อัปเดตสิทธิ์เงินชราภาพประกันสังคม กับสูตร CARE แบบใหม่

Posted On 03 ตุลาคม 2569
By Krungsri The COACH
พอพูดถึงวัยเกษียณ หลายคนน่าจะมีคำถามเหมือนกันว่า
“เราจะได้เงินบำนาญประกันสังคมเดือนละเท่าไร ?”
ยิ่งช่วงนี้มีการพูดถึง “
สูตร CARE” ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการคำนวณเงินบำนาญแบบใหม่ ก็ยิ่งทำให้หลายคนสงสัยว่า สูตรใหม่นี้ต่างจากเดิมอย่างไร แล้วสุดท้ายเราจะได้เงินเพิ่มขึ้น หรือน้อยลง
Krungsri The COACH จะพาไปรู้จักสูตร CARE แบบเข้าใจง่าย พร้อมเช็กว่า คุณจัดอยู่ในกลุ่มที่ได้เงินเพิ่มขึ้น เท่าเดิม หรือน้อยลง รวมถึงแนะนำวิธีเช็กยอดเงินสะสมด้วยตัวเอง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณอย่างมั่นใจ
เงินบำนาญชราภาพประกันสังคมคืออะไร ใครมีสิทธิ์ได้รับบ้าง ?
เงินบำนาญชราภาพ คือ เงินรายเดือนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายให้ผู้ประกันตนตลอดชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันรายได้หลังเกษียณอายุ โดยผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องเข้าเงื่อนไขครบทั้ง 3 ข้อ ได้แก่
- มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์
- ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (ลาออก หรือเกษียณจากการทำงาน)
- จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายติดต่อกัน
เมื่อทราบเงื่อนไขแล้ว คำถามสำคัญต่อมาคือ
จะได้เงินบำนาญเดือนละเท่าไร ?
ปัจจุบันประกันสังคมเตรียมเปลี่ยนวิธีคำนวณใหม่ เพื่อให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมมากขึ้น ลองมาทำความเข้าใจสูตรใหม่นี้ไปพร้อมกัน
เจาะลึกสูตรคำนวณเงินบำนาญประกันสังคมแบบใหม่ (สูตร CARE)
สูตรเดิม : เงินบำนาญชราภาพคำนวณจาก
ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย (5 ปี) ที่ใช้เป็นฐานส่งเงินสมทบ ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ประกันตนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่เปลี่ยนจาก ม.33 (พนักงานบริษัท) ไป ม.39 (คนที่เคยส่ง ม.33 ที่ลาออก/เกษียณ แต่ยังส่งเงินประกันสังคมต่อ) เพราะฐานส่งเงินสมทบของ ม.39 ต่ำกว่า ทำให้เงินบำนาญที่ได้รับน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
สูตร CARE (Career Average Revalued Earnings) : เปลี่ยนไปดู
ฐานค่าจ้างที่ใช้ส่งเงินสมทบตลอดช่วงที่ส่งประกันสังคม แล้วปรับมูลค่าของค่าจ้างในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบันก่อนนำมาเฉลี่ย เพื่อให้เงินบำนาญสะท้อนประวัติการส่งเงินสมทบตลอดการทำงานได้เหมาะสมมากขึ้น
(ข้อมูลจาก :
สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)
ตารางเปรียบเทียบเงินบำนาญประกันสังคม สูตรเดิม VS สูตร CARE
ตัวอย่างการคำนวณเงินบำนาญประกันสังคม
สมมติว่า นาย A ส่ง ม.33 (ฐาน 17,500 บาท) มา 15 ปี แล้วลาออกมาส่ง ม.39 (ฐาน 4,800 บาท) ในช่วง 5 ปีสุดท้าย จะสามารถคำนวณเงินบำนาญประกันสังคมได้ดังนี้
หาเปอร์เซ็นต์เงินบำนาญก่อน (ส่ง 20 ปี)
- 15 ปีแรก ได้ฐานที่ 20%
- 5 ปีที่เกินมา ได้เพิ่มปีละ 1.5% (5 x 1.5% = 7.5%)
- รวมอัตราที่จะได้รับคือ 27.5%
คำนวณสูตรเดิม (60 เดือนสุดท้าย)
- ฐาน 5 ปีสุดท้ายคือ 4,800 บาท
- 4,800 x 27.5% = 1,320 บาท/เดือน
คำนวณสูตร CARE (แบบปรับมูลค่าเงินตามเงินเฟ้อ)
นำฐานรายได้ตลอดการทำงานมาปรับมูลค่าตามเงินเฟ้อ (Revalued Earnings) ให้เป็นปัจจุบันก่อนหาค่าเฉลี่ย
- ฐาน ม.33 (17,500 บาท) ช่วง 15 ปีแรก : สมมติปรับมูลค่าเงินเฟ้อแล้ว เทียบเท่า 20,000 บาท
- ฐาน ม.39 (4,800 บาท) ช่วง 5 ปีสุดท้าย : สมมติปรับมูลค่าเงินเฟ้อแล้ว เทียบเท่า 5,000 บาท
- นำฐานรายได้ 20 ปีมาหาค่าเฉลี่ย :
- ม.33 : 20,000 บาท x 15 ปี = 300,000 บาท
- ม.39 : 5,000 บาท x 5 ปี = 25,000 บาท
- รวมฐานรายได้ 20 ปี = 325,000 บาท
- (325,000) / 20 ปี = ฐานค่าเฉลี่ยที่แท้จริงคือ 16,250 บาท
- นำฐานค่าเฉลี่ยมาคูณเปอร์เซ็นต์บำนาญ :
- 16,250 x 27.5% = 4,468.75 บาท/เดือน
จะเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อปรับมูลค่าเงินในอดีตตามอัตราเงินเฟ้อ นาย A จะได้บำนาญถึง 4,468.75 บาท/เดือน ซึ่งมากกว่าสูตรเดิมที่ได้เพียง 1,320 บาท/เดือน
หมายเหตุ : ตัวเลข 20,000 บาท และ 5,000 บาท เป็นเพียงตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพการปรับมูลค่าเงินตามเงินเฟ้อเท่านั้น การคำนวณจริงสำนักงานประกันสังคมจะอ้างอิงดัชนีค่าครองชีพและอัตราเงินเฟ้อที่รัฐประกาศในแต่ละปี
สรุป 4 กลุ่มผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากสูตรใหม่
การเปลี่ยนมาใช้สูตร CARE จะส่งผลกระทบต่อยอดเงินบำนาญของผู้ประกันตนแต่ละคนแตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
- กลุ่มที่ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้น : คนที่เคยส่ง ม.33 ด้วยฐานเงินเดือนสูงมาตลอด แต่มาเปลี่ยนส่ง ม.39 ในช่วง 5 ปีสุดท้าย สูตรใหม่จะดึงรายได้สูงในอดีตมาเฉลี่ยด้วย ทำให้ได้เงินเพิ่มขึ้น
- กลุ่มที่ได้รับเงินบำนาญใกล้เคียงยอดเดิม : คนที่ส่ง ม.33 ด้วยฐานเงินเดือนเกิน 15,000 บาทมาตลอด กลุ่มนี้ไม่ต้องกังวล เพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบ
- กลุ่มที่ได้รับการชดเชยส่วนต่าง (ช่วงเปลี่ยนผ่าน) : คนที่ใกล้เกษียณในช่วง 5 ปีแรก ถ้ารัฐคำนวณแล้วสูตรเก่าได้เงินเยอะกว่า รัฐจะชดเชยส่วนต่างให้ เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด
- กลุ่มที่อาจได้รับเงินบำนาญลดลง : คนที่เงินเดือนเริ่มต้นน้อยมากมานาน เพิ่งมาก้าวกระโดดช่วง 5 ปีสุดท้าย การเอาอดีตมาเฉลี่ยอาจทำให้ได้บำนาญลดลงเมื่อเทียบกับสูตรเดิม
อายุ 55 ปี เช็กเงินประกันสังคมอย่างไร เช็กวิธีตรวจสอบสิทธิ์ง่าย ๆ
หากใกล้ถึงวัยเกษียณ และอยากรู้ว่า ตัวเองส่งเงินสมทบมาแล้วกี่งวด หรือมียอดเงินสะสมเท่าไร สามารถตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเองง่าย ๆ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน 2 ช่องทางหลัก ดังนี้
- แอปพลิเคชัน SSO Plus (SSO+) : แอปพลิเคชันล่าสุดจากประกันสังคม เพียงดาวน์โหลด สมัครสมาชิก และล็อกอิน ก็สามารถเช็กยอดเงินสะสมชราภาพ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ได้อย่างครบถ้วน
- เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม : เข้าไปที่ www.sso.go.th เลือกเมนู “ผู้ประกันตน” เพื่อลงทะเบียน และตรวจสอบข้อมูลการส่งเงินสมทบ รวมถึงยอดเงินสะสมชราภาพ
เตรียมเอกสารอะไรบ้าง สำหรับการยื่นขอรับเงินชราภาพประกันสังคม
เมื่อตรวจสอบสิทธิ์เรียบร้อย และต้องการยื่นขอรับเงินชราภาพประกันสังคม จะต้องเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม เพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการ ดังนี้
- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01) สามารถดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ หรือขอรับได้ที่สำนักงานประกันสังคม
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก (ที่มีชื่อ และเลขที่บัญชีของผู้ประกันตน)
- บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง (กรณีไปยื่นด้วยตนเอง)
สำหรับช่องทางการยื่นเรื่อง ปัจจุบันสามารถทำได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยยื่นขอรับสิทธิ์ผ่านระบบออนไลน์ e-Self Service บนเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมได้โดยตรง (ยังไม่สามารถทำผ่านแอปพลิเคชันได้)
หากไม่สะดวกช่องทางออนไลน์ ก็ยังสามารถนำเอกสารไปยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ หรือส่งผ่านทางไปรษณีย์ได้เช่นเดียวกัน
มีเงินบำนาญแล้ว ทำไมยังต้องวางแผนเกษียณเพิ่ม ?
แม้เงินบำนาญจากประกันสังคมจะเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่ดี แต่ด้วยภาวะเงินเฟ้อ เงินบำนาญเพียงหลักพันอาจไม่พอซัพพอร์ตไลฟ์สไตล์ในวัยเกษียณให้อยู่ในระดับที่ต้องการได้
การมีเสาหลักทางการเงินสำรองจึงเป็นสิ่งสำคัญ Krungsri The COACH ขอแนะนำ
กรุงศรีประกันบํานาญ แฮปปี้ รีไทร์ ตัวช่วยวางแผนเกษียณอายุที่ช่วยสนับสนุนการวางแผนทางการเงินตามเป้าหมายของคุณ มีผลประโยชน์ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ดังนี้
- อิสระในการชำระเบี้ย : เลือกจ่ายครั้งเดียว, 5 ปี, 10 ปี หรือถึงอายุ 60 ปี ได้ตามต้องการ
- รับบำนาญเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันได : สามารถเลือกรับเป็นรายเดือนหรือรายปีได้ โดยอายุ 60-69 ปี รับปีละ 15%, อายุ 70-79 ปี รับปีละ 20% และอายุ 80-85 ปี รับสูงสุดปีละ 30%* (พร้อมโอกาสรับเงินปันผลเพิ่มพิเศษอีก 15-30%** ตามแต่ละช่วงอายุ)
- รับประกันการจ่ายเงินบำนาญขั้นต่ำ 15 ปี : กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝันเสียชีวิตก่อนรับบำนาญครบ 15 ปี
- ลดหย่อนภาษีได้ : เบี้ยประกันสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาทต่อปี (ตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร)
*% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
**% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเพิ่มพิเศษสะสม (ถ้ามี))
*การรับประกันภัยเป็นไปตามเงื่อนไขการพิจารณารับประกันภัยของบริษัท
ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายหน้าประกันชีวิต เป็นผู้เสนอขายผลิตภัณฑ์ด้านประกันภัยและรับชำระค่าเบี้ยประกันภัยเท่านั้น รับประกันโดย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
เตรียมพร้อมวัยเกษียณ เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคง
แม้สูตรบำนาญแบบ CARE จะปรับมาเพื่อให้สะท้อนรายได้จริง และเป็นธรรมมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มที่ได้เงินเพิ่มขึ้น หรือเท่าเดิม การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ Krungsri The COACH ขอฝาก 3 เช็กลิสต์ง่าย ๆ ดังนี้
- อัปเดตยอดเงินสมทบผ่านแอป SSO Plus หรือเว็บไซต์ประกันสังคมเป็นประจำ เพื่อรักษาผลประโยชน์ไม่ให้ตกหล่น
- ลองคำนวณบำนาญที่คาดว่าจะได้รับ เทียบกับค่าใช้จ่ายต่อเดือนในอนาคต เพื่อดูว่าต้องเตรียมเงินสำรองเผื่อไว้อีกเท่าไร
- เงินบำนาญประกันสังคมทางเดียวอาจไม่พอสู้เงินเฟ้อ การออม และลงทุนเพิ่ม (เช่น ประกันบำนาญ หรือกองทุนเพื่อการเกษียณ) จะช่วยเสริมความพร้อมทางการเงินในวัยเกษียณได้
การรู้สิทธิประกันสังคมเป็นเรื่องดี แต่การลงมือวางแผนการเงินเพิ่มเติมคือความไม่ประมาทที่แท้จริง เริ่มต้นเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตหลังเกษียณที่สบาย และไร้กังวล
อ้างอิง