รับมือถูกเลิกจ้างกะทันหัน สรุปเงินชดเชยเลิกจ้างที่ลูกจ้างควรรู้

Posted On 28 เมษายน 2569
By Krungsri Academy
การถูกจ้างออก หรือเลิกจ้างกะทันหันเป็นฝันร้ายที่มนุษย์เงินเดือนไม่มีใครอยากเจอ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน และคาดเดาได้ยาก เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่เป็นการตั้งสติ และทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ของตัวเองให้ชัดเจน
ในบทความนี้ Krungsri The COACH จะมาสรุปเรื่องกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับการเลิกจ้างแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้ทันสิทธิของตนเอง และรู้ว่าเงินชดเชยเลิกจ้างที่สมควรได้รับมีอะไรบ้าง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจ
เข้าใจความต่าง เลิกจ้างปกติ VS เลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า การเลิกจ้างปกติ คือการที่นายจ้างตกลงใจไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อ และไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะบริษัทขาดทุน ปิดกิจการ หรือปรับลดขนาดองค์กร (Layoff) ซึ่งในกรณีนี้หากลูกจ้างไม่ได้เป็นฝ่ายทำผิดกฎหมายแรงงาน นายจ้างมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้างให้กับลูกจ้างอย่างถูกต้องตามเกณฑ์อายุงานที่ทำมา
ส่วนการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม คือการที่นายจ้างให้ออกโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกระทำผิดร้ายแรงของลูกจ้าง หรือเป็นการเอาเปรียบ เช่น เลิกจ้างเพราะลูกจ้างตั้งครรภ์ หรืออ้างว่าทำผิดทั้งที่ไม่ได้ทำผิดจริง ในกรณีนี้ นอกจากลูกจ้างจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชยเลิกจ้างตามปกติแล้ว ยังสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติมจากการถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมได้อีกด้วย
ถูกให้ออกแบบไม่ได้ทำผิดกฎ ได้สิทธิรับเงินชดเชยเลิกจ้างเท่าไร ?
หากถูกเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้กระทำความผิดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยเลิกจ้างให้กับลูกจ้าง โดยจะคำนวณจากอายุงานที่ทำมาต่อเนื่อง และฐานเงินเดือนในอัตราสุดท้าย ซึ่งมีเกณฑ์ และสิทธิต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
อัตราค่าชดเชยตามอายุงาน
กฎหมายได้กำหนดสัดส่วนการจ่ายเงินชดเชยตามอายุงานไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ลูกจ้างมีเงินทุนสำรองไว้ใช้จ่ายระหว่างการหางานใหม่ ดังนี้
- ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้รับเงินชดเชย 30 วัน (1 เดือน)
- ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้รับเงินชดเชย 90 วัน (3 เดือน)
- ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้รับเงินชดเชย 180 วัน (6 เดือน)
- ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้รับเงินชดเชย 240 วัน (8 เดือน)
- ทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้รับเงินชดเชย 300 วัน (10 เดือน)
- ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับเงินชดเชย 400 วัน
สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ห้ามลืมเรียกร้อง
นอกเหนือจากเงินชดเชยเลิกจ้างก้อนหลักแล้ว ลูกจ้างยังมีสิทธิได้รับเงินส่วนอื่น ๆ ที่นายจ้างค้างชำระ หรือเป็นสิทธิพึงมีตามกฎหมาย ซึ่งห้ามลืมเรียกร้องเด็ดขาด ได้แก่
- สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าตกใจ) : หากนายจ้างให้ออกกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดการจ่ายเงิน จะต้องจ่ายเงินส่วนนี้ชดเชยให้
- ค่าจ้างค้างจ่าย : รวมถึงค่าล่วงเวลา (OT) และค่าทำงานในวันหยุดที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย
- ค่าหยุดพักผ่อนประจำปี (ลาพักร้อน) : สัดส่วนวันลาพักร้อนสะสม หรือคงเหลือที่ยังไม่ได้ใช้ นายจ้างต้องคำนวณจ่ายคืนเป็นเงิน
เงินชดเชยกรณีเลิกจ้างต้องนำไปเสียภาษีหรือไม่ ?
ประเด็นเรื่องภาษีเป็นสิ่งที่หลายคนมักกังวลเมื่อได้รับเงินก้อนจากการถูกให้ออก ข่าวดีคือทางรัฐบาลได้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อช่วยบรรเทาภาระให้กับลูกจ้างกลุ่มนี้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นมา มีข้อกำหนดว่า เงินชดเชยกรณีเลิกจ้างในส่วนที่ไม่เกินค่าจ้างการทำงาน 400 วันสุดท้าย และมีจำนวนเงินรวมกันไม่เกิน 600,000 บาท จะได้รับสิทธิ “
ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ซึ่งหมายความว่า หากเงินชดเชยที่ได้รับมาอยู่ในเกณฑ์ดังกล่าว ก็ไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีแต่อย่างใด แต่หากได้รับเกินกว่าเกณฑ์นี้ ให้นำเฉพาะส่วนที่เกินมาคำนวณภาษีรวมกับรายได้อื่น ๆ ตามปกติ
นอกจากนี้ สำหรับใครที่เคยถูกเลิกจ้าง และเผลอนำเงินชดเชยในส่วนที่ได้รับการยกเว้นตามเกณฑ์ใหม่นี้ไปเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องเสียดายไป เพราะสามารถทำเรื่องยื่นขอคืนภาษีย้อนหลังได้ ภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากวันสุดท้ายของกำหนดการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในปีนั้น ๆ
กรณีไหนบ้างที่ถูกให้ออกแล้วไม่ได้ “เงินชดเชยกรณีเลิกจ้าง”
แม้กฎหมายจะคุ้มครองลูกจ้างอย่างเต็มที่ แต่ก็มีข้อยกเว้นหากลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรงตามมาตรา 119 ซึ่งทำให้นายจ้างมีสิทธิเลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยกรณีเลิกจ้างใด ๆ ได้แก่
- ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง : เช่น ยักยอกเงินบริษัท ขโมยทรัพย์สิน หรือทำร้ายร่างกายนายจ้าง
- จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย : กระทำการใด ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าจะส่งผลเสียต่อบริษัทอย่างจงใจ
- ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง : ละทิ้งความระมัดระวังจนเกิดความเสียหายมูลค่ามหาศาลต่อธุรกิจ
- ฝ่าฝืนข้อบังคับการทำงาน กฎระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย : โดยนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (หนังสือเตือนมีผลบังคับไม่เกิน 1 ปี) เว้นแต่เป็นกรณีร้ายแรงที่นายจ้างไม่จำเป็นต้องเตือนล่วงหน้า
- ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน : ขาดงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ว่าจะติดวันหยุดคั่นกลางหรือไม่ก็ตาม
- ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด : หากเป็นความผิดที่ทำโดยประมาทหรือลหุโทษ ต้องเป็นกรณีที่ทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายร่วมด้วย
โดนเบี้ยวค่าชดเชย หรือเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ต้องทำอย่างไร ?
หากโชคร้ายเจอสถานการณ์ที่ถูกเลิกจ้างกะทันหันแล้วนายจ้างปฏิเสธการจ่ายค่าชดเชย หรือเป็นการให้ออกอย่างไม่เป็นธรรม สิ่งสำคัญคือต้องรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่มี ไม่ว่าจะเป็น สัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน จดหมายบอกเลิกจ้าง หรือข้อความการสนทนาทางแชต เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการเรียกร้องสิทธิตามกฎหมาย
วิธีแรกในการแก้ปัญหาคือ การเดินทางไปร้องเรียนต่อ “
พนักงานตรวจแรงงาน” ที่สำนักงานสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ที่สำนักงานของนายจ้างตั้งอยู่ เจ้าหน้าที่จะทำการเรียกนายจ้างมาสอบถามข้อเท็จจริง และมีอำนาจออกคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยตามสิทธิที่ลูกจ้างควรได้รับ ซึ่งกระบวนการนี้มักจะช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้จบลงได้
แต่หากการเจรจาไม่เป็นผล หรือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก ลูกจ้างสามารถนำเรื่องไปยื่นฟ้องต่อ “
ศาลแรงงาน” ได้โดยตรง ซึ่งการฟ้องคดีศาลแรงงานนั้นออกแบบมาให้เข้าถึงง่าย ลูกจ้างสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องใช้ทนายความ เป็นกระบวนการที่ไม่มีค่าใช้จ่าย และหากศาลพิจารณาเห็นว่าถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจริง ศาลอาจมีคำสั่งให้นายจ้างรับกลับเข้าทำงาน หรือจ่ายค่าเสียหายเพิ่มเติมชดเชยความเดือดร้อนให้ตามความเหมาะสม
4 สเต็ปตั้งรับ และวางแผนชีวิต เมื่อถูกเลิกจ้างกะทันหัน
การถูกเลิกจ้างอาจทำให้ชีวิตสะดุด แต่ถ้ามีการวางแผนตั้งรับที่ดี ก็จะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ ลองนำ 4 สเต็ปนี้ไปปรับใช้เพื่อจัดการชีวิต และสภาพคล่องทางการเงินให้เป็นระบบมากขึ้น
1. ตั้งสติ และจัดการอารมณ์
ความตกใจ และเสียใจเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่อย่าปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบมาทำลายโอกาสในอนาคต หลีกเลี่ยงการโพสต์ด่าทอบริษัทลงโซเชียลมีเดีย เพราะอาจส่งผลเสียต่อประวัติการทำงาน และเป็นอุปสรรคต่อการหางานใหม่ ควรดึงสติกลับมา โฟกัสไปที่การรวบรวมเอกสารเลิกจ้าง และหลักฐานทางการเงินต่าง ๆ ให้ครบถ้วนเพื่อรักษาสิทธิของตัวเองให้ดีที่สุด
2. รีบขึ้นทะเบียนคนว่างงาน
อย่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลย รีบดำเนินการขึ้นทะเบียนคนว่างงานผ่านระบบ e-Service ของกรมการจัดหางาน ภายใน 30 วันนับจากวันที่ถูกให้ออกจากงาน เพื่อรักษาสิทธิในการรับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะช่วยให้มีเงินช่วยเหลือเข้ามาบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนระหว่างที่กำลังมองหางานใหม่
3. สำรวจภาระหนี้สิน และรัดเข็มขัด
เมื่อรายรับหลักหายไป ต้องรีบกางหน้าตักสำรวจภาระค่าใช้จ่าย และหนี้สินที่มีทั้งหมดทันที เริ่มจากการตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นออก นำเงินก้อนที่ได้จากการเลิกจ้างมาจัดสรรเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน และหากมีหนี้สินผูกพัน เช่น หนี้บ้าน หนี้รถ ควรติดต่อธนาคารเจ้าหนี้โดยเร็วที่สุดเพื่อขอรับคำปรึกษา หรือขอพักชำระหนี้ชั่วคราว ดีกว่าการปล่อยให้ผิดนัดชำระจนเสียประวัติ
4. พัฒนาทักษะ และเปิดโอกาสให้ตัวเอง
ใช้เวลาว่างที่มีในตอนนี้ให้เป็นประโยชน์ที่สุดด้วยการอัปเดตเรซูเม่ให้โดดเด่น ค้นหาจุดแข็งของตัวเอง และลงเรียนคอร์สเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ ๆ (Upskill/Reskill) ที่ตลาดแรงงานกำลังต้องการ การเปิดรับความรู้ใหม่นอกจากจะช่วยเพิ่มความมั่นใจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งานที่อาจเข้ามาได้ทุกเมื่อ
Krungsri The COACH แนะนำ : พักเงินชดเชยที่บัญชีออมทรัพย์ มีแต่ได้ ออนไลน์ รับดอกเบี้ยทุกเดือน
เมื่อได้รับเงินชดเชยเลิกจ้างก้อนสุดท้ายมาแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงรองานใหม่คือการรักษาสภาพคล่อง และความปลอดภัยของเงินก้อนนี้ ไม่ควรนำไปลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงจนอาจสูญเงินต้น แต่ควรเลือกเก็บไว้ในบัญชีที่สามารถเบิกถอนมาใช้จ่ายได้ทันทีในยามฉุกเฉิน และยังช่วยสร้างผลตอบแทนให้เงินงอกเงย Krungsri The COACH ขอแนะนำให้พักเงินไว้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล “
มีแต่ได้ ออนไลน์” จากธนาคารกรุงศรี ที่ตอบโจทย์การเก็บเงินสำรองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยจุดเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้
- รับดอกเบี้ยสูงตั้งแต่บาทแรก : ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง 1.35% ต่อปี (สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท) ช่วยให้เงินสำรองงอกเงยได้อย่างยั่งยืน
- จ่ายดอกเบี้ยให้ชื่นใจทุกเดือน : ระบบจะคำนวณดอกเบี้ยจากยอดเงินฝากคงเหลือ ณ สิ้นวัน และทำการจ่ายดอกเบี้ยเข้าบัญชีให้ทุกเดือน ช่วยสร้างกระแสเงินสดเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ากระเป๋าอย่างสม่ำเสมอ
- สภาพคล่องสูง ถอนได้ไม่จำกัด : มอบอิสระในการจัดการเงินอย่างเต็มที่ สามารถโอน จ่าย หรือถอนเงินออกมาใช้จ่ายได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
- เปิดบัญชีง่าย ไม่ต้องไปสาขา : สะดวกและรวดเร็ว ไม่มีขั้นต่ำในการเปิดบัญชี สามารถสมัครออนไลน์ผ่าน krungsri app และยืนยันตัวตนผ่านระบบ NDID หรือที่จุดบริการ Krungsri i-CONFIRM ได้เลย
วิกฤตการถูกเลิกจ้างอาจดูเป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นคลอนความมั่นคงในชีวิต แต่หากมีสติ เข้าใจสิทธิทางกฎหมาย และรู้จักวางแผนบริหารจัดการเงินก้อนสุดท้ายที่ได้มาอย่างรอบคอบ วิกฤตนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงจุดแวะพักสั้น ๆ เพื่อให้ได้ทบทวนตัวเอง และกระโดดไปสู่เส้นทางใหม่ที่ดีกว่าเดิม Krungsri The COACH ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างแข็งแกร่ง และมั่นคง
อ้างอิง