หนัง 5 เรื่องที่คุณต้องย้อนดู เมื่อรู้สึก “หมดไฟ”
By Krungsri Plearn Plearn
The Secret Life of Walter Mitty
 
Credit ภาพจากภาพยนตร์: The Secret Life of Walter Mitty (2013); Twentieth Century Fox
ตอนเรียนจบเราหลายคนต่างเต็มไปด้วยความฝัน คาดหวังว่าจะได้ทำงานดี ๆ มีสภาพการเงินที่ดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งครอบครัว แต่พอมาทำงานเข้าจริง ๆ บางทีโลกแห่งการทำงานมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เจอความเครียด แรงกดดันจากงาน จนบางครั้งรู้สึกท้อแท้เบื่อหน่าย เราจึงอยากแนะนำ 5 หนังดีที่ควรดูในช่วงเวลาที่เราหมดไฟ เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจและแรงฮึดสู้ในการออกไปทำในสิ่งที่รักกัน
1. The Secret Life of Walter Mitty (2013)
The Secret Life of Walter Mitty
Credit ภาพจากภาพยนตร์: The Secret Life of Walter Mitty (2013); by Twentieth Century Fox
เรื่องราวของวอลเตอร์ มิตตี้ พนักงานล้างฟิล์มแห่งนิตยสาร LIFE ที่ใช้ชีวิตอย่างซ้ำซากจำเจ แต่มีจินตนาการถึงโลกที่คนอื่นเข้าไม่ถึง วอลเตอร์ไม่เคยออกไปผจญภัยที่ไหน แต่ในหัวของเขาเต็มไปด้วยจินตนาการสุดล้ำอันคุกรุ่นมาจากความฝันในวัยเยาว์ที่อยากจะผจญภัย จนกระทั่งเขาต้องออกเดินทางเพื่อตามหาภาพถ่ายที่หายไปจากช่างภาพลึกลับชื่อดัง ฌอน โอคอนแนล เรื่องราวนำพาให้เขาต้องดึงความกล้าหาญของตัวเองออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า พาตัวเองกระโดดขึ้นเฮลิคอปเตอร์ สู้กับปลาฉลาม หรือแม้แต่กระทั่งปีนเขาหิมาลัยในแดนเถื่อน
ภาพในหนังจึงได้เห็นฉากที่ดูเหนือจริงและน่าตื่นเต้นตลอดทั้งเรื่อง ทำให้เรารู้สึกว่าจริง ๆ พวกเราทุกคนก็คือตัวละครวอลเตอร์นี่แหละ เพียงแต่เส้นบาง ๆ ที่เชื่อมระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกผจญภัย มันมาจากความกล้าหาญในการตัดสินใจของตัวเราเองล้วน ๆ
คำคมจากภาพยนตร์: “พวกเขาเรียกเสือดาวหิมะว่า ‘แมวผี’ เพราะพวกมันไม่ชอบปรากฏกายให้ใครเห็น...ความงดงาม จะไม่เรียกร้องความสนใจจากใคร”
2. The Pursuit of Happiness (2006)
The Pursuit of Happyness
Credit ภาพจากภาพยนตร์: The Pursuit of Happyness (2006); by Columbia Pictures
เป็นอีกหนึ่งหนังดีที่ควรดู แสดงนำโดยวิล สมิธ และลูกชายแท้ ๆ ของเขา จาเดน สมิธ ทั้งคู่รับบทพ่อลูกที่ต้องเผชิญเคราะห์กรรมในชีวิต ระหว่างดูหนังเรื่องนี้เราต้องคอยลุ้นตลอดว่า คริส การ์ดเนอร์ (ตัวเอกในเรื่อง) จะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเพื่อเลี้ยงลูกชายของเขาได้อย่างไร หลายฉากทำให้คนดูสะเทือนใจไปตาม ๆ กัน เช่น ฉากที่ตัวละครถูกไล่ออกจากที่พักเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า และต้องกระเตงพาลูกชายไปแอบนอนในห้องน้ำสาธารณะ
ด้วยความที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ในที่สุดคริสก็ได้เข้าทำงานในบริษัทโบรกเกอร์ และพัฒนาตัวเองจนเป็นเศรษฐีนักธุรกิจชั้นนำชื่อดังในที่สุด
หนังเรื่องนี้จึงให้คำแนะนำคนที่กำลังเผชิญกับชีวิตที่ยากลำบาก เพราะเราจะรู้สึกว่าบางครั้งปัญหาที่เรามีนั้น มันไม่ได้ใหญ่ไปกว่าความพยายามของเราเลย
คำคมจากภาพยนตร์: “อย่ายอมให้ใครมาบอกว่าลูกทำอะไรไม่ได้...แม้แต่พ่อ”
3. Life is Beautiful (1997)
Life is Beautiful
Credit ภาพจากภาพยนตร์: Life is Beautiful (1997); by Melampo Cinematografica/Cecchi Gori Group
หนังเก่าที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของอิตาลีเรียกเสียงหัวเราะเคล้าน้ำตาไปได้จากใครหลาย ๆ คนและเป็นเรื่องที่มีคนย้อนกลับมาดูมากกว่า 2 รอบ เนื้อเรื่องเหมือนตลกร้าย ที่ให้กุยโด ชายชาวยิวผู้มีบุคลิกตลกสุด ๆ และมองโลกในแง่ดี ถูกนำตัวเข้าค่ายกักกันยิวของนาซีพร้อมลูกชายวัยห้าขวบ เขาต้องใช้ทักษะในการเล่าเรื่องขำขัน และความมุ่งมั่นเพื่อปกป้องลูกน้อยจากความโหดร้ายของค่ายกักกัน แค่เกริ่นเรื่องคร่าว ๆ ก็น่าหามาชมกันแล้ว
คำคมจากภาพยนตร์ (ดูหนังจบแล้วจะรู้ถึงความหมายครับ): “เราชนะแล้ว! เกมนี้เราได้หนึ่งพันแต้ม เราชนะเกม! เราชนะแล้ว! เราชนะแล้ว!”
4. Patch Adams (1998)
Patch Adams
Credit ภาพจากภาพยนตร์: Patch Adams (1998); by Universal Pictures
เราอาจจะได้ไอดอลมาเป็นต้นแบบแห่งการดำเนินชีวิตสักคน เพียงแค่ดูหนังเรื่องนี้...
Patch Adams เป็นเรื่องราวของ อดัม ชายคนหนึ่งที่อยากเป็นหมอผู้ทำหน้าที่เกินหมอทั่วไปแม้จะขัดกับยุคสมัยนั้น เขาทั้งเป็นหมอ เป็นตัวตลก และเป็นจิตแพทย์ที่สร้างความผูกพันระหว่างหมอและคนไข้ได้อย่างน่าทึ่ง
หนังเรื่องนี้ทำให้ได้เห็นว่า บางครั้งงานที่ทำ “เพื่อผู้อื่น” นี่เองที่ทำให้เรามองเห็นว่าปัญหาที่ผ่านมาของเรากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย และทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีอินเนอร์และแรงขับเคลื่อนในการทำงานได้ดีขนาดไหน
คำคมจากภาพยนตร์: “ต่างจากคนอื่น ผมไม่รู้สึกสิ้นหวังเลย ผมรู้ดีว่าผมสามารถทำอะไรบางอย่างได้ ทุกคนสามารถทำได้ มันไม่เกี่ยวกับว่าคุณเป็นคนพิเศษอะไรหรอก มันคือการตัดสินใจของเราเองต่างหาก”
5. Erin Brockovich (2000)
Erin Brockovich
Credit ภาพจากภาพยนตร์: Erin Brockovich (2000); by Universal Pictures/Columbia Pictures/Jersey Films
หนังดีที่สร้างมาจากเรื่องจริงของอีริน บรอคโควิช สาวแม่หม้ายที่ต้องหาเลี้ยงลูกถึง 3 คนเพียงลำพัง แถมมีเคราะห์กรรมทำให้เธอถูกฟ้องและถูกตัดสินความผิดในสิ่งที่เธอไม่ได้ก่อ เมื่อจนตรอกเธอต้องทำงานในสำนักงานทนายความที่ทำให้เธอแพ้คดี
แต่งานเล็ก ๆ กับตำแหน่งที่ดูไม่สำคัญอะไร...กลับนำพาให้เธอได้รับงานคดีใหญ่ที่มีมูลค่าถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในหนังสะท้อนให้เห็นผ่านตัวละครที่แข็งแกร่งว่า ถึงแม้จะมีเจ้านายที่ไม่ไว้ใจเธอ มีเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไหร่เพราะคนเหล่านั้นตัดสินเธอที่การแต่งกายฉูดฉาดภายนอก มองข้ามความทุ่มเทและความเก่งของเธอไปจนหมด แต่ด้วยความมุ่งมั่นของคน ๆ หนึ่งยังสามารถก้าวผ่านอุปสรรคมาได้ จนในที่สุดเธอก็กลายเป็นบุคคลสำคัญในคดีที่ใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งของประเทศ
คำคมจากอีริน บรอคโควิช (ตัวจริง): “ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องท้าทาย วิธีที่เรารับมือเรื่องเหล่านั้นจะกลายเป็นตัวตนของเรา ฉะนั้นจงอย่ากลัวที่จะเป็นตัวของตัวเอง”
หวังว่าเมื่อดูหนังทั้ง 5 เรื่องจบแล้ว จะมีกำลังใจกลับไปคิดทบทวนถึงสิ่งที่เราทำอยู่ ด้วยไฟลุกโชนอีกครั้ง
แต่หากวันไหนที่ไฟมอด...ก็อย่าลืมย้อนกลับมาดูหนัง 5 เรื่องนี้กันอีกรอบนะครับ ;)
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow