ROE คืออะไร
รอบรู้เรื่องลงทุน

ROE คืออะไร ทำไมต้องรู้จัก Return On Equity ก่อนลงทุน

icon-access-time Posted On 22 กรกฎาคม 2569
By Krungsri The COACH
เวลาจะเลือกซื้อหุ้น หลายคนมักดูแค่ “กำไร” หรือ “ราคาหุ้น” แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีตัวเลขอีกตัวที่นักลงทุนใช้วัดว่า “บริษัทนำเงินของผู้ถือหุ้นไปสร้างกำไรได้เก่งแค่ไหน” ตัวเลขนั้นเรียกว่า ROE (Return on Equity) ซึ่งคือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ใช้วัดว่าบริษัทสามารถนำเงินของผู้ถือหุ้นไปสร้างกำไรได้ดีเพียงใด ยิ่ง ROE สูงอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปยิ่งสะท้อนว่าบริษัทใช้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ควรพิจารณาร่วมกับตัวชี้วัดอื่นด้วย

หากคุณเพิ่งเริ่มลงทุนและเคยสงสัยว่า ROE ดูอย่างไร หรือค่าเท่าไรถึงเรียกว่าดี Krungsri The COACH จะอธิบายให้เข้าใจแบบง่าย ๆ พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
Return On Equity คือ

ROE คำนวณอย่างไร ? พร้อมวิธีอ่านค่าแบบเข้าใจง่าย

ROE คืออะไร

นักลงทุนสามารถคำนวณหาค่า ROE ได้ด้วยตัวเองผ่านสูตรคำนวณ “ROE (%) = (กำไรสุทธิ ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) × 100” โดยมีวิธีการอ่านค่า ROE ดังนี้
  • หากผลลัพธ์มากกว่า 0% ขึ้นไป : แสดงว่า “เป็นบวก (+)” หมายถึง บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นได้
  • หากผลลัพธ์น้อยกว่า 0% : แสดงว่า “ติดลบ (-)” หมายถึง บริษัทขาดทุน ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นได้ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการลงทุนในระยะสั้นไปก่อน

ลองคำนวณให้เห็นภาพ : สมมติบริษัท A มีส่วนของผู้ถือหุ้น 4,000,000 บาท และทำกำไรสุทธิได้ 600,000 บาท
  • วิธีคิด : (600,000 ÷ 4,000,000) × 100 = 15%
  • อ่านค่าได้ว่า : บริษัทนำเงินของผู้ถือหุ้น 100 บาท ไปสร้างผลตอบแทนกลับมาได้ถึง 15 บาท

อยากวิเคราะห์ ROE ให้ชัดขึ้น ? ลองทำความรู้จัก DuPont Analysis

ค่า ROE ที่สูงไม่ได้แปลว่าเป็นหุ้นของบริษัทที่ดีเสมอไป เพราะบางบริษัทมี ROE สูงจากการกู้หนี้จำนวนมาก ไม่ใช่จากการทำธุรกิจที่แข็งแกร่ง ดังนั้น นักลงทุนมักใช้ DuPont Analysis เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ค่า ROE เนื่องจาก DuPont Analysis คือ การแตก ROE ออกเป็น 3 ปัจจัยสำคัญ ทำให้เห็นว่า ROE มาจากอะไร และบริษัทสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นด้วยวิธีไหน
 
สูตรคำนวณ ROE แบบ DuPont Analysis

ค่า ROE = Net Profit Margin x Asset Turnover x Equity Multiplier

เจาะลึก 3 ปัจจัยสำคัญของ DuPont Analysis


จากสูตรด้านบน เรามาทำความรู้จักความหมายของทั้ง 3 ปัจจัยกันก่อนว่า แต่ละตัวทำหน้าที่บอกอะไรเราบ้าง
 
ตัวชี้วัด (DuPont) สะท้อนอะไรในธุรกิจ แบบไหนถึงดี
1. Net Profit Margin ประสิทธิภาพการคุมต้นทุน และทำกำไร หากเปอร์เซ็นต์สูงแปลว่ามาร์จิ้นหนา สามารถนำไปคาดการณ์กำไรล่วงหน้าเพื่อดูความถูกแพงของหุ้นได้ดี ต้องสูงอย่างสม่ำเสมอจากธุรกิจหลัก ไม่ใช่พุ่งขึ้นมาชั่วคราวจากกำไรพิเศษ เช่น การขายที่ดินหรือสินทรัพย์ทิ้ง
2. Asset Turnover วัดว่าบริษัทนำสินทรัพย์ที่มี (เช่น โรงงาน เครื่องจักร) ไปสร้างยอดขายได้กี่ “เท่า” (คำนวณจาก ยอดขาย ÷ สินทรัพย์รวม)

ยิ่งได้ตัวเลขสูง แปลว่าใช้สินทรัพย์ได้คุ้มค่า และเปลี่ยนเป็นรายได้ได้เก่ง
ยิ่งสูงยิ่งดี เหมาะสำหรับใช้เปรียบเทียบหุ้นในกลุ่มที่ใช้สินทรัพย์สูงเหมือนกัน เช่น โรงงาน โรงแรม หรืออสังหาริมทรัพย์
3. Equity Multiplier วัดว่าบริษัทมีการใช้เงินตัวเอง หรือมีการกู้เงินเพื่อเอามาลงทุนมากน้อยแค่ไหน โดยมีหน่วยเป็น “เท่า” (คำนวณจาก สินทรัพย์รวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น)

หากได้ค่า 1 เท่า แปลว่าใช้เงินตัวเองล้วน ๆ แต่ถ้าตัวเลขยิ่งสูงกว่า 1 เท่าขึ้นไป แปลว่าบริษัทมีการกู้เงินเพื่อเอามาลงทุนในสัดส่วนที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีภาระดอกเบี้ย และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ไม่ควรสูงเกินค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม เพราะหาก ROE สูงเพราะหนี้ท่วม จะตามมาด้วยความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่เข้ามาตัดทอนกระแสเงินสด

ตัวอย่างการใช้ DuPont Analysis คำนวณหาค่า ROE


เมื่อเข้าใจความหมายของทั้ง 3 ปัจจัยแล้ว ลองมาดูตัวอย่างจำลองเพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้จริงกัน

สมมติว่า มีบริษัท A และบริษัท B ที่ทำผลตอบแทน (ROE) ได้ 15% เท่ากัน แต่เมื่อกางส่วนประกอบดูแล้ว จะพบความแตกต่างที่น่าสนใจมาก ดังนี้
 
ตัวชี้วัด (DuPont) หุ้นบริษัท A หุ้นบริษัท B
Net Profit Margin 10% 3%
Asset Turnover 1.5 1.0
Equity Multiplier 1.0 5.0
ROE (ผลคูณ) 15% 15%
Krungsri The COACH วิเคราะห์ :

จากตารางค่า ROE บรรทัดสุดท้าย ทั้งบริษัท A และ B ทำได้ 15% เท่ากัน แต่เมื่อเราใช้ DuPont Analysis แกะดูไส้ใน จะพบว่า บริษัท A มีคุณภาพดีกว่าและน่าลงทุนกว่ามาก

สาเหตุเพราะบริษัท A สามารถทำกำไรสุทธิได้สูงถึง 10% และนำสินทรัพย์ไปหมุนสร้างยอดขายได้คุ้มค่าถึง 1.5 เท่า ที่สำคัญคือไม่ได้กู้เงินมาช่วยเลย (Equity Multiplier = 1.0 คือใช้เงินทุนตัวเองล้วน ๆ)

ในทางกลับกัน บริษัท B ถือว่ามีความน่ากังวล เพราะจริง ๆ แล้วขายของได้กำไรเพียงแค่ 3% เท่านั้น แต่อาศัยการ “กู้เงินเพื่อเอามาลงทุน” ในสัดส่วนที่สูงมากถึง 5 เท่า เพื่อดันให้ค่า ROE ออกมาดูสูงถึง 15% ได้ ส่งผลให้ในอนาคต ถ้าบริษัท B ขายของไม่ได้ตามเป้า หรือเจอภาวะดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น บริษัท B จะแบกรับภาระหนี้ไม่ไหว และเสี่ยงที่จะขาดทุนหนักกว่าบริษัท A ทันที

วิธีประเมินค่า ROE เท่าไรถึงเรียกว่าดี และน่าลงทุน

วิธีประเมินค่า ROE

หลังจากเข้าใจสูตรคำนวณค่า ROE ไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำตัวเลขที่ได้มาประเมินความน่าสนใจในการลงทุน Krungsri The COACH แนะนำให้ใช้ 4 เกณฑ์หลักนี้ร่วมในการพิจารณาและคัดกรองหุ้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รอบด้านยิ่งขึ้น
  1. ตัวเลขเกณฑ์มาตรฐานสากล : ในมุมมองของนักลงทุนมืออาชีพ บริษัทที่มีการบริหารจัดการเงินทุนที่ดี ควรมีค่า ROE ตั้งแต่ 12% - 15% ขึ้นไป อย่างต่อเนื่อง
  2. ตรวจสอบความสม่ำเสมอย้อนหลัง : ห้ามดูตัวเลขเพียงแค่ปีเดียว เพราะอาจเป็นตัวเลขที่ดีชั่วคราวจากกำไรพิเศษ เช่น การขายทรัพย์สินของบริษัท ดังนั้น ควรเช็กสถิติต่อเนื่องย้อนหลัง 3 - 5 ปี เพื่อพิสูจน์ฝีมือการบริหารที่แท้จริง
  3. เปรียบเทียบในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน : บริบทของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน หุ้นเทคโนโลยีอาจมี ROE สูงได้ง่ายเนื่องจากสินทรัพย์น้อย แต่หุ้นกลุ่มธนาคารหรือพลังงานที่มีฐานทุนขนาดใหญ่ ค่า ROE เฉลี่ยอยู่ที่ 10% - 15% ก็นับว่าแข็งแกร่งมากแล้ว
  4. ระวังเทรนด์ขาลง (สัญญาณเตือนภัย) : หากพบว่าค่า ROE ทยอยลดลงติดต่อกันทุกปี เป็นสัญญาณว่าความสามารถในการทำธุรกิจ และการแข่งขันของบริษัทกำลังถดถอย ควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนลงทุน

ROE ไม่ควรดูเพียงตัวเดียว ควรดูร่วมกับ 5 ตัวนี้

เช็กลิสต์อัตราส่วน

เพื่อให้ประเมินความน่าลงทุนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นักลงทุนจึงไม่ควรดู ROE เพียงตัวเดียว เพราะค่า ROE ที่สูง ไม่ได้แปลว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนเสมอไป โดย Krungsri The COACH แนะนำให้ใช้ ROE ร่วมกับ “เช็กลิสต์อัตราส่วน” เหล่านี้ประกอบด้วย
 
ตัวชี้วัด ใช้ดูอะไร วิธีดูค่า
D/E Ratio (Debt-to-Equity Ratio) ใช้ตรวจสอบว่าบริษัทมีภาระหนี้สินมากแค่ไหน เพื่อช่วยยืนยันว่าค่า ROE ที่สูงมาจากการทำธุรกิจเก่งจริง ๆ หรือ มาจากการกู้เงินมาปั้นตัวเลข ใช้ D/E = 1 เท่า (หนี้สินเท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้น) เป็นเกณฑ์เบื้องต้น หากต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าบริษัทมีหนี้ไม่มาก แต่หากสูงกว่า 1.5-2 เท่า แสดงว่าบริษัทพึ่งพาหนี้ค่อนข้างมาก แม้ ROE สูง ก็อาจมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น
ROA (Return on Assets) ใช้วัดประสิทธิภาพการทำกำไรจาก “สินทรัพย์ทั้งหมด” ของบริษัท (รวมทั้งเงินตัวเอง และเงินกู้) หุ้นที่ดี ROA และ ROE ควรใกล้เคียงกัน เช่น ROE 15% และ ROA 12% แต่ถ้าตัวเลขห่างกันมาก เช่น ROE 15% แต่ ROA 2% แปลว่า บริษัทมีการกู้เงินจำนวนมาก
P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) ใช้ประเมินว่า ราคาหุ้นปัจจุบันแพงหรือถูก เมื่อเทียบกับกำไรที่บริษัททำได้ ค่า P/E เปรียบเหมือน “ระยะเวลาคืนทุน” เช่น P/E 10 เท่า แปลว่าซื้อหุ้นวันนี้ อีก 10 ปีถึงจะคืนทุน ดังนั้น ยิ่ง P/E ต่ำยิ่งดี (คืนทุนไว) แต่ถ้าหุ้นมี ROE สูง แต่ค่า P/E พุ่งไป 40-50 เท่า อาจแปลว่า ราคาหุ้นตอนนี้แพงเกินไป ซื้อแล้วอาจไม่คุ้ม
Net Profit Margin ใช้วัดว่า บริษัทสามารถเปลี่ยนรายได้จากการขายให้เป็นกำไรสุทธิได้กี่เปอร์เซ็นต์ สะท้อนประสิทธิภาพในการทำกำไร ให้คิดง่าย ๆ ว่าขายของได้ 100 บาท เหลือกำไรกี่บาท เช่น อัตรากำไร 15% แปลว่าขายของ 100 บาท หักต้นทุนแล้วเหลือกำไร 15 บาท ยิ่งตัวเลขนี้สูงยิ่งสะท้อนว่าบริษัทคุมต้นทุนเก่ง และควรเลือกบริษัทที่ทำตัวเลขได้คงที่ ไม่แกว่งไปมา
Dividend Yield ใช้ดู อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล เพื่อประเมินว่าผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด ให้เปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ถ้าตัวเลขอยู่ที่ 4-5% ต่อปีขึ้นไป ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และน่าสนใจ ทั้งนี้ต้องดูย้อนหลังด้วยว่า บริษัทจ่ายปันผลสม่ำเสมอทุกปีหรือไม่ ไม่ใช่จ่ายสูงแค่ปีเดียว

ข้อควรระวัง : ห้ามนำเกณฑ์เดียวกันไปตัดสินทุกธุรกิจ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีหนี้สินสูงเป็นเรื่องปกติจากเงินฝากของลูกค้า (ทางบัญชีนับเงินฝากเป็นหนี้สิน) จึงไม่นิยมนำ D/E Ratio มาเป็นเกณฑ์ตัดสินหลักในการคัดกรองหุ้นกลุ่มนี้

ค่า ROE ของหุ้นแต่ละตัวดูได้จากที่ไหน ?

ค่า ROE ดูจากที่ไหน

สำหรับใครที่ต้องการเช็กค่า ROE ของหุ้นที่สนใจ คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งกดเครื่องคิดเลขคำนวณเอง เพราะสามารถเข้าไปดูงบการเงิน และอัตราส่วนทางการเงินย้อนหลังได้ฟรี ผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือ Settrade โดยพิมพ์ชื่อย่อหุ้นที่ต้องการในช่องค้นหา แล้วเลือกคลิกที่แท็บ “งบการเงิน/ผลประกอบการ” ข้อมูลสำคัญทั้งหมดจะถูกจัดเรียงไว้ให้อย่างครบถ้วนพร้อมใช้งานทันที

ROE หรือ Return On Equity ไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติบนหน้างบการเงิน แต่คือเครื่องมือสำคัญที่บอกให้รู้ว่า เงินทุกบาทที่นักลงทุนใส่เข้าไปในธุรกิจ ถูกนำไปใช้อย่างงอกเงยและมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้ว การไม่ตัดสินใจเลือกหุ้นจากค่า ROE เพียงลำพัง แต่รู้จักนำไปวิเคราะห์ร่วมกับอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ จะช่วยให้มองเห็นความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่ สามารถคัดกรองบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งได้อย่างแม่นยำ และช่วยให้พอร์ตการลงทุนเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา