เจาะลึกดาวโจนส์ (DJIA) ดัชนีหุ้นระดับโลกที่นักลงทุนต้องรู้
รอบรู้เรื่องลงทุน

เจาะลึกดาวโจนส์ (DJIA) ดัชนีหุ้นระดับโลกที่นักลงทุนต้องรู้

icon-access-time Posted On 28 ตุลาคม 2569
By Krungsri The COACH
เวลาฟังข่าวเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นต่างประเทศ หลายคนน่าจะคุ้นหูกับชื่อ “ดัชนีดาวโจนส์” ที่มักมาพร้อมตัวเลขสีเขียวสีแดง บอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังขึ้นหรือลง แต่รู้ไหมว่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แค่บอกความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเท่านั้น ยังช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมเศรษฐกิจและโอกาสในการลงทุนได้อีกด้วย

Krungsri The COACH จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJIA) พร้อมแนะนำวิธีเริ่มต้นลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อคว้าโอกาสสร้างผลตอบแทน

ดัชนีดาวโจนส์คืออะไร ย้อนรอยดัชนีระดับตำนานของสหรัฐฯ

หุ้นดาวโจนส์คือ

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average : DJIA) คือดัชนีที่ใช้ชี้วัดความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 1896 ถือเป็นหนึ่งในดัชนีตลาดหุ้นที่มีความเก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในโลก

ดัชนีดาวโจนส์มักถูกใช้เป็นตัวแทนในการสะท้อนทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่ชั้นนำ

ปัจจุบัน ดัชนีดาวโจนส์ประกอบไปด้วยบริษัทชั้นนำ หรือที่เรียกกันว่าหุ้นบลูชิพ (Blue-chip) จำนวน 30 บริษัท ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และแนสแด็ก (Nasdaq)

แม้จะมีจำนวนบริษัทเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับหุ้นทั้งหมดในตลาด แต่ทั้ง 30 บริษัทนี้ล้วนเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลสูง และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก การขยับขึ้นลงของดัชนีดาวโจนส์จึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางตลาดหุ้นประเทศอื่น ๆ

ทำความรู้จักบริษัทยักษ์ใหญ่ในดัชนีดาวโจนส์

ดัชนีดาวโจนส์

เกณฑ์คัดเลือกบริษัทเข้าดัชนีดาวโจนส์


บริษัทที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นองค์ประกอบของดัชนีดาวโจนส์ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการ โดยไม่ได้ตัดสินจากขนาดของบริษัทหรือมูลค่าตลาดเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาปัจจัยด้านอื่นด้วย เพื่อให้ดัชนียังคงสะท้อนภาพของบริษัทชั้นนำและโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้อย่างเหมาะสม โดยปัจจัยสำคัญที่นำมาพิจารณา ได้แก่
  • เป็นบริษัทที่จดทะเบียน และมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา
  • เป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลก และมีความมั่นคงทางการเงินสูง
  • มีประวัติการเติบโตของรายได้ และผลกำไรที่ยั่งยืนต่อเนื่อง
  • เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมหลักในเศรษฐกิจสหรัฐฯ (ยกเว้นกลุ่มขนส่ง และสาธารณูปโภค ซึ่งมีดัชนีแยกเฉพาะ)

ตัวอย่างบริษัทชั้นนำในดัชนีดาวโจนส์

 
บริษัทดัชนีดาวโจนส์

บริษัทที่อยู่ในดัชนีนี้ล้วนเป็นแบรนด์ที่เราคุ้นเคย และใช้บริการกันอยู่ในชีวิตประจำวัน ลองมาดูตัวอย่างบริษัทที่โดดเด่นในแต่ละอุตสาหกรรมกัน
  • กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ : Apple (ผู้นำด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์), Microsoft (ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระดับโลก)
  • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค : McDonald's (เครือร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด), Coca-Cola (แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก)
  • กลุ่มการเงิน และบริการ : Visa (ผู้ให้บริการเครือข่ายการชำระเงิน), JPMorgan Chase (สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่)
  • กลุ่มสุขภาพ และยา : Johnson & Johnson (ผู้ผลิตสินค้าดูแลสุขภาพ), UnitedHealth Group (บริษัทบริหารจัดการสุขภาพ)

วิธีคำนวณดัชนีดาวโจนส์แบบเข้าใจง่าย

ดัชนีดาวโจนส์มีวิธีคำนวณที่แตกต่างจากดัชนีหุ้นส่วนใหญ่ที่มักจะใช้วิธีถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด โดยดัชนีดาวโจนส์จะใช้วิธีที่เรียกว่า การถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น (Price-Weighted Index) พูดง่าย ๆ คือ หุ้นบริษัทไหนที่มีราคาซื้อขายต่อหุ้นสูงกว่า จะมีอิทธิพลในการดึงให้ดัชนีภาพรวมขึ้นหรือลงได้มากกว่าหุ้นที่มีราคาต่ำ

วิธีการคำนวณจะนำราคาหุ้นของทั้ง 30 บริษัทมารวมกัน แล้วหารด้วยตัวเลขเฉพาะที่เรียกว่า “Dow Divisor” ซึ่งตัวหารนี้จะถูกปรับปรุงอยู่เสมอเวลาที่บริษัทมีการแตกพาร์หุ้น หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเลขดัชนีเกิดความผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

ดาวโจนส์ S&P 500 และ Nasdaq ต่างกันอย่างไร

เมื่อพูดถึงดัชนีดาวโจนส์ นักลงทุนมักจะได้ยินชื่อดัชนีหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกสองตัวควบคู่กันมาเสมอ ได้แก่ S&P 500 และ Nasdaq ลองมาเปรียบเทียบความแตกต่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าแต่ละดัชนีมีจุดเด่นอย่างไร
 
‌
ดัชนี จำนวนบริษัท ลักษณะหุ้นในดัชนี วิธีคำนวณ
Dow Jones (DJIA) 30 บริษัท บริษัทขนาดใหญ่ (บลูชิพ) ที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรม ถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น
S&P 500 500 บริษัท บริษัทขนาดใหญ่หลากหลายกลุ่ม สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจได้กว้าง ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดรวม
Nasdaq (Nasdaq 100) 100 บริษัท เน้นกลุ่มเทคโนโลยี นวัตกรรม และบริษัทเติบโตสูง (ไม่รวมสถาบันการเงิน) ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดรวม

3 ปัจจัยเศรษฐกิจที่กระทบความผันผวนของดัชนีดาวโจนส์

ความผันผวนดัชนีดาวโจนส์

แม้จะเป็นศูนย์รวมบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ดัชนีดาวโจนส์ก็ยังปรับตัวขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่เสมอ ลองมาดู 3 ปัจจัยหลักที่นักลงทุนต้องคอยจับตามองเพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนกัน

1. นโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ย (FED)


การตัดสินใจปรับขึ้น หรือลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการทำธุรกิจ เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น บริษัทต่าง ๆ จะมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ทำให้กำไรลดลง และกดดันให้ราคาหุ้นปรับตัวลง ในทางกลับกัน หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จะเป็นการกระตุ้นให้ธุรกิจขยายการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นกลับมาคึกคัก และดัชนีมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น

2. ตัวเลขเศรษฐกิจ และเหตุการณ์โลก


ข้อมูลตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการเติบโตของ GDP ตัวเลขการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่นักลงทุนจับตามอง รวมถึงเหตุการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อตกลงการค้า และการเลือกตั้งผู้นำประเทศ สิ่งเหล่านี้สามารถสร้างความกังวลหรือความเชื่อมั่น ซึ่งทำให้เกิดแรงเทขายหรือแรงซื้อที่ส่งผลต่อความผันผวนของดัชนีได้ทันที

3. ผลประกอบการของบริษัท (Earnings)


เนื่องจากดัชนีดาวโจนส์คำนวณจากหุ้นเพียง 30 ตัว ผลประกอบการ และทิศทางการเติบโตของบริษัทเหล่านี้จึงมีน้ำหนักมาก หากบริษัทยักษ์ใหญ่ประกาศผลกำไรที่เติบโตทะลุเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ ดัชนีก็มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นรับข่าวดี แต่ถ้าผลประกอบการออกมาน่าผิดหวัง หรือมีการปรับลดคาดการณ์รายได้ในอนาคต ก็อาจฉุดให้ดัชนีร่วงลงได้เช่นกัน

ทำไมนักลงทุนไทยถึงควรมีดัชนีดาวโจนส์ติดพอร์ตไว้

การลงทุนอ้างอิงดัชนีดาวโจนส์ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงออกนอกประเทศที่ดี ช่วยลดผลกระทบในสภาวะที่ตลาดหุ้นในประเทศมีความผันผวน นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้พอร์ตการลงทุนได้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจระดับโลกที่มีความแข็งแกร่ง มีนวัตกรรม และมีความสามารถในการแข่งขันสูง

มีช่องทางไหนบ้างที่ลงทุนตามดัชนีดาวโจนส์ได้

ลงทุนดัชนีดาวโจนส์

แม้ดัชนีดาวโจนส์จะเป็นเพียงตัวเลขทางสถิติที่ไม่สามารถซื้อขายได้โดยตรง แต่นักลงทุนก็สามารถเข้าถึงผลตอบแทนของบริษัทในดัชนีนี้ได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ดังนี้
  • ซื้อหุ้นรายตัวผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศ : เลือกซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในดัชนีโดยตรง (ต้องเปิดพอร์ตการลงทุนต่างประเทศ)
  • ซื้อ ETF ต่างประเทศที่อ้างอิงดัชนีนี้ : เป็นการซื้อกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น กองทุน State Street SPDR Dow Jones Industrial Average ETF Trust (DIA)
  • ลงทุนผ่านกองทุนรวมในไทยที่ลงทุนหุ้นบลูชิพสหรัฐฯ : เป็นอีกทางเลือกที่ง่าย และสะดวกสำหรับคนไทย โดยใช้เงินเริ่มต้นไม่มาก บริหารงานโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเริ่มต้นขยายโอกาสการลงทุนไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องเวลา และเงินทุน การเลือกใช้ช่องทางกองทุนรวมในไทย ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ และเริ่มต้นได้ง่าย ๆ

Krungsri The COACH แนะนำ : เริ่มต้นลงทุนหุ้นบลูชิพสหรัฐฯ ด้วยกองทุนรวม

แม้ยุคนี้การซื้อหุ้นสหรัฐฯ จะทำได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว แต่สำหรับคนที่ไม่มีเวลาเฝ้าจอ หรือไม่อยากเลือกหุ้นรายตัวเอง การลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ที่เน้นหุ้นบลูชิพ ถือเป็นตัวช่วยที่ประหยัดเวลา เพราะได้คว้าโอกาสเติบโตไปกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในดัชนีดาวโจนส์แบบครบจบในที่เดียว

Krungsri The COACH ขอแนะนำ 2 กองทุนเด่นที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์สไตล์คุณ ดังนี้
 
‌
  สายเกาะตลาด (Passive) สายชนะตลาด (Active)
ชื่อกองทุน กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส ดีเจไอ (ชนิดสะสมมูลค่า)
SCBDJI(A)
กองทุนเปิดกรุงศรียูเอสซีเล็คอิควิตี้พลัส-สะสมมูลค่า
KF-US-PLUS-A
กองทุนหลัก (Master Fund) SPDR Dow Jones Industrial Average ETF Trust JPMorgan Funds - US Select Equity Plus Fund
จุดเด่น ลงทุนครอบคลุมหุ้นบลูชิพสหรัฐฯ
ลงทุนในหุ้นตามดัชนี Dow Jones ซึ่งครอบคลุมหุ้นบลูชิพของสหรัฐฯ
คัดหุ้นเด่น เน้นคุณภาพ
ให้ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก JPMorgan คัดเลือกหุ้นชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าตลาด
ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) 6 (เสี่ยงสูง)
นโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedge) ป้องกันความเสี่ยง FX เต็มจำนวน (ไม่น้อยกว่า 90%) ป้องกันความเสี่ยง FX ตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน (ไม่คงที่)
เหมาะกับใคร ผู้ที่ไม่สามารถรับความผันผวนด้าน FX หรือคนที่ไม่มีเวลาตามตลาด ผู้ที่รับความผันผวนได้สูง และคาดหวังผลตอบแทนที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยตลาด
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

KF-US-PLUS-A ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมก่อนทำการลงทุน

หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนให้กับ บลจ.กรุงศรี และ บลจ.ไทยพาณิชย์ เท่านั้น สอบถามข้อมูลและขอคำแนะนำกับผู้เชี่ยวชาญการลงทุนได้ที่สาขาธนาคารหรือ โทร 0 2296 5959

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการดัชนีดาวโจนส์

คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับดัชนีดาวโจนส์ ทำให้นักลงทุนสามารถเก็งกำไรทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ทั้งในช่วงขาขึ้น และขาลง โดยสามารถซื้อขายได้เกือบตลอด 24 ชั่วโมง นักลงทุนจึงนิยมใช้เพื่อดูแนวโน้มก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเปิดทำการ
ดัชนีดาวโจนส์จะติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดใหญ่เพียง 30 แห่ง และคำนวณโดยใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น ในขณะที่ S&P 500 จะติดตามบริษัทที่หลากหลายถึง 500 แห่ง และคำนวณโดยถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดรวม ทำให้ S&P 500 สะท้อนภาพรวมตลาดที่กว้างกว่า
ดัชนีดาวโจนส์เป็นมาตรวัดตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา โดยรวบรวมบริษัทชั้นนำระดับประเทศที่จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและแนสแด็ก


อ้างอิง
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา