Startup มือใหม่จะจัดการภาษีอย่างไรดี

By TaxBugnoms
สิ่งหนึ่งที่เหล่า Startup ทั้งหลายมักจะหลงลืมหรือมึนงง นั่นก็คือ “เรื่องการเสียภาษี” พอรู้สึกตัวอีกทีก็แย่แล้ว ทำไมถึงวุ่นวายแบบนี้ ทั้งเอกสารบัญชีพี่สรรพากร และปัญหามากมายอีกร้อยแปด ดังนั้นบทความกรุงศรีกูรูวันนี้ของ @TAXBugnoms เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับว่า ถ้าหากเปิดบริษัท Startup แล้วเราจะจัดการภาษีอย่างไรดี เพื่อให้ชีวิตไม่มีปัญหาที่สุดครับผม
ก่อนอื่นต้องแยกก่อนว่าภาษีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทที่ทำ Startup นั้นจะมีอยู่สองประเภทหลัก ๆ คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล กับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งผมขอเริ่มที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลกันก่อนครับ
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
 
ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัท Startup ที่จดทะเบียนในประเทศไทยนั้นจะคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษีที่เกิดขึ้นในแต่ละปี (ปกติคือรอบวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม) และคูณด้วยอัตราภาษีตามที่กฎหมายกำหนด และบริษัทมีหน้าที่ยื่นนำส่งข้อมูลนี้แก่กรมสรรพากรภายใน 150 วันหลังจากวันปิดรอบบัญชี (ปกติคือวันที่ 30 พฤษภาคม ของปีถัดไป) ด้วยแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50)
สำหรับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลในปัจจุบัน ถ้าเป็นบริษัททั่วไป จะเสียภาษีอยู่ในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าหากเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท จะได้รับสิทธิประโยชน์ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก และได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราพิเศษ 15% สำหรับกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 3,000,000 บาท สำหรับกำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท จะเสียภาษีในอัตราปกติ 20% (อ้างอิงตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 583 พ.ศ. 2558) ถ้าหากรายได้ของ Startup ยังไม่มากนักในช่วงเริ่มแรก การจดทะเบียนในรูปแบบหลังจะช่วยให้ประหยัดภาษีได้มากกว่าครับ
 
กำไรสุทธิ อัตราภาษี
0 - 300,000 บาทแรก ยกเว้น
ตั้งแต่ 300,001 - 3,000,000 บาท 15%
กำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท 20%
แต่มีข่าวล่ามาเร็ว ณ วันที่ผมเขียนบทความนี้ คือ ทางคณะรัฐมนตรีนั้น ตัดสินใจอนุมัติมาตรการยกเว้นภาษีบริษัทจดทะเบียนใหม่ถึง 5 รอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งหนึ่งในกลุ่มนั้น คือ กลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (New Engine of Growth) เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ดิจิตอล และการวิจัยและพัฒนา นั่นแปลว่ากลุ่ม Startup จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีนี้เช่นเดียวกันครับ และเรื่องนี้คงต้องรอติดตามข้อกฎหมายที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งต่อไปครับ (อ่านวิธีสร้างต้นทุนความสำเร็จจากการทำสิ่งที่ชอบ)
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
 
ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริษัท Startup คือ ภาษีที่เก็บจากยอดขายสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน (จัดเก็บในอัตรา 7%) โดย Startup ที่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ของแต่ละเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมทั้งจัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องอีกด้วยครับ
สำหรับวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น จะคำนวณโดยการใช้
ภาษีขาย - ภาษีซื้อ

คือ นำยอดที่เราเรียกเก็บจากทางผู้บริโภคหรือคนที่ซื้อสินค้าและบริการเรา (ภาษีขาย) มาหักออกจากยอดภาษีที่เราได้จ่ายให้กับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ (ภาษีซื้อ) นั่นเองครับ ผลต่างที่ได้มานั้น ถ้าหากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ เราก็มีหน้าที่นำส่งกรมสรรพากร แต่ถ้าหากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย เราก็มีสิทธิขอคืนได้ครับ
โดยในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มนี้จะมีทางเลือกให้กับบริษัท Startup ครับว่า ถ้าหากรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ก็สามารถเลือกที่จะไม่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ครับ แต่ถ้าหากมั่นใจว่ารายได้เกินแน่ ๆ ก็เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหากับทางสรรพากรครับ
สิ่งที่อยากจะแนะนำเหล่าผู้กล้า Startup ทั้งหลายอีกเรื่องหนึ่งนั้น คงไม่พ้นเรื่องของการจัดทำเอกสารทั้งทางด้านบัญชีและภาษีครับ โดยทางบริษัท Startup เอง ควรจัดการเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อยและครบถ้วนเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการประกอบธุรกิจ ซึ่งในส่วนนี้สามารถจ้างนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีมาดูแลได้ครับ แต่ข้อควรระวังก็คือ เลือกจ้างคนที่ทำงานดีและไว้ใจได้ เพื่อที่จะไม่มีปัญหาเหล่านี้ย้อนหลังครับ (อ่าน Startup เริ่มทำบัญชี เพื่อประโยชน์ดีเกินคุ้ม)
สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่าเรื่องภาษีสำหรับ Startup ใหม่นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ และต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปอีกสักระยะครับ และขอย้ำก่อนจากกันครับว่า ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสนใจทำธุรกิจ Startup แล้วล่ะก็ ความรู้เรื่องภาษีอย่างถูกต้องอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจของเราเหนือกว่าคนอื่นก็ได้ครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow