น้ำมันแพงทุบกำลังซื้อ เปิดเทคนิคบริหารเงินสู้วิกฤตค่าครองชีพสูง

Posted On 24 เมษายน 2569
By Krungsri The COACH
จากแรงกดดันด้านพลังงานโลกและต้นทุนที่ยังไม่คลี่คลายทำให้ราคานำ้มันปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่า “แค่เติมน้ำมันก็สะเทือนทั้งแผนการเงิน”
แต่รู้หรือไม่ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งแรงยังมี "วิธีปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย" และการเลือกใช้พลังงานทางเลือกที่ช่วยเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นจุดคุ้มทุนในระยะยาวได้ บทความนี้ Krungsri The COACH จะพาไปเจาะลึกทิศทางราคาน้ำมันในปี 2569 พร้อมแนะนำเคล็ดลับบริหารเงิน ให้คุณก้าวผ่านวิกฤตของแพงนี้ไปได้อย่างราบลื่น
คาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2569
สำหรับทิศทางราคาน้ำมันในปี 2569 ข้อมูลจากการประเมินของโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวน โดยแบ่งการคาดการณ์ออกเป็นระดับต่าง ๆ ดังนี้
- สถานการณ์ปกติ (Base Case) : ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) อาจเฉลี่ยอยู่ราว ๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี
- สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงรุนแรงขึ้น (Upside Risk) : ราคาอาจพุ่งทะยานไปแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- สถานการณ์แตะจุดสูงสุด (Peak) : หากอ้างอิงจากวัฏจักรในอดีต ราคามีสิทธิ์ทะลุจุดสูงสุดที่ระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- สถานการณ์ช่วงปลายปี 2569 : หากสถานการณ์คลี่คลาย คาดว่าราคาจะปรับลดลงมาอยู่แถว ๆ 70 ดอลลาร์กว่า ๆ แต่ก็ยังมีโอกาสดีดตัวกลับขึ้นไปผันผวนได้อีกหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
หลายคนอาจสงสัยว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้น้ำมันแพง และผันผวนหนักขนาดนี้เกิดจากอะไร ? คำตอบคือ “ความกังวล” จากข้อพิพาทในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งน้ำมันของโลก
แม้ในปัจจุบันเส้นทางนี้จะไม่ได้ถูกปิดตาย และยังคงมีการขนส่งน้ำมันสู่ตลาดโลกอยู่ แต่ความขัดแย้งที่ยังคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลาทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่าอาจเกิดการชะงักงันได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันถูกดันให้ค้างอยู่ในระดับสูง และอาจลุกลามไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์เบื้องต้น ทิศทางที่แท้จริงยังมีความอ่อนไหวและพร้อมเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์โลก
น้ำมันแพง ทำให้ค่าใช้จ่ายคุณเพิ่มขึ้นแค่ไหน?
เมื่อสถานการณ์น้ำมันแพงเกิดขึ้น ผลกระทบที่ตามมาลุกลามไปถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเราอย่างเงียบ ๆ ลองมาดูกันว่ายุคที่น้ำมันแพงแตะเพดาน ส่งผลกระทบต่อกระเป๋าเงินของเราในมุมไหนบ้าง
1. ค่าเดินทาง และค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น
ผลกระทบด่านแรกที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ
“ค่าน้ำมัน” ที่ผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวต้องจ่ายเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน รวมถึงกลุ่มคนที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ อาจต้องเผชิญกับการปรับขึ้นค่าโดยสาร เพราะการปรับตัวของต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทำให้งบประมาณสำหรับการเดินทางในแต่ละวันบานปลายกว่าที่เคยวางแผนไว้
2. ราคาสินค้า และค่าครองชีพแพงขึ้นตาม
น้ำมันยังเป็นต้นทุนหลักในภาคการขนส่ง และโลจิสติกส์ เมื่อต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องปรับราคาสินค้าให้สูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ค่าอาหาร ของใช้ในบ้าน และค่าครองชีพโดยรวมปรับตัวแพงขึ้น กลายเป็น
ภาวะเงินเฟ้อที่ค่อย ๆ กลืนกินอำนาจการซื้อของเงินในกระเป๋าเราไปอย่างเงียบ ๆ
5 เทคนิครับมือน้ำมันแพง เซฟเงินในกระเป๋าให้อยู่หมัด
แม้เราจะไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต และการจัดการเงินเพื่อลดผลกระทบลงได้ ลองนำ 5 เทคนิคนี้ไปปรับใช้เพื่อเซฟค่าน้ำมัน
1. ปรับพฤติกรรมการขับขี่ และดูแลรักษาสภาพรถยนต์
จุดเริ่มต้นง่าย ๆ ในการประหยัดค่าน้ำมัน คือการปรับเปลี่ยนสไตล์การขับรถ และการดูแลสภาพเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพราะรถที่มีสภาพดีจะดึงประสิทธิภาพของน้ำมันออกมาได้สูงสุด
- ขับรถด้วยความเร็วคงที่ : สำหรับการขับรถในกรุงเทพฯ ที่รถติดและหลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหันได้ยาก แนะนำให้ใช้เทคนิค “ทิ้งระยะห่างให้เหมาะสม” เพื่อให้มีเวลาประเมินสถานการณ์ ค่อย ๆ แตะเบรก และใช้วิธีปล่อยให้รถไหลเมื่อเห็นสัญญาณไฟแดงแต่ไกล แทนการเหยียบคันเร่งไปจนสุดแล้วเบรกแรง ๆ
- ตรวจเช็กลมยางสม่ำเสมอ : เติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานคู่มือรถ เพราะถ้ายางอ่อนเกินไป หน้าสัมผัสถนนจะเยอะขึ้น รถต้องออกแรงต้านมากขึ้น ทำให้กินน้ำมันมากขึ้นตามไปด้วย
- เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะ : การดูแลไส้กรองและน้ำมันเครื่องให้ใหม่เสมอ จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ไหลลื่นและเผาผลาญเชื้อเพลิงได้ดีเยี่ยม
2. วางแผนเส้นทาง หรือเลือกใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
ควรตรวจสอบสภาพการจราจรผ่านแอปพลิเคชันนำทาง (Maps) ทุกครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่รถติดหนัก นอกจากนี้ ควรใช้วิธีรวบรวมธุระหลาย ๆ อย่างไว้ในการเดินทางรอบเดียว และในบางวันที่เส้นทางเอื้ออำนวย การสลับไปใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า หรือรถเมล์ ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดภาระค่าน้ำมัน และค่าที่จอดรถได้อย่างเห็นผล
3. รีวิวค่าใช้จ่ายใหม่ จัดสรรงบเมื่อค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
เมื่อรายจ่ายก้อนใหญ่อย่างค่าน้ำมัน และข้าวของเครื่องใช้แพงขึ้นจนกระทบเงินในกระเป๋า ถึงเวลาที่เราต้องกลับมา “จัดระเบียบการใช้จ่าย” กันใหม่ ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไร การรู้ทันเงินในกระเป๋าตัวเองคือทางรอดที่ดีที่สุด ลองเริ่มจากวิธีง่าย ๆ ดังนี้
- จดบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน เพื่อหา “รูรั่ว” ว่าเงินของเราแอบไหลออกไปกับเรื่องอะไรบ้าง
- ตัดหรือลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย หรือของที่อยากได้ แต่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วนออกไปก่อน
- ค่อย ๆ สะสม “เงินสำรองฉุกเฉิน” ให้มากขึ้น เพื่อเป็นเบาะรองรับกระแทกในวันที่ข้าวของแพงขึ้นจนหมุนเงินไม่ทัน
4. มองหาพลังงานทางเลือก
สำหรับใครที่มีแผนซื้อรถใหม่ การเลือกใช้
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ถือเป็นการลงทุนที่ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมัน และสร้างความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว
แต่สำหรับใครที่ ยังไม่มีแผนเปลี่ยนรถ ก็สามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ใกล้ตัว ดังนี้
- เช็กสเปกรถว่าเติมน้ำมันทางเลือกได้หรือไม่ : เช่น E20 หรือ E85 ซึ่งมีราคาถูกกว่า เพื่อช่วยเซฟส่วนต่างค่าน้ำมันในแต่ละรอบบิล
- ใช้รถเล็กในระยะทางใกล้ : เปลี่ยนมาใช้จักรยาน หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไปทำธุระแถวบ้าน แทนการสตาร์ทรถยนต์คันใหญ่ให้กินน้ำมัน
- ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน : แชร์ค่าเดินทาง หรือสลับกันขับรถไปทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเส้นทางเดียวกัน เพื่อช่วยหารค่าน้ำมันและค่าทางด่วน
5. จ่ายให้คุ้มทุกลิตร ด้วยเครดิตเงินคืนแบบฉลาด
ในเมื่อการเติมน้ำมันยังเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนวิธีชำระเงินก็ช่วยบริหารงบได้เช่นกัน การเลือกใช้บัตรเครดิตที่ร่วมรายการกับสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งมีโปรโมชันให้เครดิตเงินคืน (Cashback) เมื่อรูดเติมน้ำมัน ถือเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการดึงเงินส่วนหนึ่งกลับคืนเข้ากระเป๋า
Krungsri The COACH สรุปให้ชัด ๆ
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “แค่การรู้เท่าทันปัจจัยน้ำมันแพง และติดตามทิศทางราคาน้ำมัน จะเป็นเกราะป้องกันให้เราผ่านวิกฤตค่าครองชีพได้จริงหรือ ?” คำตอบคือ...
- ความรู้คือจุดเริ่มต้นของการปรับตัว : การรู้ทิศทางราคาทำให้เรา “คาดการณ์รายจ่ายล่วงหน้า” ได้แม่นยำขึ้น และไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป
- เกราะป้องกันที่แท้จริงคือ “การลงมือทำ” : ทันทีที่เราวิเคราะห์สถานการณ์ได้ การนำเทคนิคประหยัดน้ำมัน การลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย และการหารายได้เพิ่มมาใช้อย่างมีวินัยต่างหาก คือเกราะป้องกันของจริง
- ความยืดหยุ่นทางการเงิน : การปรับแผนการเงินให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก จะช่วยให้สภาพคล่องของเราไม่สะดุด แม้ในวันที่มีปัจจัยภายนอกมากระทบ
สถานการณ์น้ำมันแพง และค่าครองชีพสูงอาจเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้ 100% คือพฤติกรรมการใช้จ่าย และการวางแผนการเงินของเราเอง Krungsri The COACH ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ ค่อย ๆ อุดรอยรั่วทางการเงินทีละจุด เชื่อมั่นว่าหากเรามีสติและมีแผนสำรองที่รัดกุม เราจะสามารถก้าวผ่านทุกวิกฤตทางการเงินไปได้อย่างมั่นคงแน่นอน
อ้างอิง