เปรียบเทียบ หุ้นปันผล vs กองทุนปันผล ลงทุนแบบไหนตอบโจทย์ที่สุด
รอบรู้เรื่องลงทุน

เงินปันผลสำคัญแค่ไหน วางแผนอย่างไรให้คุ้ม

icon-access-time Posted On 27 พฤษภาคม 2569
By Krungsri The COACH
"...เงินปันผลคือออร์เดิร์ฟชั้นดีที่ช่วยให้คุณอิ่มท้อง ในระหว่างที่รออาหารจานหลัก อย่างกำไรจากส่วนต่างราคา...”

นี่คือคำพูดของ จอห์น เนฟฟ์ (John Neff) นักลงทุนระดับตำนาน ที่อธิบายเสน่ห์ของหุ้นปันผลได้อย่างเห็นภาพ เพราะต่อให้ราคาหุ้นยังทรงตัว เราก็ยังมี “เงินปันผล” ไหลเข้ามาเรื่อย ๆ ถือเป็น Passive Income ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง

แต่เมื่อพูดถึงการลงทุนเพื่อรับปันผล คำถามที่หลายคนเริ่มสงสัยต่อก็คือ… ระหว่าง “หุ้นปันผล” กับ “กองทุนปันผล” ควรลงทุนอะไร ถึงจะได้รับผลตอบแทนที่ตรงใจเรามากที่สุด Krungsri The COACH จะพาไปค้นหาคำตอบ เพื่อให้คุณวางแผนลงทุนได้ตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ

เงินปันผลคืออะไร ?

เงินปันผลคืออะไร

เงินปันผล (Dividend) คือ ส่วนแบ่งกำไรที่บริษัทจดทะเบียนนำมาจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้น หลังจากที่บริษัทบริหารงานจนมีผลประกอบการที่ดี และเกิดกำไร เปรียบเสมือนรางวัลตอบแทนที่นักลงทุนนำเงินไปร่วมลงทุนด้วย ซึ่งการได้รับเงินปันผลจะช่วยสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางได้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์นั้นออกจากพอร์ตเพื่อทำกำไร

เจาะลึกเงินปันผล 2 รูปแบบ : เข้าใจความต่าง เพื่อวางแผนให้พอร์ตโต

แม้จะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน แต่นโยบายการจ่ายปันผลอาจแตกต่างกัน ก่อนเริ่มลงทุน ทุกคนจึงต้องทำความเข้าใจรูปแบบการจ่ายเงินปันผลก่อน ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ๆ ดังนี้

1. เงินปันผลเป็นเงินสด (Cash Dividends)


รูปแบบคลาสสิกที่นักลงทุนชื่นชอบมากที่สุด คือการที่บริษัทหรือกองทุนโอนส่วนแบ่งกำไรเป็น “เงินสด” เข้าบัญชีธนาคารของเราโดยตรง มักกำหนดเป็นตัวเลขชัดเจน เช่น ประกาศจ่าย 1 บาทต่อหน่วย หากเราถืออยู่ 1,000 หน่วย ก็จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชี 1,000 บาท (ก่อนหักภาษี) เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดไปใช้จ่ายทันที

2. เงินปันผลเป็นหุ้น (Stock Dividends)


แทนที่จะจ่ายเป็นเงินสด บริษัทจะตีมูลค่ากำไรแล้วจ่ายออกมาเป็น “หุ้นสามัญใหม่” เพิ่มให้เราฟรี ๆ แทน โดยกำหนดเป็นอัตราส่วน เช่น 10:1 (มีหุ้นเดิม 10 หุ้น ได้หุ้นใหม่ 1 หุ้น) วิธีนี้มักใช้เมื่อบริษัทต้องการเก็บเงินสดไว้ขยายกิจการต่อ ซึ่งข้อดีคือช่วยให้จำนวนหุ้นในพอร์ตของเราเพิ่มขึ้น และมีโอกาสรับปันผลที่มากขึ้นในอนาคต

เงินปันผลเข้าวันไหน นักลงทุนต้องเช็กอะไรบ้าง ?

เงินปันผลเข้าวันไหน

การจะรับเงินปันผล ไม่ใช่การซื้อหุ้นวันนี้แล้วพรุ่งนี้ได้เงินทันที แต่ระบบจะมีไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งมีวันสำคัญที่นักลงทุนต้องจำให้แม่น คือ
  • วันประกาศ (Declaration Date) : วันที่บริษัทประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะจ่ายปันผลเท่าไร และจ่ายเมื่อไร
  • วันขึ้นเครื่องหมาย XD (Ex-Dividend Date) : วันแรกที่ซื้อหุ้นแล้ว “จะไม่ได้” รับสิทธิปันผลในรอบนั้น (ใครอยากได้ปันผล ต้องซื้อก่อนวัน XD)
  • วันกำหนดรายชื่อ (Record Date) : วันปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อคนที่มีสิทธิรับเงิน
  • วันจ่ายเงิน (Payment Date) : วันที่เงินสดโอนเข้าบัญชีเราจริง ๆ

เมื่อเรารู้วันรับเงินปันผลเรียบร้อยแล้ว คำถามสำคัญถัดมาคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า กองทุนหุ้นปันผลที่เราสนใจนั้น จ่ายปันผลคุ้มค่าแค่ไหน ? ในการวัดความคุ้มค่านั้น เราจะไม่ดูแค่ตัวเลขเงินบาทที่จ่ายออกมาโดด ๆ แต่จะต้องดูที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ด้วย

วิธีคำนวณ Dividend Yield ง่าย ๆ เช็กให้ชัวร์ว่าปันผลคุ้มจริง

วิธีคำนวณ Dividend Yield

Dividend Yield คือ การเปรียบเทียบเงินปันผลที่ได้รับ กับราคาหน่วยลงทุน (NAV) ณ ปัจจุบัน เพื่อให้เห็นภาพว่าเงินที่เราจ่ายซื้อไปนั้น สร้างผลตอบแทนกลับมาเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถคำนวณได้ง่าย ๆ ด้วยสมการนี้
 
(
เงินปันผลต่อหน่วย ราคา NAV ปัจจุบัน
) × 100% = Dividend Yield

ตัวอย่าง : กองทุนหุ้น A ราคา NAV อยู่ที่ 50 บาท ประกาศจ่ายปันผล 2.5 บาทต่อหน่วย เมื่อนำมาเข้าสูตร (2.5 / 50) x 100% = จะได้ Dividend Yield ที่ 5% ต่อปี

คำเตือน : Dividend Yield ของกองทุนหุ้นที่สูงลิ่วไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป บางครั้งอาจเกิดจาก “ราคาหน่วยลงทุน (NAV) ปรับตัวลดลงหนัก” ไม่ใช่เพราะกองทุนทำกำไรได้มากขึ้น ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงต้องพิจารณาผลการดำเนินงานย้อนหลัง ฝีมือผู้จัดการกองทุน และนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้น ๆ ควบคู่ไปด้วยเสมอ

ความจริงที่ต้องรู้ เงินปันผลจ่ายทุกเดือนมีจริงหรือโฆษณา ?

เฉลย โดยปกติ หุ้นหรือกองทุนรวมมักจะจ่ายปันผลเพียงปีละ 1-4 ครั้ง การคาดหวังให้สินทรัพย์ตัวเดียวจ่ายปันผลออกมาทุกเดือนจึงเป็นไปได้ยาก

ใครที่อยากได้เงินปันผลทุกเดือน มีทริกง่าย ๆ คือ “กระจายการลงทุน” ไปในหลายกองทุนที่มีรอบจ่ายเงินสลับกัน เช่น กอง A จ่ายรอบเดือน 1, 4, 7, 10 นำมาจับคู่สลับกับ กอง B ที่จ่ายรอบเดือน 2, 5, 8, 11 เพียงแค่นี้ก็สามารถสร้างพอร์ตที่มีกระแสเงินสดเข้ามาให้ชื่นใจได้ทุกเดือนแล้ว

รับปันผลอย่าเพิ่งดีใจ เปิดสูตรจัดการ “ภาษีเงินปันผล” ให้เงินไม่รั่ว

ภาษีเงินปันผล

โดยปกติแล้วเงินปันผลที่ได้รับ (ทั้งจากหุ้น และกองทุนรวม) จะถูก “หักภาษี ณ ที่จ่าย 10%” ทันทีตั้งแต่ต้นทางก่อนโอนเข้าบัญชี

แต่ข้อดีคือ กรมสรรพากรให้สิทธิในการเลือกจัดการภาษีส่วนนี้ได้ 2 ทาง คือ
  • ยอมให้หัก 10% แล้วจบเลย (Final Tax) : ไม่ต้องนำรายได้ส่วนนี้ไปรวมยื่นภาษีประจำปีอีก เหมาะกับคนที่มีฐานภาษีบุคคลธรรมดาสูงกว่า 10%
  • นำไปรวมยื่นภาษีปลายปี : หากมีฐานภาษีรวมทั้งปีต่ำกว่า 10% สามารถนำเงินปันผลส่วนนี้ไปรวมยื่นภาษีเพื่อขอเงินที่ถูกหักไป 10% คืนได้

พิเศษสำหรับสายหุ้น ! หากลงทุนในหุ้นโดยตรง จะมีสิทธิพิเศษที่เรียกว่า “เครดิตภาษีเงินปันผล” ซึ่งสามารถนำไปคำนวณเพื่อขอคืนภาษีนิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้วกลับมาได้ด้วย ทำให้มีโอกาสได้เงินคืนมากกว่าเดิม ซึ่งสิทธินี้จะไม่ได้ครอบคลุมถึงกองทุนรวม

เมื่อเข้าใจกลไก และวิธีจัดการภาษีเรียบร้อยแล้ว สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นลงทุนเพื่อให้ได้เงินปันผลสม่ำเสมอ โดยทั่วไปจะมี 2 ทางเลือกหลัก ๆ ได้แก่ “หุ้นปันผล” กับ “กองทุนปันผล

เปรียบเทียบชัด ๆ “หุ้นปันผล” VS “กองทุนปันผล” วางเงินไว้ที่ไหนดี ?

หุ้นปันผล VS กองทุนปันผล

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสไตล์การลงทุนของคุณเหมาะกับทางเลือกไหน Krungsri The COACH ได้สรุปข้อแตกต่างระหว่างการคัดเลือกหุ้นปันผลด้วยตัวเองกับการให้มืออาชีพดูแลผ่านกองทุนรวมมาให้แล้ว
 
รายละเอียด หุ้นปันผล (Dividend Stocks) กองทุนปันผล (Dividend Funds)
การเลือกสินทรัพย์ ต้องวิเคราะห์งบการเงิน และเลือกบริษัทด้วยตัวเอง มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคัดเลือกและปรับพอร์ตให้
การกระจายความเสี่ยง เสี่ยงสูง หากบริษัทนั้นงดจ่ายปันผล เราก็ชวดเงินทันที เสี่ยงต่ำกว่า เพราะกองทุนกระจายเงินไปลงทุนในหลาย ๆ บริษัท
สภาพคล่อง หุ้นบางตัวจ่ายปันผลดี แต่ไม่มีสภาพคล่อง ซื้อขายยาก สภาพคล่องสูง ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ง่ายตามเวลาทำการ
เหมาะกับใคร นักลงทุนที่มีประสบการณ์ มีเวลาติดตามข่าวสาร และวิเคราะห์หุ้น นักลงทุนมือใหม่ ไม่มีเวลาเฝ้าจอ ต้องการกระจายความเสี่ยง
จากตารางเปรียบเทียบจะเห็นได้ว่า สำหรับใครที่ไม่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ หรือเพิ่งเริ่มต้นและต้องการให้เงินทำงานแบบไม่ปวดหัว การเลือกลงทุนผ่าน “กองทุนปันผล” ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารจัดการความเสี่ยงให้แบบเบ็ดเสร็จ

Krungsri The COACH แนะนำ : กองทุนปันผลเด่นน่าสนใจ ให้มืออาชีพดูแลพอร์ต

สำหรับผู้ที่มองหาโอกาสสร้างกระแสเงินสดจากกองทุนปันผลคุณภาพ Krungsri The COACH ขอแนะนำ กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้-ปันผล (KFGBRAND-D) ตัวช่วยปั้น Passive Income ที่เน้นนำเงินไปลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง และมีกระแสเงินสดในมือมั่นคง

โดยกองทุนจะเน้นคัดสรรหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของผู้คน เช่น กลุ่มเฮลธ์แคร์ (Healthcare) และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งมีความทนทานต่อความผันผวนของตลาดสูง (ระดับความเสี่ยงกองทุน : ระดับ 6 - เสี่ยงสูง)

จุดเด่นของกองทุน KFGBRAND-D

 
  • มั่นคงระยะยาว : เลือกลงทุนเฉพาะบริษัทระดับโลกที่มีคุณภาพสูง ทนทานต่อทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ และมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง
  • ใส่ใจความยั่งยืน : นำปัจจัยด้าน ESG (Environment, Social, Governance) เข้ามาใช้ในกระบวนการคัดเลือกหุ้นเพื่อผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
  • บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ : ดูแลพอร์ตโดยทีมผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในตลาดมาอย่างยาวนาน
  • ปันผลสม่ำเสมอ : มีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดี และมีนโยบายจ่ายปันผลไม่เกินปีละ 12 ครั้ง

สรุปแล้ว การเลือกลงทุนในกองทุนปันผล ถือเป็นก้าวแรกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่อยากให้เงินทำงาน เพราะมีมืออาชีพคอยดูแลทิศทางให้ พร้อมรับกระแสเงินสดระหว่างทาง สิ่งสำคัญคืออย่าลืมศึกษานโยบาย และประวัติการจ่ายปันผลย้อนหลังให้ดีจากหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน
 
กองทุนกรุงศรี

การลงทุนใด ๆ ก็ตามย่อมมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

KFGBRAND-D ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนจึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนจำหน่ายหน่วยลงทุนให้กับ บลจ. กรุงศรี เท่านั้น สอบถามข้อมูลและขอคําแนะนํากับผู้เชี่ยวชาญการลงทุนได้ที่สาขาธนาคาร หรือ โทร 0 2296 5959


อ้างอิง
pym logo
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา