้ำอุ่นช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องไฟฟ้าชิ้นนี้เป็นตัวการสูบค่าไฟอันดับหนึ่ง เพราะกินไฟสูงถึง 2,500 - 12,000 วัตต์ หรือคิดเป็นค่าไฟเฉลี่ยชั่วโมงละ 10 - 47 บาท
- Tips เซฟบิลค่าไฟ : ปรับอุณหภูมิแค่อุ่นพอดี หรือเลือกเปิดใช้เฉพาะวันที่อากาศเย็นเท่านั้น และควรหมั่นล้างคราบตะกรันที่ฝักบัวเพื่อให้น้ำไหลสะดวก เครื่องจะได้ไม่ต้องออกแรงทำงานหนัก นอกจากนี้ หากมีแพลนซื้อเครื่องใหม่ แนะนำให้เลือกกำลังไฟประมาณ 3,500-4,500 วัตต์ ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานทั่วไปและช่วยประหยัดไฟได้ดีกว่า
2. เครื่องปรับอากาศ
แอร์คือไอเทมจำเป็นที่แทบทุกบ้านไม่สามารถขาดได้ในช่วงอากาศร้อน ๆ แบบนี้ แต่รู้ไหมว่า แอร์กินไฟเฉลี่ยถึง 1,200–3,300 วัตต์ หรือคิดเป็นค่าไฟประมาณ 5–13 บาทต่อชั่วโมงเลยทีเดียว
- Tips เซฟบิลค่าไฟ : ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25-26 องศาเซลเซียส พร้อมกับเปิดพัดลมส่ายเบา ๆ เพื่อช่วยกระจายความเย็น จะทำให้คอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป หรือตั้งเวลาให้ปิดในช่วงที่เรานอนหลับ
3. เครื่องซักผ้า
การซักผ้าหนึ่งรอบมักใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมง และเบื้องหลังความสะอาดนั้น เครื่องซักผ้าก็กินไฟไม่น้อย เฉลี่ยราว 3,000 วัตต์ หรือคิดเป็นค่าไฟประมาณ 12 บาทต่อชั่วโมง ยิ่งซักบ่อย บิลค่าไฟก็ยิ่งพุ่งแบบไม่รู้ตัว
- Tips เซฟบิลค่าไฟ : ควรสะสมเสื้อผ้าให้ได้ปริมาณที่พอดีกับความจุของถังซักต่อหนึ่งรอบ ไม่ซักทีละน้อยชิ้น และหลีกเลี่ยงการใช้โหมดซักน้ำร้อนหากไม่จำเป็น เพราะระบบทำความร้อนจะกินไฟมากกว่าปกติ
4. เตารีดไฟฟ้า
เตารีดอาจดูเป็นเครื่องใช้ชิ้นเล็ก แม้ว่าจะใช้งานไม่บ่อย แต่เมื่อเปิดใช้ทีก็กินไฟไม่เบา เฉลี่ยประมาณ 750–2,000 วัตต์ หรือคิดเป็นค่าไฟราว 3–8 บาทต่อชั่วโมง ยิ่งรีดนาน ค่าไฟก็ยิ่งสะสมแบบไม่รู้ตัว
- Tips เซฟบิลค่าไฟ : ควรรวบรวมเสื้อผ้าเพื่อรีดพร้อมกันในครั้งเดียว ไม่ควรรีดทีละตัว เพราะเตารีดต้องใช้พลังงานสูงมากในการทำความร้อนใหม่ทุกครั้ง และก่อนรีดเสร็จประมาณ 2-3 นาที สามารถถอดปลั๊กออกก่อนได้เลย เพราะความร้อนที่เหลืออยู่ยังสามารถรีดผ้าบาง ๆ ต่ออีกหนึ่งตัวได้สบาย
5. หม้อหุงข้าวและเตาไฟฟ้า
หม้อหุงข้าวกินไฟประมาณ 450 - 1,500 วัตต์ (ชั่วโมงละ 2 - 6 บาท) ส่วนเตาไฟฟ้ากินไฟ 200 - 1,500 วัตต์ (ชั่วโมงละ 0.80 - 5 บาท)
- Tips เซฟบิลค่าไฟ : วางแผนการทำอาหารให้พร้อม หุงข้าวให้พอดีกับจำนวนคน และควรถอดปลั๊กทันทีเมื่ออาหารสุก ไม่ควรเสียบปลั๊กอุ่นแช่ทิ้งไว้ข้ามวันข้ามคืน
หมายเหตุ : ค่าไฟเป็นการประเมินจากจำนวนวัตต์ (Watt) ที่ใช้เท่านั้น และค่าไฟอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยค่าไฟเฉลี่ยเรียกเก็บในบิลเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 จะเรียกเก็บหน่วยละ 3.95 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
4 นิสัยประหยัดค่าไฟ ทำน้อยแต่คุ้มมาก
เมื่อรู้แล้วว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นกินพลังงานแค่ไหน สเต็ปต่อไปคือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อหยุดวงจรค่าไฟแพงในระยะยาว
1. ดึงปลั๊กออกทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จ
การปิดสวิตช์ที่ตัวเครื่องแต่ยังเสียบปลั๊กคาไว้ กระแสไฟแบบสแตนด์บายก็ยังคงไหลเวียนอยู่ ดังนั้น การดึงปลั๊กออกทุกครั้งจึงเป็นการตัดไฟอย่างสมบูรณ์ และช่วยประหยัดไฟได้ทันที
2. เลิกเปิดตู้เย็นค้างไว้ หรือใส่ของจนแน่นเกินไป
ทุกครั้งที่เปิดตู้เย็น ความเย็นจะไหลออกทันที ทำให้เครื่องต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดึงอุณหภูมิกลับมา อีกทั้งการใส่ของแน่นเกินไปยังขวางการกระจายความเย็น ส่งผลให้ตู้เย็นกินไฟมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
3. หมั่นทำความสะอาดเครื่องใช้ไฟฟ้า
โดยเฉพาะแผ่นกรองอากาศของเครื่องปรับอากาศ และการล้างแอร์เป็นประจำทุก 6 เดือน จะช่วยให้ตัวเครื่องทำความเย็นได้เร็วขึ้น ไม่เปลืองแรงลม และลดค่าไฟได้อย่างเห็นผล
4. หมั่นสังเกตความผิดปกติของมิเตอร์ไฟฟ้า (ป้องกันไฟรั่ว)
ไฟรั่วคือภัยเงียบที่ทำให้ค่าไฟขึ้นแบบไม่รู้ตัว ลองสังเกตง่าย ๆ โดยการปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า และถอดปลั๊กในบ้านออกให้หมด แล้วไปดูมิเตอร์หน้าบ้าน หากจานหมุนยังทำงานอยู่ ควรรีบตามช่างไฟมาตรวจสอบทันที
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือการแก้ปัญหาเบื้องต้นที่ทำได้ทันที แต่สำหรับใครที่อยากแก้ปัญหาแบบม้วนเดียวจบ และเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต การมองหาแหล่งพลังงานทดแทนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
Krungsri The COACH แนะนำ : ติดตั้งโซลาร์เซลล์สุดคุ้ม ด้วยสินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช
หากต้องการเปลี่ยนหลังคาบ้านให้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า แต่ไม่อยากดึงเงินก้อนออกมาใช้ Krungsri The COACH ขอแนะนำ “
สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์” ที่พร้อมสนับสนุนเงินทุนสำหรับติดตั้ง Solar Rooftop โดยเปิดโอกาสให้นำที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม ห้องชุดพักอาศัย หรืออาคารพาณิชย์ มายื่นขอสินเชื่อเพื่อรับเงินก้อนไปจัดทำระบบพลังงานสะอาดได้ทันที พร้อมเงื่อนไขสุดพิเศษ ดังนี้
- ดอกเบี้ยเบา ๆ เริ่มต้นง่าย : รับอัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรกเพียง 4.99% ต่อปี (สำหรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป)
- วงเงินสูงจุใจ : อนุมัติวงเงินสูงสุดถึง 85% ของราคาประเมินหลักประกัน
- เซฟค่าใช้จ่ายจัดเต็ม : ฟรี ! ค่าประเมินหลักประกัน มูลค่า 3,210 บาท (วันที่ 1 เม.ย. 69 – 31 ส.ค. 69) และค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท เฉพาะลูกค้าที่ซื้อ MRTA/MLTA ตามเงื่อนไขที่กำหนด และเลือกดอกเบี้ยทางเลือกฟรีค่าจดจำนองเท่านั้น)
- พิเศษยิ่งกว่าสำหรับมนุษย์เงินเดือน : รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยพิเศษปีแรกเพิ่มอีก 0.25% เพียงใช้บัญชีเงินเดือนผ่านธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือซื้อประกัน MRTA/MLTA ตามเงื่อนไข
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว l อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 5.979% - 8.896% ต่อปี
สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR ณ วันที่ 4 มี.ค. 69 = 6.670% ต่อปี
ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ รายละเอียดดอกเบี้ยและการคำนวณเพิ่มเติมดูได้ใน Fact sheet คลิก
เปลี่ยนพฤติกรรมวันนี้ บอกลาบิลค่าไฟสุดช็อก
ปัญหาค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องที่ต้องทนรับสภาพ หากเราเข้าใจสาเหตุ และลงมือแก้ไขให้ตรงจุด ลองนำเช็กลิสต์เหล่านี้ไปปรับใช้กัน
ถอดปลั๊กเมื่อเลิกใช้งาน ไม่ปล่อยให้ไฟสแตนด์บายแอบสูบเงินในกระเป๋า
ปรับแอร์ 25-26 องศา รีดผ้าครั้งละมาก ๆ และเลิกเปิดตู้เย็นทิ้งไว้
หมั่นล้างแอร์ และตรวจสอบไฟรั่วในบ้านอยู่เสมอ
ติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในระยะยาว
เริ่มต้นปรับเปลี่ยนนิสัยการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่วันนี้ นอกจากจะช่วยเซฟเงินก้อนโตในกระเป๋าได้แล้ว ยังเป็นการช่วยโลกประหยัดพลังงานอีกด้วย เพียงเท่านี้ บิลค่าไฟเดือนหน้าก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลอีกต่อไป
อ้างอิง