เพื่อคุ้มครองคุณและครอบครัว
ประกัน OPD คืออะไร ไม่นอนโรงพยาบาลก็เคลมได้จริงไหม

Posted On 24 เมษายน 2569
By Krungsri The COACH
แนวโน้มค่ารักษาพยาบาลในปี 2569 มีทิศทางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อ้างอิงจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ไทยปี 2568 อยู่ที่ 10.8% ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปถึง 15 เท่า ดังนั้น ประกันสุขภาพ OPD หรือประกันผู้ป่วยนอก จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย หากยังไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อประกันสุขภาพแบบไหนถึงจะคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด Krungsri The COACH จะพาไปเช็กให้ชัดก่อนตัดสินใจซื้อกัน
ประกัน OPD คืออะไร ตัวช่วยลดภาระค่ารักษาไม่กระทบเงินเก็บ
ประกันสุขภาพ OPD คือ ประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยนอก โดย OPD ย่อมาจาก Out-Patient Department คือ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อตรวจรักษาและรับยาเรียบร้อย สามารถกลับบ้านได้เลย หรือรอสังเกตอาการน้อยกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยนอกจะเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยที่ไม่รุนแรง ไม่จำเป็นต้องนอน รพ. เพื่อรอดูอาการ เช่น ปวดหัว ไข้หวัดธรรมดา ผดผื่น คันอักเสบ อุบัติเหตุรุนแรง
ตัวอย่างความคุ้มครองประกันสุขภาพ OPD (Out-Patient Department)
ประกันสุขภาพ OPD จะให้ความคุ้มครองแตกต่างกันไปในแต่ละกรมธรรม์ แต่โดยทั่วไปจะประกอบด้วยความคุ้มครองหลัก ๆ ดังนี้
- ค่าบริการทางการแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคต่าง ๆ
- ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกหลังเข้ารับการรักษาตัวต่อครั้ง
- ค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุ ภายใน 24 ชั่วโมง
- ค่าเวชศาสตร์ฟื้นฟู หลังเข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยในแต่ละครั้ง
- ค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน
เปรียบเทียบประกันสุขภาพแต่ละแบบ ความต่างที่ควรรู้ก่อนเลือก
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับประกัน OPD กันแล้ว แต่ในหมวดหมู่ของประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุ ยังมีประกันอีก 2 ประเภทที่คนนิยมทำกัน นั่นคือ ประกัน IPD (ผู้ป่วยใน) และประกัน PA (อุบัติเหตุส่วนบุคคล) มีความแตกต่างกันดังนี้
เทคนิคเลือกประกัน OPD สำหรับคนงบน้อยแต่คุ้มครองครบ
หลังจากที่เรารู้แล้วว่า
ประกันสุขภาพ OPD คืออะไร ขั้นตอนต่อไป เราจะมาดูกันว่าวิธีเลือกประกันสุขภาพ OPD ให้คุ้มครองคุ้มค่าที่สุดนั้นมีอะไรบ้าง
1. ประเมินความจำเป็นของตัวเอง
เจ็บป่วยบ่อยแค่ไหน ไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนประเมินค่าใช้จ่ายและจำนวนครั้งที่มีโอกาสเกิดขึ้น
2. เปรียบเทียบแผนประกันจากหลาย ๆ บริษัท
ประเมินจากค่าเบี้ยประกัน และความคุ้มครองอะไรบ้าง เพราะแบบประกันสุขภาพ OPD ของแต่ละบริษัทประกันมีแผนความคุ้มครองที่แตกต่างกัน
3. ตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลในเครือของบริษัทประกัน
หากบริษัทประกันที่มีคู่สัญญากับทางโรงพยาบาล โรงพยาบาลจะสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลโดยตรงกับทางบริษัทประกันได้เลย โดยที่เราไม่ต้องสำรองจ่าย อย่างน้อยที่สุด ต้องเป็นคู่สัญญากับโรงพยาบาลที่เราสะดวกไปรักษา
4. อ่านกรมธรรม์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำประกัน
เงื่อนไข รายละเอียดความคุ้มครอง ข้อยกเว้นต่าง ๆ เพื่อให้หมดกังวลและมั่นใจเมื่อต้องเข้ารับการรักษา และใช้ประกันสุขภาพ OPD
เทคนิคเลือกประกัน OPD สำหรับคนงบน้อยแต่คุ้มครองครบ
ประกันสุขภาพแบบ OPD จะแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ๆ ตามวงเงินความคุ้มครอง ได้แก่
แล้วเราควรเลือกประกัน OPD แบบไหน ?
ให้ดูที่สุขภาพร่างกายของเราเป็นหลัก ถ้าเรามีสุขภาพร่างกายที่ค่อนข้างดี นาน ๆ ครั้งจะเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นไข้หวัด หรือท้องเสีย ประกัน OPD แบบรายครั้ง จะตอบโจทย์มากกว่า แต่สำหรับใครที่ต้องไปหาหมอบ่อย ๆ หรือมีโรคประจำตัวที่ต้องติดตามอาการกับแพทย์เป็นประจำ หรืออยากได้ความคล่องตัว และความสบายใจในการเข้ารับการรักษา โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนเกินในแต่ละครั้ง ประกัน OPD แบบเหมาจ่าย ก็จะตอบโจทย์กว่า เพราะวงเงินสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อครั้งได้นั่นเอง
Krungsri The COACH แนะนำ : ประกันสุขภาพ “กรุงศรีประกันสุขภาพ ตามใจ พลัส” ตอบโจทย์ครบทั้ง OPD และ IPD
สำหรับใครที่มองหาประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั้งแบบประกันสุขภาพ OPD และประกันสุขภาพ IPD สามารถซื้อโดยช่องทางออนไลน์ได้ เราขอแนะนำ “กรุงศรีประกันสุขภาพ ตามใจ พลัส” ประกันสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อทุกคน
5 จุดเด่น กรุงศรี ประกันสุขภาพ ตามใจ พลัส
- เลือกและปรับแผนประกันได้ตามความต้องการ ทั้งในส่วนวงเงิน ความคุ้มครอง 1 ล้าน - 30 ล้านบาท ค่าเบี้ยประกัน และงวดการจ่ายเบี้ยประกัน ทั้งรายปี / ราย 6 เดือน / ราย 3 เดือน / รายเดือน
- เพิ่มความคุ้มค่าได้ยิ่งขึ้น เมื่อเลือกซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติม ที่ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (ประกันสุขภาพ OPD) ค่าชดเชยรายวัน และความคุ้มครองเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง 48 โรค
- ได้รับความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอก ภายใน 24 ชั่วโมง หลังการเกิดอุบัติเหตุ แบบจ่ายตามจริง
- เบี้ยประกันสุขภาพเริ่มต้นหลักพัน ได้รับคุ้มครองหลักล้าน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของทางบริษัทฯ
- เบี้ยประกันสุขภาพลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 25,000 บาทต่อปี ทั้งนี้เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
ประกันสุขภาพตามใจ พลัส แผน เบาใจ พลัส มีความคุ้มครองครอบคลุมในทุกหมวดความคุ้มครอง จึงมั่นใจได้เมื่อเข้าโรงพยาบาล มีค่าห้องผู้ป่วยใน 3,000 บาทต่อคืน สูงสุด 365 วันต่อปีกรมธรรม์ และวงเงินค่ารักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยใน และแบบผู้ป่วยนอกกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉินภายใน 24 ชั่วโมง ค่ารักษาโรคไตด้วยการล้างไต และค่ารักษาโรคมะเร็ง สูงสุดถึง 5,000,000 บาทต่อปีกรมธรรม์ สามารถเลือกแผนประกันที่มีความรับผิดส่วนแรกเพื่อประหยัดค่าเบี้ยได้ หากมีสวัสดิการที่ทำงานอยู่แล้ว สามารถเลือกเพิ่มความคุ้มครองประกันสุขภาพ OPD (กรณีเจ็บป่วย) ได้สูงสุดถึง 4,000 บาทต่อวันต่อครั้ง
Krungsri The COACH แนะนำ : ประกันสุขภาพ “กรุงศรีประกันสุขภาพ ตามใจ พลัส” ตอบโจทย์ครบทั้ง OPD และ IPD
ประกันสุขภาพ OPD คือ ประกันที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เช่น ค่าหมอ ค่ายา หรือค่าตรวจวินิจฉัยในชีวิตประจำวัน
การเลือกประกันให้เหมาะสมตามคำแนะนำของ Krungsri The COACH ควรเริ่มจาก
- ประเมินความต้องการของตัวเอง
- เปรียบเทียบราคา
- ตรวจสอบเครือข่ายสถานพยาบาล เพื่อให้ใช้สิทธิ์ได้สะดวก
- อย่าลืมอ่านรายละเอียดกรมธรรม์ให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจ
รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประกันสุขภาพ OPD
โดยทั่วไปแล้ว ประกันสุขภาพ OPD สามารถใช้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลที่คลินิกเอกชนได้ นอกเหนือจากการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญคือคลินิกนั้น ๆ ต้องเป็นสถานพยาบาลในเครือข่ายของบริษัทประกันที่คุณทำไว้ หากเข้ารับการรักษาในเครือข่าย มักจะได้รับความสะดวกสบาย ไม่ต้องสำรองจ่าย แต่หากเป็นคลินิกนอกเครือข่าย อาจต้องจ่ายเงินไปก่อนแล้วนำใบเสร็จมาเบิกคืนภายหลัง
โดยทั่วไป ประกันสุขภาพ OPD จะให้ความคุ้มครองครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับยาที่แพทย์สั่งจ่ายเพื่อการรักษาตามความจำเป็นทางการแพทย์ ซึ่งค่ายานี้จะถูกรวมอยู่ในวงเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกต่อครั้ง หรือวงเงินเหมาจ่ายต่อปี ตามแผนประกันที่คุณเลือกซื้อไว้แล้ว หากค่ารักษาพยาบาลรวมค่ายาแล้วไม่เกินวงเงินความคุ้มครองที่กำหนด คุณก็ไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง
ประกันสุขภาพ OPD ส่วนใหญ่มีระยะเวลารอคอย (Waiting Period) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กรมธรรม์ยังไม่คุ้มครองการเจ็บป่วยด้วยโรคทั่วไปหลังจากที่กรมธรรม์เริ่มมีผลบังคับ โดยทั่วไปสำหรับโรคทั่วไป เช่น ไข้หวัด หรือท้องเสีย จะมีระยะเวลารอคอยประมาณ 30 วัน อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองสำหรับการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ มักจะเริ่มต้นคุ้มครองทันที หรือเกือบทันทีหลังกรมธรรม์มีผลบังคับ
อ้างอิง
หมายเหตุ *ข้อมูลนี้เป็นเพียงการให้ความรู้เชิงหลักการและการจำลองสถานการณ์เบื้องต้นเท่านั้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุนเป็นการเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้ แนะนำให้ท่านปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้วางแผนการลงทุนที่ได้รับอนุญาต เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของท่านก่อนดำเนินการใด ๆ