Co Marketing รวมกันแล้วรุ่ง ให้ธุรกิจโตคูณสอง

By Krungsri Plearn Plearn
การทำธุรกิจก็เปรียบเหมือนการวิ่งมาราธอน กว่าจะไปถึงเส้นชัย ร่างกายต้องผ่านการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำเวลาให้ดีที่สุด เมื่อลงสนามจริงบางคนรีบวิ่งด้วยความเร็วตั้งแต่เริ่มปล่อยตัว บางคนออมแรงไว้แล้วเดินสลับวิ่ง สิ่งเหล่านี้คือ  กลยุทธ์เฉพาะตัว ใครถนัดแบบไหนก็เลือกทำสิ่งนั้น การทำธุรกิจก็เหมือนกัน ต้องเตรียมความพร้อมและรับมือความเสี่ยงด้วยการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสมเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายได้สำเร็จ
 
Co Marketing รวมกันแล้วรุ่ง ให้ธุรกิจโตคูณสอง

รวมกันเรารุ่ง

ในโลกธุรกิจมีทฤษฎีการตลาดมากมาย การจะเลือกหยิบกลยุทธ์แบบใดมาใช้นั้น เรามักจะศึกษาจาก Success Case ที่ประสบความสำเร็จและเทรนด์โลก ซึ่งกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจและได้รับความนิยมในตอนนี้ก็คือ Collaboration Marketing หรือการจับคู่แบรนด์เพื่อทำโปรเจกต์ร่วมกัน กลยุทธ์นี้เป็นการผสมผสานจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ และขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้อ้างอิงบนพื้นฐานความน่าจะเป็น ใช่ว่าทำตามแล้วจะรุ่งทั้งหมด ที่ร่วงก็มีเยอะ ในแง่ผู้ประกอบการ ต้องยึดแนวทางที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด คำถามต่อมาก็คือแล้วเราจะวางแผน Collaboration Marketing อย่างไรให้สำเร็จได้ดั่งใจ?

กำหนดเป้าหมายให้ชัด

เริ่มแรกที่สุดต้องถามตัวเองว่าอยากจับคู่แบรนด์มา Collabortaion เพื่ออะไร ถ้าสามารถตอบคำถามได้โดยไม่ลังเล แสดงว่าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ถ้าต้องการเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ ก็ต้องกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่า อยากได้ลูกค้าทั่วไปหรือเฉพาะกลุ่ม ควรเจาะไปให้ลึกถึงรายละเอียด หรือถ้าอยากสร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์ ก็ควรเลือกร่วมมือกับแบรนด์ที่มีบุคลิกหรือแนวคิดที่ไปด้วยกันได้ การกำหนดเป้าหมายให้ชัดตั้งแต่แรก จะทำให้การวางแผนกิจกรรมที่จะทำร่วมกับแบรนด์พันธมิตรเป็นไปอย่างราบรื่น
 
Co Marketing รวมกันแล้วรุ่ง ให้ธุรกิจโตคูณสอง

เลือกแบรนด์พันธมิตรที่ลูกค้าชอบ

การศึกษาข้อมูลหรือทำ research เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้เราคัดเลือกแบรนด์ที่จะมาร่วมงานได้ง่ายขึ้น ได้ทราบความต้องการของลูกค้าว่ามีแนวโน้มชื่นชอบหรือใช้บริการแบรนด์ไหนบ้าง หรือสินค้าประเภทไหนกำลังอยู่ในเทรนด์ การเลือกแบรนด์มาร่วมงานด้วย อาจมาจากอุตสาหกรรมเดียวกันหรือต่างกันก็ได้ โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นแบรนด์ในระดับเดียวกันเสมอไป ที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภครู้สึกว้าว! ตื่นตาตื่นใจ ทำให้คนที่ไม่เคยซื้อสินค้าและใช้บริการแบรนด์มาก่อน อยากเปิดใจบริโภคสินค้านั้น ๆ ได้ใจทั้งลูกค้ากลุ่มเดิมและลูกค้าใหม่จากแบรนด์คู่แข่ง

แบรนด์ต้องมีความเข้ากันได้

ทั้ง 2 แบรนด์ต้องมีความเข้ากันได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการทำงาน วิสัยทัศน์ ภาพลักษณ์ หรือเป้าหมายว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ เพราะจะทำให้การทำงานร่วมกันราบรื่นยิ่งขึ้น ลองคิดดูว่าถ้า A เป็นแบรนด์อาหารเสริม อยากร่วมโปรเจกต์กับแบรนด์น้ำอัดลม แค่ตั้งต้นมาก็ยากแล้ว เพราะฐานของลูกค้าต่างกันมาก ระหว่างคนรักสุขภาพกับคนชอบเครื่องดื่มรสหวาน แต่ถ้าเราเลือกจับคู่แบรนด์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากจะเพิ่มโอกาสสร้างผลกำไรแล้ว เรายังได้แลกเปลี่ยนความรู้ใหม่ ๆ แง่มุมที่น่าสนใจของแบรนด์พันธมิตรอีกด้วย

ไม่จำเป็นต้องทุ่มงบเสมอไป

การลงทุนใช้เงินมหาศาลไปกับการโฆษณาไม่ได้การันตีว่าแผนการตลาดจะประสบความสำเร็จทุกครั้ง Collaboration Marketing สามารถทำได้หลายวิธีเพื่อจะผลักดันให้สินค้าเราเป็นที่รู้จักในตลาดและช่วงชิงพื้นที่สื่อได้ ให้ดูที่จุดแข็งเป็นหลัก แล้วเอาจุดแข็งนั้นไปพรีเซนต์ให้กับพันธมิตรที่มีกลุ่มลูกค้าแบบเดียวกัน เช่น หากจุดแข็งของสินค้าคุณคือคุณภาพของสินค้าที่ดี และตอบโจทย์ความต้องการ ควบด้วยจุดแข็งของพันธมิตรคือดีไซน์ที่ทันสมัย ยิ่งทำให้สินค้าที่ออกมามีความแข็งแรงทั้งดีไซน์และคุณภาพด้วย
 
Co Marketing รวมกันแล้วรุ่ง ให้ธุรกิจโตคูณสอง

Adidas X Beyonce

ทั้ง 5 ขั้นตอน ก็เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้กลยุทธ์ Collaboration Marketing ประสบความสำเร็จ แต่จะให้ยกทฤษฎีมาอย่างเดียวก็คงไม่พอ ตัวอย่างกรณีศึกษาของแบรนด์ที่จับคู่กันแล้วเป๊ะปังอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือ Adidas กับ Beyonce เมื่อแบรนด์กีฬาระดับโลกโคจรมาพบกับซุปเปอร์สตาร์สาวที่มีค่าตัวแพงสูงลิ่ว โดยเธอนั่งแท่นเป็นครีเอทีฟพาร์ทเนอร์ ที่ออกแบบรองเท้าและเสื้อผ้าสไตล์กีฬา โดยนำเอา Ivy Park แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาของเธอที่เคยวางขายภายใต้สัญญากับ Topshop เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Adidas ทันทีที่กระแสข่าวของการร่วมงานของทั้งคู่เผยแพร่ตามสื่อ ก็ทำให้หุ้นของ Adidas พุ่งขึ้นทันทีที่ 1.35% ไปปิดที่ 127.20 เหรียญสหรัฐ เพราะนักลงทุนคาดว่า Beyonce จะมีส่วนทำให้สินค้าได้รับความนิยมและขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Adidas ใช้กลยุทธ์ Collaborating Marketing กับคนดังในวงการอื่นนอกเหนือจากกีฬา ย้อนกลับไปเมื่อ 2014 ที่แบรนด์เริ่มบุกเบิกการตลาดนี้ นับว่าสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการมากในการเซ็นสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์กับบรรดาเซเล็บ ทำให้แบรนด์กีฬามีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น หรือการนำแฟชั่นรองเท้ากีฬาไปอยู่บนรันเวย์ หากจะไล่เรียงรายชื่อเซเล็บที่ร่วมงานกับ Adidas มีตั้งแต่ดีไซน์เนอร์และนักร้องอย่าง Pharrell Williams, Yohji Yamamoto, Stella McCartney และ Kanye West ที่ทำให้กระแส Adidas Yeezy ดังระเบิดระเบ้อ หน้าร้านขายหมด และราคาขายต่อยังพุ่งไปหลักหมื่น! นี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า Adidas ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้มีความร่วมสมัยมากกว่าจะเป็นแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอย่างเดียว
 
Co Marketing รวมกันแล้วรุ่ง ให้ธุรกิจโตคูณสอง
ขอบคุณภาพจาก : sentangsedtee.com

ฟินเว่อร์ ฮัทเจอก้อน

ได้เห็นตัวอย่างการจับคู่แบรนด์ระดับโลกไปแล้ว หันกลับมาดูในเมืองไทยกันบ้าง “ฟินเว่อร์ ฮัทเจอก้อน” การจับมือกับแบรนด์ธุรกิจอาหารคู่แข่งระหว่างบาร์บีคิวพลาซ่ากับพิซซ่าฮัท คลอดแคมเปญ “ฟินเว่อร์ ฮัทเจอก้อน” โดยแคมเปญนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน - 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้สายกินได้ฟินสุด ๆ เพราะมีเมนูพิเศษ “ชุดหมูบาร์บีฮัท” ของบาร์บีคิวพลาซ่าที่อัดแน่นมาด้วยหมูสไลด์ นุ่ม ๆ เน้น ๆ เสริมทัพด้วยเบคอน พร้อมกับเปปเปอโรนี เชดด้าชีส และเห็ดแชมปิญอง ที่เสิร์ฟในรูปแบบของถาดที่เหมือนพิซซ่า และที่ขาดไม่ได้คือ “น้ำจิ้ม” ที่ถือว่าเป็นจุดขายของบาร์บีคิวพลาซ่าเลย ซึ่งคราวนี้พิเศษขึ้นไปอีกเพราะเป็นน้ำจิ้มบาร์บีคิวพิซซ่า ที่เป็นสูตรเฉพาะแคมเปญนี้เท่านั้น ส่วนพิซซ่าฮัทได้ส่งเมนู “พิซซ่าฮัทบีก้อน” มาในถาดจำลองร่องน้ำซุปแบบกระทะปิ้งย่างของบาร์บีคิวพลาซ่า มีเนื้อหมูก้อนกลมเอกลักษณ์ของแบรนด์จับคู่เป็นท้อปปิ้ง พร้อมซอสพิซซ่าบาร์บีคิวสูตรใหม่

จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของแคมเปญนี้ คือช่วยกระตุ้นและสร้างความตื่นตัวให้กับตลาดอาหารที่กล้าคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารที่เป็นตลาดใหญ่ในไทย ที่ต้องรับมือกับการแข่งขันสูงและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การจับมือของสองแบรนด์ที่มีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน โดยบาร์บีคิวพลาซ่าจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะที่พิซซ่าฮัทโฟกัสไปที่ครอบครัว อย่างไรก็ตามทั้งสองแบรนด์ต่างมีแนวทางการตลาดเหมือนกัน คือต้องการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า กล้าฉีกกฎ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ การจับคู่ร่วมมือกันในครั้งนี้จึงช่วยให้แต่ละแบรนด์ขยายฐานลูกค้ากว้างขึ้น กระตุ้นให้ธุรกิจอาหารในไทยกล้าคิดนอกกรอบ พัฒนาสินค้าและบริการให้มีประสิทธิภาพต่อไป

ถ้าคุณมีธุรกิจอยู่แล้วลองนำกลยุทธ์ Collaboration Marketing ไปปรับใช้กับการตลาดสื่อสารทุกช่องทางแบบ 360 องศาดูนะครับ ในโลกของทุนนิยมที่ภาคธุรกิจมีการแข่งขันกันร้อนแรงแบบนี้ การดำรงตนให้อยู่รอดในวงการไม่ใช่เรื่องง่าย การจับมือสร้างแบรนด์ร่วมกัน คิดแคมเปญที่แปลกใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยวางแผนทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ ก็จะทำให้แบรนด์ผงาดขึ้นมา มีโอกาสเพิ่มผลกำไรแบบ Win-Win ทั้งคู่ และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวตามไปด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก
tsc.thaichamber.org, brandbuffet.in.th, smethailandclub.com, thumbsup.in.th, positioningmag.com, workpointnews.com, prachachat.net
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow