เงินฝาก


| ตัวชี้วัด (DuPont) | สะท้อนอะไรในธุรกิจ | แบบไหนถึงดี |
|---|---|---|
| 1. Net Profit Margin | ประสิทธิภาพการคุมต้นทุน และทำกำไร หากเปอร์เซ็นต์สูงแปลว่ามาร์จิ้นหนา สามารถนำไปคาดการณ์กำไรล่วงหน้าเพื่อดูความถูกแพงของหุ้นได้ดี | ต้องสูงอย่างสม่ำเสมอจากธุรกิจหลัก ไม่ใช่พุ่งขึ้นมาชั่วคราวจากกำไรพิเศษ เช่น การขายที่ดินหรือสินทรัพย์ทิ้ง |
| 2. Asset Turnover | วัดว่าบริษัทนำสินทรัพย์ที่มี (เช่น โรงงาน เครื่องจักร) ไปสร้างยอดขายได้กี่ “เท่า” (คำนวณจาก ยอดขาย ÷ สินทรัพย์รวม) ยิ่งได้ตัวเลขสูง แปลว่าใช้สินทรัพย์ได้คุ้มค่า และเปลี่ยนเป็นรายได้ได้เก่ง |
ยิ่งสูงยิ่งดี เหมาะสำหรับใช้เปรียบเทียบหุ้นในกลุ่มที่ใช้สินทรัพย์สูงเหมือนกัน เช่น โรงงาน โรงแรม หรืออสังหาริมทรัพย์ |
| 3. Equity Multiplier | วัดว่าบริษัทมีการใช้เงินตัวเอง หรือมีการกู้เงินเพื่อเอามาลงทุนมากน้อยแค่ไหน โดยมีหน่วยเป็น “เท่า” (คำนวณจาก สินทรัพย์รวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น) หากได้ค่า 1 เท่า แปลว่าใช้เงินตัวเองล้วน ๆ แต่ถ้าตัวเลขยิ่งสูงกว่า 1 เท่าขึ้นไป แปลว่าบริษัทมีการกู้เงินเพื่อเอามาลงทุนในสัดส่วนที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มีภาระดอกเบี้ย และความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย |
ไม่ควรสูงเกินค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม เพราะหาก ROE สูงเพราะหนี้ท่วม จะตามมาด้วยความเสี่ยงจากดอกเบี้ยที่เข้ามาตัดทอนกระแสเงินสด |
| ตัวชี้วัด (DuPont) | หุ้นบริษัท A | หุ้นบริษัท B |
|---|---|---|
| Net Profit Margin | 10% | 3% |
| Asset Turnover | 1.5 | 1.0 |
| Equity Multiplier | 1.0 | 5.0 |
| ROE (ผลคูณ) | 15% | 15% |


| ตัวชี้วัด | ใช้ดูอะไร | วิธีดูค่า |
|---|---|---|
| D/E Ratio (Debt-to-Equity Ratio) | ใช้ตรวจสอบว่าบริษัทมีภาระหนี้สินมากแค่ไหน เพื่อช่วยยืนยันว่าค่า ROE ที่สูงมาจากการทำธุรกิจเก่งจริง ๆ หรือ มาจากการกู้เงินมาปั้นตัวเลข | ใช้ D/E = 1 เท่า (หนี้สินเท่ากับส่วนของผู้ถือหุ้น) เป็นเกณฑ์เบื้องต้น หากต่ำกว่า 1 เท่า แสดงว่าบริษัทมีหนี้ไม่มาก แต่หากสูงกว่า 1.5-2 เท่า แสดงว่าบริษัทพึ่งพาหนี้ค่อนข้างมาก แม้ ROE สูง ก็อาจมาพร้อมความเสี่ยงที่สูงขึ้น |
| ROA (Return on Assets) | ใช้วัดประสิทธิภาพการทำกำไรจาก “สินทรัพย์ทั้งหมด” ของบริษัท (รวมทั้งเงินตัวเอง และเงินกู้) | หุ้นที่ดี ROA และ ROE ควรใกล้เคียงกัน เช่น ROE 15% และ ROA 12% แต่ถ้าตัวเลขห่างกันมาก เช่น ROE 15% แต่ ROA 2% แปลว่า บริษัทมีการกู้เงินจำนวนมาก |
| P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio) | ใช้ประเมินว่า ราคาหุ้นปัจจุบันแพงหรือถูก เมื่อเทียบกับกำไรที่บริษัททำได้ | ค่า P/E เปรียบเหมือน “ระยะเวลาคืนทุน” เช่น P/E 10 เท่า แปลว่าซื้อหุ้นวันนี้ อีก 10 ปีถึงจะคืนทุน ดังนั้น ยิ่ง P/E ต่ำยิ่งดี (คืนทุนไว) แต่ถ้าหุ้นมี ROE สูง แต่ค่า P/E พุ่งไป 40-50 เท่า อาจแปลว่า ราคาหุ้นตอนนี้แพงเกินไป ซื้อแล้วอาจไม่คุ้ม |
| Net Profit Margin | ใช้วัดว่า บริษัทสามารถเปลี่ยนรายได้จากการขายให้เป็นกำไรสุทธิได้กี่เปอร์เซ็นต์ สะท้อนประสิทธิภาพในการทำกำไร | ให้คิดง่าย ๆ ว่าขายของได้ 100 บาท เหลือกำไรกี่บาท เช่น อัตรากำไร 15% แปลว่าขายของ 100 บาท หักต้นทุนแล้วเหลือกำไร 15 บาท ยิ่งตัวเลขนี้สูงยิ่งสะท้อนว่าบริษัทคุมต้นทุนเก่ง และควรเลือกบริษัทที่ทำตัวเลขได้คงที่ ไม่แกว่งไปมา |
| Dividend Yield | ใช้ดู อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล เพื่อประเมินว่าผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด | ให้เปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ถ้าตัวเลขอยู่ที่ 4-5% ต่อปีขึ้นไป ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และน่าสนใจ ทั้งนี้ต้องดูย้อนหลังด้วยว่า บริษัทจ่ายปันผลสม่ำเสมอทุกปีหรือไม่ ไม่ใช่จ่ายสูงแค่ปีเดียว |
