เริ่มลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างไร ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด
รอบรู้เรื่องบ้าน

เริ่มลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างไร ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด

icon-access-time Posted On 26 กุมภาพันธ์ 2569
By Yui Get Rich
ในยุคที่สภาวะเศรษฐกิจมีความผันผวน และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น การฝากเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งอีกต่อไป “อสังหาริมทรัพย์” จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนหลายคนจับตามอง เพราะนอกจากจะเป็นปัจจัยสี่ที่ทุกคนต้องมีแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ได้หลายช่องทาง ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร Krungsri The COACH พร้อมแนะนำตั้งแต่ก้าวแรกของการลงทุน ไปจนถึงการวางแผนสร้างผลตอบแทนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

ลงทุนอสังหาริมทรัพย์คืออะไร ?

การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ คือ การซื้อทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ เพื่อหวังผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อขายต่อ (Capital Gain) หรือรายได้จากการปล่อยเช่า (Rental Yield) เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่นอกจากจะให้ร่มเงาในการอยู่อาศัยแล้ว ยังออกดอกออกผลเป็นรายได้สม่ำเสมอ และลำต้นยังเติบโตมีมูลค่าสูงขึ้นตามกาลเวลาอีกด้วย

ประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่น่าลงทุน

ก่อนกระโดดเข้าสู่สนามการลงทุน สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือประเภทของอสังหาริมทรัพย์ เพราะแต่ละแบบมีจุดเด่น และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ดังนี้
  • คอนโดมิเนียมใกล้รถไฟฟ้า : ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับมือใหม่ ดูแลรักษาง่าย ปล่อยเช่าได้คล่อง โดยเฉพาะทำเลที่เกาะแนวรถไฟฟ้า หรือใกล้ย่านออฟฟิศ
  • ทาวน์โฮม และบ้านแฝด : ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโด แต่ราคาย่อมเยากว่าบ้านเดี่ยว มีแนวโน้มเติบโตดีในย่านชานเมืองที่เดินทางสะดวก
  • อาคารพาณิชย์ หรือตึกแถว : เหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อทำธุรกิจ หรือปล่อยเช่าให้กับผู้ประกอบการ มูลค่ามักขึ้นอยู่กับศักยภาพของทำเลในการค้าขาย
  • ที่ดินเปล่า : เป็นการลงทุนระยะยาวที่ความเสี่ยงต่ำในแง่ของการดูแลรักษา แต่อาจมีภาระเรื่องภาษีที่ดินที่ต้องคำนวณให้ดี หากปล่อยทิ้งร้างไว้นานโดยไม่ทำประโยชน์

ลงทุนอสังหาริมทรัพย์สามารถทำรูปแบบใดได้บ้าง ?

เทรนด์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์

เมื่อเลือกประเภททรัพย์ที่สนใจได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเลือก “กลยุทธ์” การลงทุนให้เหมาะกับเงินในกระเป๋า และความถนัด ซึ่งทำได้หลากหลายรูปแบบ ดังนี้

1. การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายเดือน


ช่องทางพื้นฐานยอดนิยมที่เปรียบเสมือนการเป็น “เสือนอนกิน” เพียงแค่มีอสังหาฯ อย่างคอนโด หรือบ้าน แล้วนำมาปล่อยเช่าเพื่อเก็บรายได้สม่ำเสมอทุกเดือน หัวใจสำคัญคือการเลือกทำเลที่มีความต้องการ (Demand) สูง จะช่วยให้ได้ค่าเช่าดี โดยผลตอบแทนเฉลี่ย (Yield) มักอยู่ที่ 8-12% ต่อปี สิ่งที่ต้องระวังคือควรบริหารให้ค่าเช่าที่ได้รับมากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายธนาคาร

2. การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายวัน


การต่อยอดสร้างรายได้ที่สูงขึ้นด้วยไอเดีย และความคิดสร้างสรรค์ โดยเปลี่ยนที่พักให้กลายเป็นโฮสเทล หรือที่พักรายวัน เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องการที่พักชั่วคราว ข้อดีคือสามารถสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ได้ทุกวัน และมากกว่าการเช่ารายเดือน แต่แลกมาด้วยการบริหารจัดการที่เข้มข้นขึ้น ทั้งเรื่องการทำความสะอาด การดูแลลูกค้า และต้องเลือกทำเลที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือจุดสัญจรสำคัญ

3. การลงทุนแบบเก็งกำไร


รูปแบบที่เหมาะกับคนตาไว และเข้าใจวัฏจักรราคา เป็นการลงทุนระยะสั้นด้วยการซื้อ “ใบจอง” โครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ แล้วขายต่อเพื่อทำกำไรส่วนต่างก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ เทคนิคสำคัญคือต้องแม่นยำเรื่องจังหวะเวลา เช่น ราคาช่วงพรีเซล หรือช่วงใกล้สร้างเสร็จ และต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ติดดอยหรือขาดทุนจากการโอนไม่ทัน

4. การลงทุนแบบซ่อมแล้วขาย


การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการรีโนเวท โดยเน้นหาทรัพย์มือสองสภาพเก่า หรือทรัพย์หลุดจำนองที่ราคาต่ำกว่าท้องตลาด นำมาปรับปรุง ซ่อมแซม ให้สวยงามทันสมัย แล้วขายต่อในราคาที่สูงขึ้น กำไรของวิธีนี้มาจากการควบคุมต้นทุน ทั้งราคาซื้อและงบประมาณค่าวัสดุก่อสร้าง ยิ่งคุมได้ดี ส่วนต่างกำไรก็ยิ่งงดงาม
 
อสังหาริมทรัพย์

5. การลงทุนแบบจับเสือมือเปล่า


วิธีเริ่มต้นสำหรับคนที่มีทุนน้อยแต่มีทักษะการเจรจาเป็นเลิศ คือการเป็น “นายหน้า” ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย โดยได้รับผลตอบแทนเป็นค่านายหน้า (Commission) ซึ่งปกติจะอยู่ที่ 2-4% ของราคาขาย แม้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนซื้อทรัพย์เอง แต่ต้องลงทุนด้วยความขยัน ความอดทน และความรอบรู้ในเรื่องทำเล และขั้นตอนทางกฎหมาย

6. การลงทุนโดยเป็นผู้ประกอบการ


สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์สูง อาจขยับขยายมาเป็นผู้พัฒนาโครงการขนาดเล็ก (Small Developer) เช่น สร้างทาวน์โฮมขาย หรือทำอาคารพาณิชย์ บางคนใช้วิธีเจรจากับเจ้าของที่ดินเพื่อขอร่วมทุนโดยไม่ต้องซื้อที่ดินเอง แต่ลงทุนค่าก่อสร้างแทน วิธีนี้มีความเสี่ยงสูง และต้องบริหารจัดการงานก่อสร้าง แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็อาจสูงถึง 80-100%

7. การลงทุนกับนักลงทุนรายใหญ่


การใช้ความรู้ และคอนเนคชันแลกเงินทุน เหมาะสำหรับคนที่มีแผนธุรกิจเฉียบขาดแต่ขาดเงินทุน โดยทำหน้าที่เป็นผู้เสนอโครงการ ศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) และบริหารจัดการให้กับนายทุนกระเป๋าหนัก หากโครงการประสบความสำเร็จ ก็จะได้รับส่วนแบ่งกำไรตามที่ตกลงกัน เป็นวิธีที่ช่วยให้เติบโตแบบก้าวกระโดดโดยไม่ต้องใช้เงินตัวเอง

ขั้นตอนการเริ่มลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ขั้นตอนเริ่มลงทุนอสังหา

เมื่อเห็นภาพรวม และประเภทของการลงทุนแล้ว หากต้องการเริ่มต้นอย่างมั่นคง และลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด ควรทำตาม 7 ขั้นตอนพื้นฐาน ดังนี้
  1. กำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน : หากต้องการกระแสเงินสดรายเดือน (Passive Income) ควรเน้นคอนโดติดรถไฟฟ้าที่ปล่อยเช่าง่าย แต่หากต้องการกำไรก้อนโตในอนาคต (Capital Gain) อาจต้องมองหาที่ดิน หรือโครงการใหม่ในทำเลที่กำลังจะเจริญเติบโต
  2. ตรวจสุขภาพทางการเงิน และเตรียมเอกสาร : เช็กเครดิตทางการเงิน และประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตนเองให้ดี รวมถึงการวางแผนภาษีล่วงหน้า เพราะการกู้ซื้อบ้านมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีซ่อนอยู่ เช่น การนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีเพื่อลดภาระรายจ่ายปลายปี
  3. ลงพื้นที่สำรวจทำเลอย่างเจาะลึก : อย่าเชื่อแค่โฆษณาหรือดูแผนที่ในออนไลน์ ต้องลงไปเดินดูพื้นที่จริงในช่วงเวลาที่ต่างกัน ทั้งเช้า กลางวัน และเย็น เพื่อดูปริมาณคน สภาพการจราจร สิ่งอำนวยความสะดวก และวิเคราะห์ว่า “ใครคือลูกค้าตัวจริง” ในย่านนั้น ยิ่งรู้จักทำเลดีเท่าไร ความเสี่ยงในการลงทุนก็ยิ่งลดลงเท่านั้น
  4. คำนวณต้นทุน และความคุ้มค่า (ROI) : การลงทุนคือเรื่องของตัวเลข อย่าลืมคำนวณต้นทุนแฝงให้รอบด้าน ไม่ใช่แค่ราคาหน้าสัญญา แต่ต้องรวมค่าส่วนกลาง ค่าประกัน ค่าโอนกรรมสิทธิ์ และที่สำคัญคือเรื่องภาษีหากคิดจะขายต่อเร็ว ต้องระวังภาษีธุรกิจเฉพาะ (3.3% ของราคาประเมินหรือราคาขาย) หากถือครองไม่ถึง 5 ปี หรือไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านครบ 1 ปี ซึ่งเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่อาจกัดกินกำไรจนหมดหากวางแผนไม่ดี
  5. เลือกสินเชื่อที่ตอบโจทย์ และยื่น Pre-approve : เปรียบเทียบโปรโมชันสินเชื่อจากหลายธนาคาร โดยดูทั้งอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก วงเงินกู้ และเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ เช่น ฟรีค่าจดจำนอง การยื่นขอประเมินวงเงินสินเชื่อเบื้องต้น จะช่วยให้เราทราบวงเงินที่แน่นอน ทำให้ตัดสินใจจองหรือวางมัดจำได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะกู้ไม่ผ่านทีหลัง
  6. ตรวจสอบสภาพห้องก่อนรับโอน : ห้ามเซ็นรับโอนบ้าน หรือคอนโดเด็ดขาดหากยังไม่ได้รับการแก้ไขจุดบกพร่อง ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทรับตรวจบ้านมาช่วยตรวจสอบระบบน้ำ ระบบไฟ และโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินที่เราจะได้มานั้นมีคุณภาพสมบูรณ์พร้อม ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับค่าซ่อมแซมภายหลัง
  7. วางระบบบริหารจัดการหลังการขาย : การลงทุนไม่ได้จบแค่ตอนซื้อ แต่รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินด้วย หากปล่อยเช่า ต้องรู้วิธีการหาผู้เช่า การทำสัญญาที่รัดกุม การเก็บค่าเช่า หรือหากเก็งกำไร ก็ต้องมีช่องทางการประกาศขายที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนบริหารจัดการที่ดีจะช่วยให้การลงทุนราบรื่น และสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

Krungsri The COACH แนะนำ : สินเชื่อคอนโด กู้เต็มร้อย พร้อมวงเงินแต่งห้อง

หรับใครที่มองเห็นโอกาสในการลงทุนคอนโดมิเนียม ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยเองหรือเพื่ออนาคต แต่กังวลเรื่องเงินก้อน ธนาคารกรุงศรีพร้อมเป็นตัวช่วยให้คุณเป็นเจ้าของคอนโดได้ง่ายขึ้น ด้วย “สินเชื่อคอนโด” ที่ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
  • ดอกเบี้ยต่ำสบายกระเป๋า : อัตราดอกเบี้ยปีแรกคงที่เพียง 1.99% ช่วยให้งวดผ่อนต่อเดือนเบาลง มีสภาพคล่องเหลือไปบริหารจัดการส่วนอื่น*
  • วงเงินกู้สูง : อนุมัติวงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน และยังกู้เพิ่มได้อีก 10% สำหรับเป็นค่าตกแต่งหรือซื้อเฟอร์นิเจอร์ (สำหรับโครงการที่ธนาคารกำหนด) ทำให้คุณไม่ต้องควักเงินเก็บก้อนใหญ่
  • ฟรีค่าธรรมเนียม : ประหยัดค่าใช้จ่ายวันโอน ด้วยฟรีค่าประเมินหลักประกัน** และฟรีค่าจดจำนอง (เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด)***
  • ผ่อนสบายยาวนาน : ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดถึง 30 ปี ช่วยให้วางแผนการเงินระยะยาวได้อย่างยืดหยุ่น

ไม่ว่าคุณจะกู้ซื้อคอนโดใหม่ หรือคอนโดมือสอง ก็สามารถยื่นกู้ได้สะดวกผ่านช่องทางออนไลน์ รู้ผลไว พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา เพื่อให้การลงทุนชิ้นใหญ่ของคุณเป็นเรื่องง่าย และคุ้มค่าที่สุด
 
สินเชื่อคอนโด กรุงศรี

กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว l อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 3.758% - 5.564% ต่อปี*

*สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR ณ วันที่ 24 ธ.ค. 68 = 6.770% ต่อปี ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ รายละเอียดดอกเบี้ยและการคำนวณเพิ่มเติมดูได้ใน Fact sheet คลิก

**ฟรี! ค่าประเมินหลักประกัน มูลค่า 3,210 บาท (วันที่ 1 ม.ค. 69 – 30 เม.ย. 69)

***ฟรีค่าจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้อนุมัติ หรือสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท เฉพาะลูกค้าที่ซื้อ MRTA/MLTA ตามเงื่อนไขที่กำหนด และเลือกดอกเบี้ยทางเลือกฟรีค่าจดจำนองเท่านั้น


การลงทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นเครื่องมือทรงพลังในการสร้างความมั่งคั่ง แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง และรายละเอียดที่ต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเล การบริหารจัดการ หรือภาษี การหมั่นเติมความรู้ และติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้คุณปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที และสามารถเปลี่ยนจากหนี้ก้อนโตให้กลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้คุณอย่างยั่งยืน
 

รวมคำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

สามารถทำได้จริง ผ่านวิธีการเป็นนายหน้า (Broker) หรือการเป็นผู้บริหารโครงการที่นำเสนอแผนธุรกิจให้กับนักลงทุนรายใหญ่ (Joint Venture) ซึ่งใช้ทักษะ เวลา และความรู้แทนการใช้เงินทุนส่วนตัว
เป็นสินทรัพย์ที่สามารถชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว มีความผันผวนต่ำกว่าหุ้น และสามารถสร้างรายได้ 2 ทางพร้อมกัน คือ รายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่า (Passive Income) และกำไรจากมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต (Capital Gain)
หลัก ๆ คือ Rental Yield หรือกำไรจากการปล่อยเช่ารายเดือน/รายปี และ Capital Gain หรือกำไรส่วนต่างราคาเมื่อขายทรัพย์สิน นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากการนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีด้วย
 
Krungsri Prompt :

“ฉันเพิ่งอ่านบทความเทรนด์ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของ Krungsri The COACH จบ และมีความสนใจลงทุนประเภทนี้ จึงอยากให้คุณช่วยแนะนำวิธีคำนวณ Rental Yield และ Cash Flow ต่อเดือน และสิ่งที่ควรเช็กก่อนตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้ที โดยขอแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ของสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือด้วย”
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา