เจาะลึกตลาดหมี ตลาดกระทิง วิเคราะห์สภาวะตลาดก่อนลงทุน
รอบรู้เรื่องลงทุน

เจาะลึกตลาดหมี ตลาดกระทิง วิเคราะห์สภาวะตลาดก่อนลงทุน

icon-access-time Posted On 02 ตุลาคม 2569
By Krungsri The COACH
เวลาอ่านข่าวเศรษฐกิจ หรือหาข้อมูลเรื่องการลงทุน มือใหม่หลายคนมักจะเห็นคำศัพท์อย่าง “ตลาดหมี” และ “ตลาดกระทิง” โผล่มาให้เห็นอยู่บ่อย ๆ จนอาจเกิดความสับสนว่า สัตว์สองตัวนี้มาเกี่ยวอะไรกับเงินในกระเป๋าของเรา แล้วเวลาที่ตลาดผันผวนหนัก เราควรจะจัดพอร์ตรับมืออย่างไรดี

Krungsri The COACH จะพาไปถอดรหัสกันแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่าแท้จริงแล้ว ตลาดหมี ตลาดกระทิง คืออะไร เกิดจากปัจจัยไหน พร้อมแนะนำกลยุทธ์ที่ทำตามได้จริง เพื่อให้พอร์ตของคุณอยู่รอด และเติบโตได้ ไม่ว่าตลาดจะอยู่ในสภาวะไหนก็ตาม

ทำความรู้จักตลาดหมี และตลาดกระทิง

Bear Vs Bull Market

ก่อนที่จะไปดูวิธีรับมือ เรามาทำความเข้าใจความหมาย และที่มาของสัตว์สองตัวนี้ในโลกการลงทุนกันก่อน

ตลาดกระทิง (Bull Market/Bull Run) คืออะไร ?

 
ตลาดกระทิง (Bull Market/Bull Run) คือ

ตลาดกระทิง คือ “สภาวะตลาดขาขึ้น” เป็นช่วงที่นักลงทุนมีความมั่นใจสูง มองเห็นอนาคตที่สดใส ทำให้มีคนอยากซื้อมากกว่าคนอยากขาย ดันให้ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุที่เปรียบเทียบกับกระทิง เพราะเวลาที่กระทิงต่อสู้ มันจะใช้เขาขวิด “ดันขึ้น” ไปด้านบน ซึ่งเหมือนกับกราฟราคาสินทรัพย์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นนั่นเอง

ตลาดหมี (Bear Market) คืออะไร ?


ตลาดหมี คือ “สภาวะตลาดขาลง” เป็นช่วงที่นักลงทุนมีความกังวล ไม่มั่นใจในสถานการณ์เศรษฐกิจ และพากันเทขายสินทรัพย์ออกมา ทำให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง (มักจะวัดจากการที่ราคาตกลงเกิน 20% จากจุดสูงสุด)

สาเหตุที่เปรียบเทียบกับหมี เพราะเวลาที่หมีจู่โจม มันจะใช้กรงเล็บตะปบ “กดลง” สู่พื้นดิน ซึ่งเหมือนกับทิศทางของกราฟที่กำลังร่วงลงมา

ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดตลาดหมี และตลาดกระทิง

สภาวะตลาดไม่ได้เกิดขึ้นเองลอย ๆ แต่มีเบื้องหลังมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค และสภาพจิตใจของนักลงทุนในขณะนั้น ลองมาดูตารางเปรียบเทียบปัจจัยที่ทำให้เกิดตลาดทั้ง 2 ฝั่งกัน
 
‌
ปัจจัยที่กดดันให้เกิดตลาดหมี (Bear Market) ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดตลาดกระทิง (Bull Market)
วิกฤตเศรษฐกิจ หรือโรคระบาด ทำให้ธุรกิจชะลอตัว คนตกงาน เศรษฐกิจขยายตัว ธุรกิจมีกำไร อัตราการว่างงานต่ำ
อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง และดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้คนดึงเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปเก็บในสินทรัพย์ปลอดภัย อัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมถูก คนจึงนำเงินมาลงทุนมากขึ้น
รัฐบาลออกนโยบาย หรือกฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งสร้างความกดดันต่อการเติบโตของธุรกิจ มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนจากนโยบายรัฐ
มีข่าวร้ายที่ทำให้นักลงทุนตกใจ และเทขาย เกิดนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สร้างความตื่นเต้นให้ตลาด
นักลงทุนกลัวการขาดทุน จึงถือเงินสดแทน นักลงทุนเชื่อมั่นว่าตลาดจะไปต่อได้อีก

เช็กสัญญาณตลาดหมี และตลาดกระทิง

สัญญาณตลาดหมี และตลาดกระทิง

ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ตลาดการลงทุนก็เช่นกัน สภาวะขาขึ้น หรือขาลงย่อมมีวันสิ้นสุด มาดูกันว่า สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าตลาดกำลังจะเปลี่ยนทิศทาง

เมื่อไรที่ Bull Market จะหมดรอบ ?


การที่ราคาหุ้นตกลงมาเล็กน้อยระหว่างทางอาจเป็นแค่การพักตัวชั่วคราว แต่ตลาดกระทิงมักจะจบลงจริง ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงไม่คาดฝันระดับโลก (เช่น วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง) หรืออีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อราคาสินทรัพย์ถูกปั่นให้พุ่งสูงเกินความเป็นจริงไปมาก (เกิดภาวะฟองสบู่) จนนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มรู้สึกว่าราคาแพงเกินไป และพากันเทขายเพื่อเก็บกำไรเอาไว้ ทำให้กราฟเริ่มหักหัวลง

สัญญาณฟื้นตัวที่บอกว่า Bear Market กำลังจะจบลง


ในความเป็นจริง ไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดของตลาดอยู่ตรงไหน แต่ตลาดหมีมักจะเริ่มฟื้นตัวเมื่อราคาสินทรัพย์ตกลงมาจนถึงจุดที่ “ถูก และคุ้มค่า” ทำให้กลุ่มคนที่เน้นลงทุนระยะยาวเริ่มมองเห็นโอกาส และกลับเข้ามาทยอยซื้อสะสม ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจที่เริ่มมีแนวโน้มกลับมาดีขึ้น นโยบายทางการเงินเริ่มผ่อนคลาย เมื่อมีแรงซื้อกลับเข้ามาเรื่อย ๆ ตลาดก็จะค่อย ๆ ฟื้นตัว และเข้าสู่รอบใหม่

เปิด 5 กลยุทธ์รับมือตลาดหมี และตลาดกระทิง

กลยุทธ์รับมือตลาดหมี และตลาดกระทิง

ไม่ว่าคุณจะเจอกับกระทิงที่ดุดัน หรือหมีที่เกรี้ยวกราด 5 กลยุทธ์นี้จะช่วยให้พอร์ตของคุณรับมือได้ทุกสถานการณ์

1. เตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อมเสมอ


ก่อนนำเงินไปลงทุน ควรมีเงินสดสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อเป็นเบาะรองรับยามฉุกเฉิน วิธีนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องบีบตัวเองให้จำใจขายสินทรัพย์ออกมาในตอนที่พอร์ตกำลังติดลบ หรืออยู่ในช่วงตลาดหมี

2. กระจายความเสี่ยง (Asset Allocation)


ควรแบ่งสัดส่วนเงินลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก (เช่น ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์) เพราะเมื่อสินทรัพย์หนึ่งราคาตก อาจจะมีอีกสินทรัพย์หนึ่งที่ราคาขึ้นมาช่วยพยุงพอร์ตเอาไว้ได้

3. เลือกลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA)


การทยอยซื้อทุกเดือนด้วยจำนวนเงินที่เท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ (Dollar-Cost Averaging) เป็นวิธีที่ช่วยลดความผันผวนได้ดีเยี่ยม เพราะคุณจะได้ซื้อของน้อยลงเมื่อราคาแพง (ในตลาดกระทิง) และได้ซื้อของมากขึ้นเมื่อราคาถูก (ในตลาดหมี) โดยไม่ต้องมาคอยนั่งกะเก็งจับจังหวะตลาดให้ปวดหัว

4. มองภาพระยะยาว ไม่หวั่นไหวกับความผันผวน


การมีสติ และมีวินัยคือหัวใจสำคัญ พยายามยึดเป้าหมายระยะยาวเป็นหลัก ไม่วิ่งไล่ซื้อตามกระแสเพียงเพราะกลัวตกรถในตลาดกระทิง และไม่ตื่นตระหนกตกใจรีบเทขายทิ้งในตลาดหมีจนทำให้ขาดทุนจริง

5. หมั่นทบทวน และปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance)

 
Rebalance

เมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนสินทรัพย์ในพอร์ตอาจผิดเพี้ยนไปจากเดิม (เช่น หุ้นราคาขึ้นจนมีสัดส่วนเกินกำหนด) จึงควรกลับมาทบทวน และปรับสมดุลพอร์ตอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงให้ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้เสมอ

นอกจากการปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอแล้ว อีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของเราแข็งแกร่ง และต้านทานความผันผวนได้ดีขึ้น คือการเลือกธีมการลงทุนที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว ซึ่งหากเราเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และสอดคล้องกับเทรนด์โลก ไม่ว่าตลาดจะปรับตัวเป็นขาขึ้น หรือขาลง ก็ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้

Krungsri The COACH แนะนำ : ธีมการลงทุนแห่งอนาคตที่ออกแบบเพื่อลงทุนในระยะยาวท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง

หากคุณต้องการลงทุนในบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างยั่งยืน Krungsri The COACH ขอแนะนำกองทุนเปิดกรุงศรี Equity Sustainable Global Growth (KFESG)

ทางเลือกในการลงทุนในบริษัทชั้นนำทั่วโลก ที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ในระยะยาว

ข้อมูลของกองทุน KFESG ที่ควรรู้
  • นโยบายลงทุน : เน้นลงทุนในหุ้นบริษัททั่วโลกที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน (ESG) ผ่านกองทุนหลัก AB Sustainable Global Thematic Portfolio (ไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV)
  • ระดับความเสี่ยง : ระดับ 6 (เสี่ยงสูง) พร้อมมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90%
  • จุดเด่นที่น่าสนใจ :
    • เกาะเมกะเทรนด์โลก : ลงทุนในบริษัทคุณภาพ ที่ดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ
    • เจาะ 3 ธีมอนาคต : เน้นเลือกลงทุนในธุรกิจด้านสุขภาพอนามัย (Health) สภาพภูมิอากาศ (Climate) และการเพิ่มศักยภาพให้คนในสังคม (Empowerment)
    • คัดหุ้นแบบเข้มข้น : มุ่งคัดเลือกบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีราคาเหมาะสมตามการประเมินของผู้จัดการกองทุน และมีผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

การมีกองทุนคุณภาพที่มีเป้าหมาย และนโยบายชัดเจนติดพอร์ตไว้ อาจช่วยเสริมความพร้อมในการวางแผนการลงทุนระยะยาวท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
 
กองทุนกรุงศรี

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

สอบถามข้อมูลและขอคําแนะนํากับผู้เชี่ยวชาญการลงทุนได้ที่สาขาธนาคาร หรือ โทร 0 2296 5959

หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุนให้กับ บลจ.กรุงศรี เท่านั้น

สรุปส่งท้าย 3 เคล็ดลับจัดพอร์ตให้สตรอง ต้านทานได้ทุกความผันผวน

วัฏจักรตลาดมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ การเข้าใจว่าตลาดกระทิง และตลาดหมีคืออะไร เป็นเพียงด่านแรกของการลงทุน แต่กุญแจสำคัญที่แท้จริงคือ “การมีวินัย”

Krungsri The COACH ขอฝาก 3 เช็กลิสต์ง่าย ๆ ที่จะช่วยให้พอร์ตของคุณอยู่รอดได้ในทุกวิกฤต
  1. กระจายความเสี่ยงให้เป็น เพื่อลดแรงกระแทกเมื่อตลาดใดตลาดหนึ่งซบเซา
  2. รักษาวินัยด้วย DCA เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนโดยไม่ต้องเหนื่อยจับจังหวะตลาด
  3. มองภาพยาว ไม่หวั่นไหว ไม่ตื่นตระหนกเทขายตอนตลาดตก หรือไล่ซื้อตามกระแสตอนตลาดพุ่งแรง
สรุปแล้ว การวิเคราะห์สภาวะตลาดจะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์ได้ถูกทิศทาง แต่ความมีวินัย และการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งต่างหาก ที่จะเป็นเกราะป้องกันชั้นเยี่ยมให้พอร์ตของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อ้างอิง
pym logo
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา