ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เป็นภาษีประเภทหนึ่งตาม ประมวลรัษฎากร โดยมีบุคคลธรรมดาเป็นผู้เสียภาษี ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจมาตรการจัดเก็บภาษีผู้มีเงินได้ก่อนยื่นภาษีกันดีกว่า
เงินเดือนเท่าไหร่ต้องเสียภาษี?
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีการปรับโครงสร้างภาษีในปี 2560 โดยสรุปคือ อัตราภาษีจะยิ่งสูงขึ้นแบบขั้นบันได ซึ่งปัจจุบัน อัตราภาษี สูงสุดอยู่ที่ 35% และยกเว้นสำหรับคนที่รายได้ต่อเดือน น้อยกว่า 26,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ |
เงินต่อได้สุทธิต่อปี |
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา |
0 - 150,000 บาท |
ได้รับการยกเว้น |
150,000 - 300,000 บาท |
5% |
300,001 - 500,000 บาท |
10% |
500,001 - 750,000 บาท |
15% |
750,001 - 1,000,000 บาท |
20% |
1,000,001 - 2,000,000 บาท |
25% |
2,000,001 - 5,000,000 บาท |
30% |
5,000,001 บาท ขึ้นไป |
35% |
สำหรับคนที่ต้องเสียภาษีเรามี 4 เคล็ดลับในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ต้องการออมเงินและลงทุน ซึ่งที่จริงแล้วเราไม่ควรพลาดที่จะทยอยเริ่มต้นลงทุนกันตั้งแต่ต้นปี เพราะหากปล่อยเวลารอให้ถึงช่วงสิ้นปีเงินที่จะนำมาออม นำมาลงทุน ก็อาจจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ได้
1. ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
การฝากเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมเงินที่พลาดไม่ได้ นอกจากการสะสมเงินออมของเราในแต่ละเดือนแล้ว เรายังได้เงินส่วนสมทบจากนายจ้าง รวมถึงผลกำไรจากการดำเนินงานของกองทุนอีกด้วย เงินสะสมเข้ากองทุนในแต่ละปียังนำไปลดหย่อนภาษีได้ ในส่วนของการลดหย่อนภาษีนั้น ผู้ที่จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนสํารองเลี้ยงชีพสามารถนำเงินนั้นไปใช้เป็นค่าลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่กฎหมายกำหนดในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
2. ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว – LTF
การออมผสานการลงทุนในหุ้นปี 2562 เป็นปีสุดท้ายที่สามารถลงทุนใน LTF เพื่อการลดหย่อนภาษี ด้วยกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) แต่ละกองทุนนั้นมีนโยบายการลงทุนที่แตกต่างกัน กองทุน LTF บางกองทุนมีนโยบายคุ้มครองเงินต้น เพื่อให้นักลงทุนได้รับผลประโยชน์ทางภาษี หรือบางกองทุนเน้นการลงทุนในหุ้น ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น และสามารถรับความเสี่ยงได้ โดยผลตอบแทน คือ ราคาส่วนต่างของหน่วยลงทุนในวันที่ขายกับวันที่ซื้อ แถมกองทุน LTF บางกองทุนมีนโยบายจ่ายปันผลระหว่างปีอีกด้วย และผลตอบแทนส่วนที่สาม คือ การนำค่าซื้อหน่วยลงทุนไปลดหย่อนภาษี โดยสามารถนำไปลดหย่อนได้ในอัตราไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท โดยต้องถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทิน สำหรับการซื้อวันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2562
3. ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ - RMF
อีกหนึ่งการออมที่สร้างโอกาสทำให้เงินออมเพิ่มค่า ใช้ในการวางแผนการเงินหลังเกษียณ อย่างที่ทราบกันครับว่า RMF เป็นการลงทุนระยะยาว ผู้ลงทุนจะสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อมีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป ในส่วนรูปแบบของผลตอบแทน จะมีลักษณะเช่นเดียวกับ LTF ครับ นั่นคือส่วนต่างของมูลค่าหน่วยลงทุน เงินปันผลในบางกองทุน และสามารถนำไปลดหย่อนภาษี โดยค่าซื้อหน่วยลงทุน RMF จะหักได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
4. การซื้อประกันภัย
การออมที่มาพร้อมกับความคุ้มครอง คือ การซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต นอกจากความคุ้มครองแล้ว สำหรับกรมธรรม์ที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เราสามารถนำเบี้ยประกันไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยเบี้ยประกันชีวิตมี 2 ประเภท คือ
- ประกันชีวิต แบบทั่วไป ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
- ประกันชีวิตแบบบำนาญ ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท
ทั้งนี้ในปี 2560 ที่ผ่านมายังสามารถลดหย่อนภาษีได้จากประกันสุขภาพ ใช้สิทธิลดหย่อนได้ ในส่วนที่จ่ายเป็นค่าประกันสุขภาพให้กับบริษัทประกันในประเทศสูงสุด 15,000 บาท และเมื่อรวมกับค่าลดหย่อนประกันชีวิตตามกฎหมายเดิมกำหนดแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท โดยประกันสุขภาพครอบคลุมถึง
- ประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ ชดเชยทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
- ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
- การประกันภัยโรคที่ร้ายแรง (Critical Illnesses)
- การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)
การเลือกลงทุนที่เหมาะสม นอกจากผลตอบแทนที่จะได้รับเรายังได้รับผลประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม หากเราแบ่งการลงทุนเป็นรายเดือน จะทำให้เรามีสภาพคล่องตลอดปี ทั้งยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก:
itax.in.th,
aommoney.com