วิธีคำนวณ DTI พร้อมกลยุทธ์ลดหนี้ให้ผ่านฉลุย

Posted On 08 มกราคม 2569
By Krungsri The COACH
DTI (Debt-to-Income Ratio) หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ คือ เปอร์เซ็นต์ที่ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ โดยมีวิธีคำนวณหนี้สินต่อรายได้ให้ถูกต้องคือ (ยอดหนี้รวมต่อเดือน ÷ รายได้รวมต่อเดือนก่อนหักภาษี) × 100% โดย DTI ที่ดีควรต่ำกว่า 36% และหากค่าสูงเกินไปสามารถใช้กลยุทธ์การโปะหนี้ดอกเบี้ยสูง หรือการขอสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อปรับโครงสร้างหนี้
เมื่อพูดถึง “หนี้” หลายคนคงรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้ง แต่บางครั้งหนี้ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป เพราะการเป็นหนี้อย่างเหมาะสมตามความจำเป็น ก็อาจเป็นต้นทุนหรือโอกาสที่นำพาความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตของเราได้ ดังนั้น เราจะต้องวางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม มีหนี้สินต่อรายได้ (Debt-to-Income Ratio: DTI) ที่ไม่มากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เราไม่สามารถแบกรับภาระทางการเงินนี้ได้ และนำไปสู่ความล้มเหลวได้ในท้ายที่สุด
DTI คืออะไร สามารถคำนวณได้อย่างไร ?
DTI (Debt-to-Income Ratio) หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ คือ เปอร์เซ็นต์การเปรียบเทียบระหว่างยอดหนี้ที่ต้องจ่ายต่อรายได้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการชำระหนี้อีกด้วย
โดยปกติแล้ว ธนาคารและสถาบันการเงินจะคำนวณ DTI เพื่อประเมินความเสี่ยงในการให้สินเชื่อ หากว่าค่า DTI สูงเกินไป ทางธนาคารก็อาจจะปฏิเสธการให้สินเชื่อ หรือคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะผิดชำระหนี้มากกว่า
สูตรคำนวณ DTI
สำหรับคนที่กำลังวางแผนทางการเงิน หรือกำลังตัดสินใจว่าจะขอกู้เงินซื้อบ้านดีไหม ก็สามารถคำนวณหนี้สินต่อรายได้ให้ถูกต้องเหมือนมืออาชีพได้ ด้วยสูตรดังต่อไปนี้
DTI = (ยอดหนี้รวมต่อเดือน ÷ รายได้รวมต่อเดือนก่อนหักภาษี) × 100%
ตัวอย่าง
รายได้ต่อเดือน 50,000 บาท
หนี้รวมต่อเดือน 10,000 บาท
ดังนั้น DTI = (10,000 ÷ 50,000) × 100% = 20%
เกณฑ์ของระดับ DTI ที่เหมาะสม
- ต่ำกว่า 36% : อยู่ในระดับที่ดีเยี่ยม ช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อและได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ
- 36% - 49% : อยู่ในระดับกลาง อาจได้รับการอนุมัติสินเชื่อ แต่ต้องระวังหนี้ที่เพิ่มขึ้น
- 50% ขึ้นไป : อยู่ในระดับสูง อาจถูกปฏิเสธสินเชื่อหรือได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูง
ในกรณีการขอสินเชื่อบ้าน ธนาคารมักจะพิจารณาอยู่ที่ประมาณ 40% หากว่าสูงเกินกว่านี้ ธนาคารมักจะพิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูง
เรานับอะไรเป็นหนี้และรายได้ของเราบ้าง ?
จากสูตรคำนวณ DTI จะเห็นว่ามี 2 ปัจจัยหลักที่สำคัญ คือ หนี้สินรวมและรายได้ แต่คำถามสำคัญก็คือ อะไรคือหนี้สินและรายได้ที่จะนำมาคำนวณ แล้ววิธีคำนวณ DTI มีการรวมโบนัสประจำปีเข้าไปด้วยหรือไม่ ?
หนี้ที่นำมารวมมีอะไรบ้าง ?
- ค่างวดสินเชื่อบ้านหรือคอนโด
- ค่างวดรถยนต์หรือเช่าซื้อสินค้าใหญ่
- ค่าสินเชื่อส่วนบุคคล เช่น สินเชื่อบัตรกดเงินสด
- ยอดชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดทั้งหมด (ไม่ใช่ยอดเต็ม)
- ค่างวดสินเชื่อพาณิชย์/ สินเชื่อธุรกิจ
ข้อควรระวัง
ในการคำนวณ DTI จะไม่รวมยอดหนี้ที่ชำระหมดหรือปิดบัญชีแล้ว และหนี้ที่ไม่ต้องผ่อนรายเดือน
รายได้ที่สามารถนำมาคำนวณ
- เงินเดือน
- โบนัสประจำปี
- รายได้จากการขายของออนไลน์ หรือรายได้พิเศษอื่น ๆ
ข้อควรระวัง
หากเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน อย่างการขายของออนไลน์ โบนัส หรืองานพิเศษที่ไม่ต่อเนื่อง หรือไม่แน่นอน ทางธนาคารอาจจะไม่ได้นำมาคำนวณเป็นรายได้จริง แต่หากว่าเราอยากเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อหรือลดอัตรา DTI แนะนำให้นำเงินบางส่วนไปจ่ายปิดหนี้บางรายการ เพื่อให้จำนวนที่ต้องจ่ายหนี้แต่ละเดือนลดลงจะดีกว่า
กลยุทธ์การใช้ DTI เพื่อวางแผนทางการเงิน
หากต้องการมีความมั่นคงทางการเงิน การเช็ก DTI เป็นประจำ จะช่วยให้เราสามารถวางแผนทางการเงินและ
บริหารหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถวางแผนการขอสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม
- หากค่า DTI อยู่ที่ 36% - 49% แปลว่า ภาระหนี้ในระดับกลาง และค่อนข้างตึงตัว หากสร้างหนี้เพิ่ม และไม่มีรายได้เพิ่มอาจจะทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน
- โปะหนี้ หากมีรายได้ทางอื่น หรือโบนัส แนะนำให้นำไปปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อโปะหนี้ หรือปิดบัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูง
วิธีลด DTI ให้ต่ำลงทำอย่างไร ?
สำหรับคนที่ได้รับโบนัสประจำปี นับเป็นโอกาสทองในการปรับลด DTI โดยมีกลยุทธ์ ดังต่อไปนี้
- ลดการใช้วงเงินบัตรเครดิตลง จำกัดการใช้เฉพาะที่จำเป็น หรือไม่ต้องใช้เลย ก็จะช่วยให้ DTI ลดลงได้
- ปิดหนี้ก้อนเล็ก ถ้ามีหนี้เล็ก ๆ เช่น ค่างวดรถ หรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล การใช้โบนัสในการปิดหนี้ก้อนเล็กจะช่วยลดภาระการผ่อน และทำให้ DTI ต่ำลง
- ปรับโครงสร้างหนี้ หากว่าโปะหนี้และปิดหนี้บางส่วนแล้ว DTI ยังสูงอยู่ แนะนำให้ลองปรับโครงสร้างหนี้เพื่อเพิ่มระยะเวลาในการผ่อนให้นานขึ้น จะช่วยลดภาระหนี้ต่อเดือน หรือใช้บริการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อลดค่าใช้จ่าย
ลด DTI และวางแผนทางการเงินอย่างชาญฉลาด
การคำนวณ DTI และการวางแผนการเงินที่ดี สามารถช่วยให้คุณจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากว่าใครต้องการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อลด DTI และเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อมากขึ้น ขอแนะนำ
สินเชื่อส่วนบุคคล Krungsri iFIN ดอกเบี้ยลดต้นลดดอก วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาท* ไม่ต้องมีคนค้ำ อนุมัติไวใน 1 วัน* ยื่นกู้ง่าย ผ่าน krungsri app สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1572
*นับจากวันที่ธนาคารได้รับใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครที่สมบูรณ์เข้าระบบครบถ้วน
*กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
*อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก ปกติ 21%-25% ต่อปี ศึกษารายละเอียด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา
*การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด
ข้อมูลอ้างอิง :
1. Debt-to-Income (DTI) Ratio: What’s Good and How To Calculate It. สืบค้นเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 จาก
https://www.investopedia.com
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DTI (FAQs)
A : ธนาคารจะพิจารณาจาก DTI (อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้) เป็นหลัก โดยควรตั้งเป้าหมายไว้ที่ต่ำกว่า 36% ซึ่งเป็นระดับที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อและได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด หากคุณมีเป้าหมายในการขอสินเชื่อก้อนใหญ่ เช่น สินเชื่อบ้าน ควรพยายามลด DTI ให้ต่ำกว่า 40% และหากต่ำกว่า 36% ได้ยิ่งดี เพราะหาก DTI สูงเกินกว่านี้จะถือว่ามีความเสี่ยงสูง และหาก DTI สูงเกินกว่า 50% ขึ้นไป จะถือเป็นระดับสูงมาก ซึ่งมีโอกาสอย่างยิ่งที่จะถูกปฏิเสธสินเชื่อหรือได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ
A: สำหรับรายได้ที่ไม่แน่นอน เช่น โบนัสประจำปี หรือรายได้จากการขายของออนไลน์ที่ไม่ต่อเนื่อง ทางธนาคารอาจไม่ได้นำมาคำนวณเป็นรายได้จริงทั้งหมด แต่จะใช้เป็นปัจจัยเสริมในการพิจารณาความมั่นคงทางการเงินแทน ดังนั้น หากต้องการลด DTI ให้ต่ำลง ควรเน้นที่การใช้เงินโบนัสหรือรายได้เสริมนั้นไปโปะหนี้เพื่อลดภาระหนี้ต่อเดือนแทนจะดีกว่า
A: การปรับโครงสร้างหนี้โดยการขอสินเชื่อส่วนบุคคล เช่น Krungsri iFIN เพื่อรวมหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงหลายก้อน เช่น บัตรเครดิต ให้เป็นก้อนเดียว ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลด DTI ได้จริง เพราะเป็นการเปลี่ยนจากหนี้ดอกเบี้ยสูงมาเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสามารถเลือกเพิ่มระยะเวลาผ่อนเพื่อลดค่างวดต่อเดือน ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้ต่อเดือนและค่า DTI ลดลงอย่างชัดเจน