เช็กค่าใช้จ่ายเลี้ยงลูกตั้งแต่เด็กจนโต พร้อมวางแผนออมเงิน

Posted On 17 กันยายน 2569
By Krungsri The COACH
คุณกำลังกังวลอยู่ใช่ไหม มีลูก 1 คนใช้เงินเท่าไร ? รายได้ที่มีวันนี้ จะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายของลูกในวันข้างหน้าหรือไม่?
ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาตรีในสถาบันของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านบาทต่อคน และอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่าหากเรียนโรงเรียนเอกชน
แล้วเราจะเตรียมความพร้อมอย่างไร ให้ทุกค่าใช้จ่ายของลูกไม่เป็นภาระหนักเกินไป ? Krungsri The COACH รวบรวมสรุปค่าใช้จ่ายทุกช่วงวัย พร้อมขั้นตอนการวางแผนออมเงินอย่างเป็นระบบมาให้แล้ว
ค่าใช้จ่ายช่วงตั้งครรภ์และคลอดลูกใช้เงินเท่าไร
จุดเริ่มต้นของการเป็นคุณพ่อคุณแม่มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายก้อนแรกตลอด 9 เดือน การประเมินงบประมาณล่วงหน้าจะช่วยให้คุณบริหารจัดการเงินได้ง่ายขึ้น
1. ค่าใช้จ่ายช่วงตั้งครรภ์
ตลอดการอุ้มท้อง ค่าใช้จ่ายหลักคือการฝากครรภ์ ตรวจพัฒนาการทารก และการดูแลสุขภาพของคุณแม่
- โรงพยาบาลรัฐบาล : ค่าฝากครรภ์และตรวจติดตามอาการเฉลี่ย 1,500 - 2,000 บาทต่อเดือน
- โรงพยาบาลเอกชน : แพ็กเกจเหมาจ่ายประมาณ 10,000 - 50,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ : อาหารบำรุงสุขภาพ วิตามินเสริม และอุปกรณ์เตรียมความพร้อมสำหรับคุณแม่
2. ค่าคลอดลูก
อัตราค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับวิธีคลอด และสิทธิ์การรักษาของแต่ละครอบครัว
โรงพยาบาลรัฐบาล
- คลอดธรรมชาติ : งบประมาณเริ่มต้นประมาณ 5,000 - 10,000 บาท
- ผ่าคลอด : เริ่มต้นประมาณ 15,000 - 30,000 บาท
- สิทธิ์การรักษาที่ช่วยประหยัดงบ : ใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับบริการ ณ สถานพยาบาลตามสิทธิ์จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ส่วนผู้ใช้สิทธิประกันสังคมจะได้รับเงินเหมาจ่ายค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครั้ง
โรงพยาบาลเอกชน (รูปแบบแพ็กเกจเหมาจ่าย)
- คลอดธรรมชาติ : ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 40,000 - 100,000 บาท
- ผ่าคลอด : ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 50,000 - 180,000 บาท
คำถามชวนคิด : คุณพ่อคุณแม่วางแผนไว้แล้วหรือยังว่าจะฝากครรภ์และคลอดที่ไหน ? เพราะแต่ละโรงพยาบาลมีค่าใช้จ่ายต่างกันไม่น้อย การวางแผนไว้ล่วงหน้าจึงช่วยให้เตรียมงบได้ง่ายขึ้น
เตรียมคลอดใช้อะไรบ้าง และค่าใช้จ่ายของเด็กแรกเกิด
เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก ก็มีค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมพร้อม ทั้งของใช้จำเป็น ค่าดูแลสุขภาพ และค่าอาหารในแต่ละช่วงวัย
1. ค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์สำหรับเด็กแรกเกิด
- ของใช้จำเป็นประจำวัน : เช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เสื้อผ้าเด็กอ่อน (เฉลี่ยประมาณ 3,000 - 5,000 บาทต่อเดือน)
- อุปกรณ์ชิ้นใหญ่ : เช่น คาร์ซีท รถเข็นเด็ก เตียงเด็ก (เฉลี่ยประมาณ 10,000 - 30,000 บาท)
2. ค่ารักษาพยาบาล และค่าวัคซีนต่าง ๆ
ในช่วงปีแรก ลูกต้องได้รับวัคซีนตามช่วงวัยอย่างสม่ำเสมอ คุณพ่อคุณแม่จึงควรวางแผนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ โดยเฉลี่ยประมาณ 10,000–20,000 บาท
- วัคซีนจำเป็นพื้นฐาน : เช่น ตับอักเสบบี, คอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน-โปลิโอ-ฮิบ และหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม
- วัคซีนทางเลือกเสริม : เช่น วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า และวัคซีนป้องกันไอพีดี (IPD)
3. ค่าอาหาร และโภชนาการตามวัย
เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น ค่าใช้จ่ายเรื่องนมและอาหารเสริมตามวัยก็เพิ่มเข้ามา โดยเฉลี่ยประมาณ 2,000–5,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว
ค่าใช้จ่ายช่วงวัยเรียน และการศึกษา
เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยเรียน ค่าใช้จ่ายของครอบครัวจะเน้นไปที่ค่าเล่าเรียน อุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมเสริมทักษะต่าง ๆ
1. ค่าเล่าเรียนของลูก (แบ่งตามระดับชั้น)
ระดับอนุบาล - ประถมศึกษา
- โรงเรียนรัฐบาล (ห้องเรียนปกติ) : ประมาณ 5,000 - 10,000 บาทต่อปี (บางแห่งอาจได้รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนจากภาครัฐ)
- โรงเรียนรัฐบาล (หลักสูตรพิเศษ / EP) : ประมาณ 30,000 - 80,000 บาทต่อปี
- โรงเรียนเอกชน : ประมาณ 30,000 - 150,000 บาทต่อปี
- โรงเรียนนานาชาติ : ประมาณ 200,000 - 600,000 บาทต่อปีขึ้นไป
ระดับมัธยมศึกษา
- โรงเรียนรัฐบาล (ห้องเรียนปกติ) : ประมาณ 6,000 - 15,000 บาทต่อปี
- โรงเรียนรัฐบาล (ห้องเรียนพิเศษด้านวิทย์-คณิต / Gifted) : ประมาณ 20,000 - 30,000 บาทต่อปี
- โรงเรียนรัฐบาล (หลักสูตร English Program - EP) : ประมาณ 70,000 - 80,000 บาทต่อปี
- โรงเรียนเอกชน : ประมาณ 50,000 - 200,000 บาทต่อปี
- โรงเรียนนานาชาติ : ประมาณ 400,000 - 800,000 บาทต่อปีขึ้นไป
ระดับมหาวิทยาลัย
- มหาวิทยาลัยรัฐบาล (ภาคปกติ) : ประมาณ 30,000 - 120,000 บาทต่อปี (ขึ้นอยู่กับคณะและสาขาวิชา)
- มหาวิทยาลัยเอกชน หรือหลักสูตรนานาชาติ : ประมาณ 80,000 - 250,000 บาทต่อปีขึ้นไป
หมายเหตุ : ข้อมูลค่าเล่าเรียนข้างต้นเป็นการประมาณการเบื้องต้นเพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการเงิน โดยอ้างอิงจากประกาศเพดานการเก็บเงินบำรุงการศึกษาของ สพฐ. และการรวบรวมข้อมูลค่าธรรมเนียมจากหน้าเว็บไซต์ของสถานศึกษาชั้นนำ ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมจริงอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย และหลักสูตรของแต่ละแห่ง แนะนำให้ตรวจสอบข้อมูลอัปเดตกับทางสถานศึกษาโดยตรงอีกครั้ง
2. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาอื่น ๆ
นอกจาก
ค่าเทอมแล้ว ยังมีค่าชุดนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ กิจกรรมเสริมทักษะดนตรีหรือกีฬา และค่าเดินทาง ซึ่งคิดเป็นงบประมาณสัดส่วนราว 20% - 30% ของค่าเทอมทั้งหมด
ตารางสรุปค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก 1 คนตั้งแต่เด็กจนจบปริญญาตรี
เพื่อให้เห็นภาพค่าใช้จ่ายชัดเจนขึ้น Krungsri The COACH สรุปค่าใช้จ่ายโดยประมาณในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนจบปริญญาตรี ไว้ดังนี้
แม้ค่าใช้จ่ายรวมจะดูเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่การเริ่มวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายในแต่ละช่วงวัยของลูกได้ง่ายขึ้น
วางแผนการเงินเพื่อลูกได้ง่าย ๆ เพียง 4 ขั้นตอน
เมื่อเห็นภาพค่าใช้จ่ายแล้ว การเริ่มวางแผนและจัดสรรเงินให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย จะช่วยให้ครอบครัวเตรียมพร้อมกับค่าใช้จ่ายของลูกได้ง่ายขึ้น
1. ตั้งเป้าหมายการมีลูก
เริ่มจากคุยกันในครอบครัวว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อยากมีลูกเมื่อไหร่ เพื่อคำนวณระยะเวลา
ออมเงิน และจำนวนเงินที่ควรออมในแต่ละเดือน เช่น หากวางแผนมีลูกในอีก 2 ปี ก็จะมีเวลาเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับช่วงตั้งครรภ์และคลอดประมาณ 24 เดือน
2. สำรวจรายรับ-รายจ่ายของครอบครัว
ทำ
บัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อดูยอดเงินคงเหลือจริงในแต่ละเดือน ประเมินค่าใช้จ่ายประจำวันของลูกที่จะเพิ่มเข้ามา แล้วมองหาช่องทางตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป
ที่สำคัญ ควรสำรอง
เงินฉุกเฉินสำหรับครอบครัวไว้ประมาณ 3 - 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือนเพื่อช่วยรองรับค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
3. จัดสรรเงินออม และกระจายการลงทุน
แยกเงินออมเพื่อลูกออกจากบัญชีใช้จ่ายประจำ เพื่อช่วยสร้างวินัยและเก็บเงินไว้ตามเป้าหมาย พร้อมเลือกวิธีออมหรือลงทุนให้เหมาะกับระยะเวลาที่ต้องใช้เงิน
- เป้าหมายระยะสั้น (1 - 3 ปี) : ค่านม ผ้าอ้อม และค่าวัคซีน เน้นเก็บในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝากออมทรัพย์ ที่ถอนมาใช้จ่ายได้ทันที
- เป้าหมายระยะกลาง (3 - 5 ปี) : เงินค่าเทอมอนุบาล และประถม แนะนำลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางเช่น พันธบัตรรัฐบาล เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากทั่วไป
- เป้าหมายระยะยาว (5 - 10 ปีขึ้นไป) : ค่าเล่าเรียนระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย อาจพิจารณากระจายการลงทุนในในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงขึ้น เช่น กองทุนรวม เพื่อเพิ่มโอกาสให้เงินเติบโตในระยะยาว
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่สนใจข้อมูลกองทุนรวมเพื่อวางแผนระยะยาว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ : เจาะลึกเทรนด์ลงทุนปีม้าไฟ พร้อมแนะนำกองทุนรวมที่น่าสนใจ 2569
4. ทบทวน และปรับแผนการเงินสม่ำเสมอ
เพราะสภาวะเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ค่าเทอมโรงเรียน รวมถึงรายได้ของครอบครัวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงควรกลับมาทบทวนและปรับปรุงแผนการเงินอย่างน้อยปีละ 1 - 2 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางการออมเงินยังคงสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
ข้อมูลน่ารู้ : ครอบครัวที่มีการทบทวนและปรับปรุงแผนการเงินอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสบรรลุเป้าหมายการเตรียมทุนการศึกษาให้ลูกได้สำเร็จสูงกว่าครอบครัวที่ไม่เคยทบทวนแผนเลย
Krungsri The COACH แนะนำ : บัญชีเงินฝากที่เหมาะกับเป้าหมายของครอบครัว
การเริ่มต้นเตรียมเงินเพื่อลูกน้อย อย่างแรก คือ “การแยกบัญชีสำหรับเก็บเงิน” ออกจากบัญชีเงินฝากที่ไว้สำหรับใช้จ่ายทั่วไป
เงินออมสำหรับค่าใช้จ่ายของลูกในระยะสั้น ต้องพร้อมใช้ แนะนำฝากใน บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ “
มีแต่ได้ ออนไลน์” เพราะมีข้อดี ดังต่อไปนี้
- รับดอกเบี้ยสูง 1.25% ต่อปี : คิดดอกเบี้ยทุกวัน จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน (สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท)
- สแกนจ่าย ถอน หรือโอน ได้สะดวก : ทำรายการผ่าน krungsri app ได้ตลอดเวลา
- เปิดบัญชีได้ง่าย : ทำรายการด้วยตนเองผ่าน krungsri app ได้ทุกที่ ไม่ต้องเดินทางไปสาขา
เงินเก็บก้อนใหญ่เพื่อเป้าหมายสำคัญ เช่น ค่าคลอด เงินสนับสนุนการศึกษา (ค่าแป๊ะเจี๊ยะ) หรือ ค่าเทอม แนะนำเก็บด้วยบัญชี
“เงินฝากประจำปลอดภาษี 24 เดือน”
- รับดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป 6 เท่า*
- ดอกเบี้ยไม่เสียภาษี
- เป็นการทยอยเก็บเงินเป็นเท่า ๆ กันทุกเดือน เลือกได้ว่าจะเก็บเท่าใด เริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน สูงสุด 25,000 บาทต่อเดือน
- เก็บเงินต่อเนื่องได้ง่าย ตั้งโอนอัตโนมัติผ่าน krungsri app
การเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพอาจใช้เงินก้อนใหญ่ แต่หากมีการประเมินรายจ่าย มีวินัยในการออมเงิน และจัดสรรเงินอย่างถูกวิธี ครอบครัวก็จะสามารถรับมือกับทุกค่าใช้จ่ายได้อย่างมั่นใจ Krungsri The COACH ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวในการสร้างอนาคตที่มั่นคงเพื่อลูกน้อย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก
มีลูก 1 คน คุณพ่อ คุณแม่ควรเตรียมเงินประมาณ 1.0–1.6 ล้านบาท หากเรียนโรงเรียนรัฐบาล หรือ ประมาณ 2.1–4.6 ล้านบาทขึ้นไป จำนวนเงินที่ควรเก็บขึ้นอยู่กับเป้าหมายและระยะเวลาที่มี เช่น หากต้องการเตรียมเงิน 1.2 ล้านบาทใน 20 ปี ควรเก็บเฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน และควรแยกเงินฉุกเฉินไว้อีก 3–6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ มีทั้ง ของใช้ประจำวันและอุปกรณ์สำหรับเด็ก เช่น แพมเพิส รถเข็น และคาร์ซีท รวมถึง ค่ารักษาพยาบาล ค่าวัคซีน ค่าอาหารและนม โดยในช่วงแรกเกิดถึง 3 ปี อาจมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 150,000–400,000 บาท
หากคุณแม่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สามารถใช้สิทธิ์คลอดบุตรได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่หน่วยบริการตามสิทธิ์ ครอบคลุมทั้งการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอดตามดุลยพินิจของแพทย์ โดยนำบัตรประชาชนตัวจริงไปแสดงเพื่อใช้สิทธิ์
หากคุณพ่อ คุณแม่ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไข 5 เดือน ภายใน 15 เดือนก่อนคลอด คุณพ่อหรือคุณแม่จะได้รับค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง คุณแม่ยังมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นเวลา 90 วัน ตามเงื่อนไขที่กำหนด
เงินสงเคราะห์บุตรประกันสังคมจ่ายเดือนละ 1,000 บาทต่อคน สำหรับผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์ตามเงื่อนไข โดยได้รับตั้งแต่ลูกแรกเกิด จนถึงอายุ 6 ปีบริบูรณ์ ส่วนวันที่เงินเข้าในแต่ละเดือนอาจแตกต่างกันตามรอบการจ่าย จึงควรตรวจสอบกำหนดล่าสุดจากสำนักงานประกันสังคมอีกครั้ง
คุณพ่อหรือคุณแม่ที่ลงทะเบียนรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแล้ว สามารถเช็กสิทธิ์ สถานะเงิน ยอดเงิน และประวัติการโอนได้ผ่านแอป “ทางรัฐ” โดยเข้าเมนู บริการทั้งหมด > สวัสดิการ > ตรวจสอบสิทธิสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็ก หรือเช็กผ่านเว็บไซต์ทางรัฐได้เช่นกัน
อ้างอิง