7 สัญญาณการเงินพัง ทำหนี้พุ่งแบบไม่รู้ตัว
Posted On 30 มีนาคม 2569
By Personal Loan Club (ชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล)
หลายคนคิดว่าการเงินของตัวเองยัง “โอเคอยู่” แต่อาจมีสัญญาณเสี่ยงบางอย่างที่กำลังสะสมโดยไม่รู้ตัว
แล้วคุณล่ะ การเงินยังโอเคอยู่หรือเปล่า ?
ข้อมูลจากสวนดุสิตโพลล์ระบุว่า
คนไทย 2 ใน 3 ของประเทศมีเงินสำรองไม่พอ หากต้องเผชิญกับภาวะว่างงาน หรือเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง สาเหตุหลักมาจากปัญหาหนี้สะสมและการใช้เงินอย่างไม่มีแบบแผน
Krungsri The COACH จะช่วยคุณเช็กพฤติกรรมการเงินของตัวเองว่าเข้าข่าย Red Flag หรือไม่ พร้อมแนะนำวิธีจัดการแบบเป็นขั้นตอน เพื่อให้คุณมีเงินสำรองและรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตได้อย่างมั่นใจ
ปัญหาการเงินที่แก้ไม่หาย…จริง ๆ แล้วเกิดจากอะไร ?
ก่อนที่จะไปเช็กลิสต์สัญญาณการเงินรั่ว เราควรเข้าใจก่อนว่าปัญหาการเงินมักเกิดจากอะไร เพราะโดยทั่วไปแล้วปัญหาการเงินไม่ได้เกิดจากรายได้น้อยอย่างเดียว แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
พฤติกรรมการใช้จ่าย : การขาดวินัย ขาดการวางแผน หรือการซื้อของฟุ่มเฟือยตามกระแสสังคม
ขาดความรู้ทางการเงิน : ไม่เข้าใจเรื่องการจัดการหนี้ การคำนวณดอกเบี้ยเงินกู้ หรือไม่เคยทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ชัดเจน
ปัจจัยภายนอก และเหตุฉุกเฉิน : ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ข้าวของแพงขึ้น หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ ที่ทำให้ต้องดึงเงินก้อนออกมาใช้
เช็ก 7 สัญญาณที่ “คุณเริ่มมีปัญหาการเงิน”
สำรวจตัวเองดูว่า ในช่วงนี้คุณมีพฤติกรรมหรือกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้หรือไม่ เพราะนี่คือสัญญาณเตือนว่าสุขภาพการเงินของคุณกำลังเข้าขั้นวิกฤต
1. ภาระหนี้สูงเกิน 45% ของรายได้
ลองคำนวณดูว่าในแต่ละเดือน เมื่อเงินเดือนออก คุณต้องแบ่งเงินไปจ่ายหนี้สินต่าง ๆ รวมกันแล้วเกิน 45% ของรายได้หรือไม่ หากตัวเลขสูงกว่านี้ แสดงว่าสภาพคล่องของคุณเริ่มอันตราย
2. ไม่มีเงินเก็บ หรือต้องถอนเงินออมมาใช้
เงินที่หามาได้ทั้งหมด หมดไปกับการใช้หนี้ และค่าใช้จ่ายรายเดือนจนไม่เหลือเก็บออม หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ ต้องถอนเงินเก็บที่สะสมไว้มาใช้จ่ายเพื่อประทังชีวิต
3. รูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อของกินของใช้
เมื่อเงินสดในกระเป๋าไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จนต้องนำบัตรเครดิตมารูดซื้อของอุปโภคบริโภคพื้นฐาน หรือแม้กระทั่งค่าอาหาร นี่คือสัญญาณชัดเจนว่ากระแสเงินสดของคุณกำลังติดลบ และกำลังสร้างหนี้บริโภคที่มาพร้อมดอกเบี้ยโดยไม่รู้ตัว
4. จ่ายบัตรเครดิตแค่ขั้นต่ำ
การเลือกจ่ายขั้นต่ำ เช่น 5% หรือ 8% อาจช่วยให้คุณหมุนเงินผ่านเดือนนั้นไปได้ แต่จริง ๆ แล้ว วิธีนี้ทำให้หนี้ลดลงช้ามาก เพราะเงินที่จ่ายไปส่วนใหญ่เป็นดอกเบี้ย ขณะที่เงินต้นลดลงเพียงเล็กน้อย
5. หมุนหนี้บัตร กดใบนี้ไปโปะใบนั้น
พฤติกรรมการกดเงินสดจากบัตรใบหนึ่งไปโปะอีกใบหนึ่ง เสี่ยงจะทำให้ต้องติดหนี้วนลูป เพราะทำให้หนี้ไม่ลด และยังเจอค่าธรรมเนียม กับดอกเบี้ยทันทีตั้งแต่วันกด ทำให้หนี้พอกพูนเป็นดินพอกหางหมู และสามารถ
ปลดหนี้ ได้ยาก
6. ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน = ชีวิตเสี่ยงพังแบบไม่รู้ตัว
ลองนึกภาพดูว่า…ถ้าบังเอิญต้องใช้เงินด่วน เช่น ป่วยหนัก รถเสีย บ้านพัง แต่ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน จนต้องยืมเงินคนที่รู้จัก นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเล็ก ๆ แต่เป็นสัญญาณชัดว่า “การเงินของคุณกำลังเปราะบางมาก”
7. การเงินเข้าขั้นโคม่า จนต้องกู้หนี้นอกระบบ
จากแค่เงินไม่พอใช้ กลายเป็นต้องกู้หนี้นอกระบบมา “หมุนหนี้” ฟังดูเหมือนเอาอยู่ แต่จริง ๆ คือกำลังเข้าขั้นวิกฤตกว่าเดิม เพราะต้องเจอดอกเบี้ยสุดโหด และหากคืนเงินล่าช้ายังเสี่ยงต้องเจอแก๊งทวงหนี้ตามรังควาน
ความจริงที่ไม่เคยมีใครบอก รวม 4 วิธีแก้ปัญหาการเงินที่ได้ผล
หากคุณเช็กแล้วพบว่ามีสัญญาณเตือนภัยเกิดขึ้น อย่าเพิ่งตระหนก แต่ให้ตั้งสติ แล้วเริ่มทำตาม
วิธีแก้ปัญหาเงินไม่พอใช้ ที่ Krungsri The COACH สรุปมาให้ เพื่อฟื้นฟูวินัยทางการเงิน ดังนี้
ยอมรับความจริง และทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย : เลิกหลอกตัวเองว่า “ยังไหว ” แล้วหันมาจดบันทึกทุกยอดการใช้จ่าย เพื่อหา “รูรั่ว ” ทางการเงิน ว่าเงินของคุณหายไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยอะไรบ้าง แล้วตัดค่าใช้จ่ายส่วนนั้นออกทันที
บริหารเงินด้วยสูตร 50-30-20 : เมื่อได้เงินเดือนมา ให้ลองจัดสรรปันส่วนใหม่ เช่น
50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น และหนี้สิน
30% สำหรับความสุขส่วนตัว
20% สำหรับการออม
หยุดสร้างหนี้เพิ่ม และวางแผนปลดหนี้ : ในกรณีที่คุณเริ่มจ่ายหนี้ที่มีอยู่ไม่ไหว ควรหยุดการผ่อนสินค้าชิ้นใหม่ แล้วหันมาวางแผนปิดหนี้เดิมที่มีอยู่ โดยอาจเลือกโปะหนี้ก้อนที่ดอกเบี้ยแพงที่สุดก่อน หรือเลือกปิดหนี้ก้อนเล็กที่สุดก่อนเพื่อสร้างกำลังใจ
หารายได้เสริม เพิ่มสภาพคล่อง : ในเมื่อรายจ่ายลดได้ยาก การเพิ่มรายได้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ลองมองหาทักษะที่คุณมีเพื่อสร้างรายได้ช่องทางที่สอง เช่น ขายของออนไลน์ รับงานฟรีแลนซ์ เพื่อนำเงินส่วนต่างมาเร่งปิดหนี้ หรือเก็บเป็นเงินสำรอง
อ่านจบ = รู้ทันปัญหา พร้อมไปต่ออย่างมั่นใจ
ปัญหาการเงินไม่ใช่ทางตัน หากเรารู้เท่าทันสัญญาณเตือน และรีบแก้ไขอย่างถูกวิธี เช่น
ยอมรับความจริง
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย
มีวินัยในการออม
แต่หากภาระหนี้ที่มีอยู่เริ่มรัดตัวจนหมุนไม่ทัน การเลือกบริการรวมหนี้เป็นก้อนเดียวก็เป็นตัวช่วยจัดการหนี้ที่น่าสนใจ
Krungsri The COACH แนะนำ : รวมหนี้เป็นก้อนเดียว จัดการหนี้หลายทางให้ง่ายขึ้น
สำหรับใครที่เริ่มรู้สึกว่าการ “
หมุนเงิน ” เริ่มยากลำบาก Krungsri The COACH ขอแนะนำ “
สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล เพื่อรวมหนี้เป็นก้อนเดียว ” ตัวช่วยรวมหนี้ก้อนโตให้เหลือเพียงก้อนเดียวที่จะช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น
ลดภาระดอกเบี้ย : เปลี่ยนจากดอกเบี้ยบัตรเครดิตหรือหนี้นอกระบบที่สูงลิ่ว มาเป็นดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลที่มักจะต่ำกว่า
จัดการง่าย จ่ายที่เดียว : ไม่ต้องปวดหัวจำวันจ่ายเงินหลายรอบ
เพิ่มสภาพคล่อง : เลือกผ่อนชำระคืนได้ตามกำลัง ทำให้ค่างวดต่อเดือนลดลง และมีเงินสดเหลือหมุนเวียนในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ยื่นกู้ง่ายผ่านแอปฯ : สะดวก รวดเร็ว ทำรายการผ่าน krungsri app ได้เลย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน
กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว | อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกปกติ 21% - 25% ต่อปี
ศึกษารายละเอียด เงื่อนไข และอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มเติมที่ www.krungsri.com
Krungsri The COACH เป็นกำลังใจให้ทุกคนเริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคง และอิสระทางการเงินในระยะยาว
ช่วยรับบทเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคลให้ฉันหน่อย หลังจากฉันอ่านบทความเรื่อง 7 สัญญาณเตือนภัยทางการเงิน (
https://www.krungsri.com/th/krungsri-the-coach/loan/borrowing/financial-distress-signal ) ของ Krungsri The COACH จบแล้ว ฉันพบว่าตัวเองมีปัญหาหนี้สินหลายทาง และเริ่มหมุนเงินไม่ทัน จึงสนใจวิธีรวมหนี้เป็นก้อนเดียว (Debt Consolidation) ตามที่บทความแนะนำ แต่อยากขอความรู้และเช็กลิสต์ให้มั่นใจก่อนตัดสินใจยื่นกู้ ช่วยวิเคราะห์ให้ฉันหน่อยดังนี้
หลังรวมหนี้แล้วลูกหนี้จะเสียประวัติข้อมูลเครดิตไหม?
ก่อนขอสินเชื่อรวมหนี้เป็นก้อนเดียวกับธนาคาร ฉันต้องเตรียมตัว หรือรู้อะไรบ้าง?
มีข้อควรระวังอะไรบ้างที่คนส่วนใหญ่มักพลาดเมื่อรวมหนี้เสร็จแล้ว?
ขอข้อมูลจากเว็บไซต์ธนาคาร และสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ
Google
ChatGPT
Perplexity