เปิดสูตรวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ รู้ให้ชัดก่อนตัดสินใจยื่นกู้

Posted On 27 กรกฎาคม 2569
By Krungsri The COACH
เมื่อวางแผนกู้เงิน สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ “
วิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้” เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อยอดผ่อนและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญา โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ระบุว่า การคิดดอกเบี้ยเงินกู้มี 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก และ ดอกเบี้ยแบบคงที่ Krungsri The COACH จะพาคุณทำความเข้าใจวิธีคำนวณดอกเบี้ยทั้ง 2 แบบ พร้อมเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เพื่อช่วยให้วางแผนกู้เงินได้อย่างคุ้มค่าและเลือกสินเชื่อได้เหมาะกับความต้องการ
รู้ก่อนกู้ ดอกเบี้ยเงินกู้คืออะไร มีกี่ประเภท
ดอกเบี้ยเงินกู้ คือ ค่าใช้จ่ายที่ผู้กู้ต้องจ่ายให้สถาบันการเงินหรือผู้ที่ให้กู้เงิน เพื่อแลกกับการได้รับเงินกู้ โดยดอกเบี้ยเงินกู้มักถูกรวมอยู่ในค่างวดที่ต้องผ่อนชำระแต่ละเดือน เช่น ค่างวด 10,000 บาท อาจแบ่งเป็นดอกเบี้ย 3,000 บาท และเงินต้น 7,000 บาท จำนวนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายจะขึ้นอยู่กับประเภทของดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ย ระยะเวลากู้ และเงื่อนไขของสินเชื่อ โดยดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้กันในปัจจุบันมี 2 รูปแบบหลัก คือ ดอกเบี้ยคงที่ และ ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก ซึ่งมีวิธีคิดและผลต่อภาระดอกเบี้ยแตกต่างกัน ดังนี้
1. ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
คือ อัตราดอกเบี้ยที่คิดจาก “
ยอดเงินต้นเต็มจำนวน” แล้วนำมาเฉลี่ยเป็นค่างวดให้เท่ากันทุกเดือน ยอดดอกเบี้ยจึงคงที่ตลอดอายุสัญญา มักพบในสินเชื่อรถยนต์ หรือรถแลกเงิน
- ข้อดี : ค่างวดเท่ากันทุกเดือน วางแผนผ่อนชำระได้ง่าย และไม่ต้องกังวลว่าดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด เพราะอัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น
- ข้อจำกัด : โปะไปก็ไม่ได้ประโยชน์ เพราะยอดดอกเบี้ยถูกคิดรวมไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว การจ่ายเงินก้อนเพิ่มจึงไม่ช่วยลดดอกเบี้ยในงวดถัดไป
2. ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
คือ การคิดดอกเบี้ยจาก “
ยอดเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด” กล่าวคือเมื่อชำระค่างวด เงินต้นจะค่อย ๆ ลดลง ทำให้ดอกเบี้ยในงวดถัดไปลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ยิ่งชำระเงินต้นได้มาก ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาก็จะยิ่งน้อยลง โดยมักใช้กับสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อส่วนบุคคล
- ข้อดี : หากชำระมากกว่าค่างวดขั้นต่ำ เงินส่วนที่จ่ายเพิ่มจะนำไปตัดเงินต้น ทำให้ยอดหนี้ลดลงเร็วขึ้น ช่วยให้ปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น
- ข้อจำกัด : ช่วงแรกของการผ่อน ค่างวดมักจะถูกนำไปตัดดอกเบี้ยมากกว่าตัดเงินต้น และมีการคำนวณซับซ้อนกว่าเพราะอิงตามจำนวนวันในเดือนนั้น ๆ
เปิดสูตรคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้แบบคงที่และลดต้นลดดอก
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูวิธีคิดดอกเบี้ยแต่ละประเภท พร้อมตัวอย่างการคำนวณง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณเข้าใจความแตกต่างของดอกเบี้ยแบบคงที่ และดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกได้ทันที
สูตรวิธีคิดดอกเบี้ยแบบคงที่ต่องวด
เงินต้น x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x ระยะเวลากู้ (ปี) = ดอกเบี้ยรวม
(เงินต้น + ดอกเบี้ยรวม) ÷ จำนวนงวดทั้งหมด = ค่างวดต่อเดือน
ตัวอย่าง :
นาย ก. กู้สินเชื่อส่วนบุคคล 200,000 บาท คิดดอกเบี้ยคงที่ โดยที่มีอัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี และมีระยะเวลาชำระทั้งหมด 2 ปี (24 งวด) เท่ากับว่า นาย ก. จะต้องจ่ายค่างวดในแต่ละเดือน ดังนี้
- หาดอกเบี้ยรวมทั้งหมด : 200,000 x 18% x 2 ปี = 72,000 บาท
- หายอดรวมที่ต้องชำระทั้งหมด : 200,000 + 72,000 = 272,000 บาท
- หาค่างวดที่ต้องจ่ายต่อเดือน : 272,000 ÷ 24 งวด = 11,333.33 บาท
ตัวอย่างตารางการผ่อนของนาย ก. (เริ่มงวดแรกที่เดือนมกราคม)
หมายเหตุ : คำนวณให้ดูบางช่วงเวลาเท่านั้น
สูตรวิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกต่องวด
- (เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวันในงวด) ÷ 365 = ดอกเบี้ยต่องวด
- ค่างวด - ดอกเบี้ยต่องวด = เงินต้นที่ชำระ
ตัวอย่าง :
นาย ข. กู้สินเชื่อส่วนบุคคล 200,000 บาท คิดดอกเบี้ยลดต้นลดดอก โดยที่มีอัตราดอกเบี้ย 18% ต่อปี มีระยะเวลาการชำระทั้งหมด 2 ปี (24 งวด) และชำระค่างวดเดือนละ 11,333.33 บาท เท่ากับว่า นาย ข. จะต้องจ่ายค่างวดในแต่ละเดือน ดังนี้
การคำนวณงวดที่ 1 เดือนมกราคม
- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย : (200,000 x 18% x 31 วัน) ÷ 365 = 3,057.53 บาท
- เงินต้นที่ถูกตัด : 11,333.33 - 3,057.53 = 8,275.80 บาท
- เงินต้นคงเหลือ : 200,000 - 8,275.80 = 191,724.20 บาท
การคำนวณงวดที่ 2 (เดือนกุมภาพันธ์)
- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย : (191,724.20 x 18% x 28 วัน) ÷ 365 = 2,647.37 บาท
- เงินต้นที่ถูกตัด : 11,333.33 - 2,647.37 = 8,685.96 บาท
- เงินต้นคงเหลือ : 191,724.20 - 8,685.96 = 183,038.24 บาท
การคำนวณงวดที่ 3 (เดือนมีนาคม)
- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย : (183,038.24 x 18% x 31 วัน) ÷ 365 = 2,798.23 บาท
- เงินต้นที่ถูกตัด : 11,333.33 - 2,798.23 = 8,535.10 บาท
- เงินต้นคงเหลือ : 183,038.24 - 8,535.10 = 174,503.14 บาท
ตัวอย่างตารางการผ่อนของนาย ข. (เริ่มงวดแรกที่เดือนมกราคม)
หมายเหตุ : คำนวณดอกเบี้ยให้ดูบางช่วงเวลาเท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ของ นาย ก. และ นาย ข. ที่กู้เงินต้น 200,000 บาท และมีอัตราดอกเบี้ย 18% เท่ากัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นาย ก. ที่ผ่อนแบบดอกเบี้ยคงที่ ต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมสูงถึง 72,000 บาท
ในขณะที่ นาย ข. ซึ่งผ่อนแบบลดต้นลดดอก จ่ายดอกเบี้ยรวมเพียง 33,962.96 บาท และยังผ่อนหมดไวกว่า 3 งวด
ดังนั้น หากคุณกำลังเลือกขอสินเชื่อส่วนบุคคล การกู้ยืมแบบคิดอัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกจะมีความคุ้มค่ามากกว่า เพราะเงินค่างวดที่จ่ายไปจะไปตัดยอดเงินต้นให้ลดลง ส่งผลให้ดอกเบี้ยโดยรวมลดลงตามไปด้วยนั่นเอง
ก่อนกู้ ! ลองเช็กดอกเบี้ยแบบไหนช่วยประหยัดกว่า
การเลือกประเภทดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ และพฤติกรรมการผ่อนของคุณเป็นหลัก โดยพิจารณาง่าย ๆ ดังนี้
- ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) คุ้มกว่าเมื่อขอสินเชื่อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือรถแลกเงิน
ทำไมถึงคุ้ม : รู้ยอดจ่ายที่แน่นอนตั้งแต่วันแรก บริหารเงินง่าย และมักได้อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นต่ำกว่าสินเชื่อประเภทอื่น
- ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) คุ้มกว่าเมื่อขอสินเชื่อบ้าน คอนโด หรือสินเชื่อส่วนบุคคล
ทำไมถึงคุ้ม : ตอบโจทย์คนชอบ “
โปะ” ยิ่งมีเงินก้อนมาจ่ายเกินค่างวดขั้นต่ำ เงินจะวิ่งไปลดทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยโดยตรง ทำให้หนี้หมดไวขึ้น
ดังนั้น ดอกเบี้ยทั้งสองแบบไม่มีใครชนะขาด คำตอบที่คุ้มค่าที่สุดจึงขึ้นอยู่กับการเลือกให้เหมาะกับประเภทสินเชื่อ และพฤติกรรมการผ่อนของคุณนั่นเอง
Krungsri The COACH แนะนำ : สินเชื่อส่วนบุคคล Krungsri iFIN เงินก้อนฉุกเฉิน ช่วยให้คุณรับมือทุกอุปสรรคในชีวิต
สำหรับใครที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนมาช่วยแก้ไขปัญหาการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง ธนาคารกรุงศรีก็มีตัวช่วยที่น่าสนใจอย่าง
สินเชื่อส่วนบุคคล Krungsri iFIN ที่จะช่วยจบทุกความต้องการทางการเงิน พร้อมจุดเด่นที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเงินก้อนฉุกเฉิน ดังต่อไปนี้
- เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ใช้ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก : ช่วยให้คุณประหยัดดอกเบี้ยได้มากกว่า พร้อมความยืดหยุ่นในการใช้วงเงิน และการชำระคืน
- ยื่นกู้เงินสดได้ง่าย โดยไม่ต้องมีคนค้ำ : เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวงเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หรือต้องการบริหารค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เลือกผ่อนจ่ายสบาย ๆ : เลือกจำนวนงวดผ่อนชำระทั้งหมดได้ตั้งแต่ 16 - 60 เดือน
*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว l อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกปกติ 21% - 25% ต่อปี*
*ศึกษารายละเอียด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มเติมที่ www.krungsri.com
สรุปแล้ว การเข้าใจวิธีคิดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งสองแบบจะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกสินเชื่อได้อย่างชาญฉลาด เพราะคุณสามารถนำไปใช้เป็นวิธีคิดดอกเบี้ยต่อปีที่ตนเองต้องจ่ายได้เลย ทำให้รู้ว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยทั้งหมดเท่าไร ? คุ้มค่าหรือไม่ ? เพื่อที่จะได้เลือกสินเชื่อที่ใช้ดอกเบี้ยเหมาะสมกับความต้องการ และความสามารถในการชำระเงิน พร้อมทั้งวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
อ้างอิง