จากติดลบสู่ความมั่งคั่ง พิชิตความจนด้วยปิรามิดทางการเงิน

Posted On 21 พฤษภาคม 2569
By Krungsri The COACH
ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่การ “
หาเงินเก่ง” แต่วัดกันที่ “
รากฐานการเงิน” ที่แข็งแกร่ง
การวางแผนการเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงและรับมือกับทุกวิกฤตที่ไม่คาดฝัน
บทความนี้ Krungsri The COACH จะพาไปรู้จัก “
ปิรามิดทางการเงิน” เครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะช่วยจัดระเบียบกระเป๋าเงิน และต่อยอดความมั่นคงตั้งแต่ฐานรากไปจนถึงยอดสุด
ปิรามิดทางการเงิน (Financial Pyramid) คืออะไร ?
ปิรามิดทางการเงิน (Financial Pyramid) หรือที่หลายคนเรียกว่า “
สามเหลี่ยมทางการเงิน” คือแนวคิด และเครื่องมือในการจัดระเบียบแผนการเงินส่วนบุคคล โดยเรียงลำดับความสำคัญจาก “
ฐาน” ขึ้นไปสู่ “
ยอด” เพื่อช่วยให้เราจัดสรรเป้าหมายการเงินได้อย่างถูกต้อง รู้ว่าเงินก้อนไหนควรเก็บไว้ในสินทรัพย์ประเภทใด และต้องใช้ระยะเวลาเท่าไรถึงจะเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละช่วงชีวิตโดยไม่สะดุด
ลองจินตนาการดูว่า... ถ้าเราสร้างบ้านโดยไม่มีเสาเข็มที่แข็งแรง แค่เจอลมพายุพัดมาเบา ๆ บ้านก็พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ การเงินของเราก็เช่นกัน หากกระโดดไปลงทุนโดยไม่มีเงินสำรอง เมื่อเกิดวิกฤตก็ต้องดึงเงินลงทุนออกมาใช้จนเสียแผน การสร้างรากฐานให้แน่นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
เจาะลึก 5 ขั้น ปิรามิดทางการเงิน สร้างความมั่นคงในทุกมิติ
เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว ลองมากางแผนที่เจาะลึกปิรามิดทั้ง 5 ขั้นตอนกันดูว่า การจะสร้างความมั่งคั่งให้แข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานไปจนถึงยอด ต้องทำอย่างไรบ้าง
ขั้นที่ 1 : เริ่มต้นวางแผนจัดการเงินในชีวิตประจำวัน (Cash Flow Management)
จุดเริ่มต้นของการสร้างรากฐานปิรามิดให้มั่นคง ไม่ใช่การรีบหาเงินให้ได้เยอะ ๆ แต่คือ “
การจัดการกระแสเงินสด” ให้เป็นบวกอยู่เสมอ โดยเราจะต้องรู้ว่าแต่ละเดือนมีรายรับเท่าไร มีรายจ่ายอะไรบ้าง และควบคุม “
หนี้สิน” ให้อยู่ในระดับไม่เกินตัว
เพื่อให้การบริหารเงินในชีวิตประจำวันเป็นระบบมากขึ้น ลองนำเทคนิคการจัดสรรค่าใช้จ่ายแบบ 50/30/20 ไปปรับใช้กัน ได้แก่
- 50% สำหรับรายจ่ายจำเป็น : เช่น ค่าเช่าบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอาหาร
- 30% สำหรับรายจ่ายเพื่อความสุข : เช่น ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง หรือทานอาหารมื้อพิเศษ
- 20% สำหรับการออม : เป็นส่วนที่เรานำไปสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน
เมื่อเราสามารถควบคุมรายจ่ายให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม และบริหารหนี้สินต่อเดือนให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย (
ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้) ก็เท่ากับว่าเราได้เทเสาเข็มให้ปิรามิดทางการเงินของเราแข็งแกร่ง พร้อมต่อยอดไปสู่ขั้นต่อไปโดยไม่ล้มครืนลงมาเมื่อเจอวิกฤตแล้ว
ขั้นที่ 2 : การวางแผนภาษี (Tax Planning)
การวางแผนภาษีคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของแผนการเงินที่มีประสิทธิภาพ เพราะภาษีคือค่าใช้จ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บริหารจัดการได้ การเริ่มต้นวางแผนภาษีที่ดีจะช่วยรักษากระแสเงินสดให้อยู่กับเราได้มากขึ้น
เพื่อให้การวางแผนแม่นยำ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจวิธี
คำนวณภาษีแบบขั้นบันได เพื่อประเมินยอดภาษีที่ต้องจ่ายล่วงหน้า ดังนี้
- หาเงินได้สุทธิ : นำรายได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
- คำนวณภาษี : นำ (เงินได้สุทธิ – เงินได้สุทธิสูงสุดของขั้นก่อนหน้า) x อัตราภาษีประจำขั้น + ภาษีสะสมของขั้นก่อนหน้า = ภาษีที่ต้องจ่าย (หรือยอดที่จะได้คืน)
เมื่อทราบยอดที่ต้องจ่ายแล้ว เราสามารถนำเครื่องมือลดหย่อนภาษีมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมให้ปิรามิดทางการเงินของเรามีประสิทธิภาพสูงสุดได้ เช่น ลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี Thai ESG, RMF หรือทำประกันชีวิต
รู้หรือไม่ ? “การวางแผนภาษี” ก็เหมือนการลงทุนระยะยาวอย่างหนึ่ง เพราะเงินที่ประหยัดได้จากสิทธิลดหย่อน คือเงินที่เหลือเพิ่มในกระเป๋าทันที ยิ่งอยู่ในฐานภาษีสูง ก็ยิ่งประหยัดได้มากขึ้น (ประมาณ 10–35% ตามอัตราภาษีของแต่ละคน) โดยไม่ต้องเสี่ยงกับความผันผวนของการลงทุนอื่น ๆ
ขั้นที่ 3 : การป้องกันความเสี่ยง (Protection)
เมื่อฐานการเงินเริ่มมั่นคง ขั้นต่อไปคือการ “ป้องกันความเสี่ยง” ด้วยการทำประกัน เพื่อไม่ให้เงินเก็บต้องหายไปกับเหตุไม่คาดคิด โดยควรเลือกความคุ้มครองให้เหมาะกับตัวเอง ทั้งเรื่องสุขภาพ อุบัติเหตุ และรายได้ที่อาจสะดุด วิธีนี้จะช่วยรักษาความมั่นคงทางการเงินไว้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนในขั้นถัดไป
สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะเลือกประกันแบบไหนดี Krungsri The COACH ขอแนะนำเครื่องมือ “
เช็กอัพสุขภาพด้านประกันภัย” จากธนาคารกรุงศรี ทำง่าย ๆ แค่ 5 ขั้นตอน แต่ช่วยให้คุณรู้ความต้องการ และความเสี่ยงของตนเอง สามารถเลือกแบบประกันที่คุ้มค่า และตอบโจทย์ตัวเองมากที่สุด
ขั้นที่ 4 : การออม และการลงทุน (Saving & Investment)
หลังจากสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อมาคือการขยายขนาดกระเป๋าเงินให้เติบโตยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเป้าหมายต่าง ๆ ในชีวิต โดยเราจะแบ่งการจัดสรรเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านความปลอดภัยและการเติบโต
ส่วนที่ 1 : การออม (Saving) เพื่อความแน่นอนและปลอดภัย
การออมในขั้นนี้คือการเก็บสะสมเงินเพื่อเป้าหมายที่ต้องการความแน่นอนสูง เน้นการรักษาเงินต้นให้ปลอดภัย และมุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเป้าหมายระยะสั้นถึงระยะกลาง
สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างวินัยในการออมให้สำเร็จตามเป้าหมาย Krungsri The COACH ขอแนะนำ “
เงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง ปลอดภาษี 24 และ 36 เดือน” จากธนาคารกรุงศรี ที่ให้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.7% ต่อปี โดยได้รับดอกเบี้ยเต็ม ๆ แบบไม่ต้องเสียภาษี เริ่มต้นฝากเบา ๆ เพียง 500 บาท ด้วยจำนวนเงินที่เท่า ๆ กันทุกเดือน ถือเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยให้การปั้นเงินก้อนเป็นเรื่องที่ง่ายและเป็นระบบมากขึ้น
ส่วนที่ 2 : การลงทุน (Investment) เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่ง
เมื่อมีฐานเงินออมที่ปลอดภัยรองรับแล้ว ส่วนต่อมาคือการนำเงินไปต่อยอดให้งอกเงยผ่านการลงทุนอย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญในขั้นนี้คือ “การจัดสรรสินทรัพย์” (Asset Allocation) ให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเป้าหมายชีวิตในแต่ละช่วงเวลา เช่น
- หากเป็นการลงทุนระยะสั้น (1-3 ปี) : ควรเลือกสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อรักษาเงินต้น
- หากเป็นการลงทุนระยะยาวตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป : สามารถเลือกรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่เติบโตสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ
ขั้นที่ 5 : การวางแผนมรดก (Wealth Transfer)
นี่คือขั้นบนสุดของปิรามิดการเงิน ที่เน้นการเตรียมส่งต่อทรัพย์สินให้คนที่เรารักอย่างมีแบบแผน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินและทรัพย์สินที่สร้างมาจะถูกส่งต่อได้ถูกต้อง ลดภาระภาษี และช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในอนาคต
เริ่มได้จากการทำรายการทรัพย์สินให้ชัดเจน เขียนพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า และใช้ตัวช่วยอย่างประกันชีวิต เพื่อให้การจัดการง่ายขึ้น และเปลี่ยนเป็นเงินก้อนสำหรับครอบครัวได้อย่างเหมาะสม
ข้อควรระวังของสามเหลี่ยมทางการเงินที่มือใหม่มักพลาด
การวางแผนการเงินที่ดีต้องอาศัยวินัย และความเข้าใจ มาดูกันว่าหลุมพรางที่คนมักพลาดเมื่อเริ่มสร้างสามเหลี่ยมทางการเงินมีอะไรบ้าง
- ข้ามขั้นไปลงทุนโดยไม่มีเงินสำรอง : หลายคนใจร้อน นำเงินก้อนแรกไปลงทุนทันที พอเกิดเหตุฉุกเฉินก็ต้องจำใจขายขาดทุนเพื่อนำเงินสดมาใช้ประทังชีวิต
- มองว่าประกันคือเรื่องสิ้นเปลือง : การละเลยขั้นที่ 3 จะทำให้พอร์ตการเงินมีความเสี่ยงสูงเมื่อเกิดวิกฤต เพราะเมื่อคุณเจ็บป่วยหนัก เงินเก็บทั้งหมดอาจมลายหายไปในพริบตากับค่ารักษาพยาบาล
- ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ : นำเงินที่เตรียมไว้สำหรับเป้าหมายระยะยาว (เช่น วัยเกษียณ) มาดึงใช้จ่ายเพื่อความสุขระยะสั้น ทำให้ยอดปิรามิดไปไม่ถึงฝั่งฝัน
บทสรุป : การสร้างความมั่งคั่งให้ยั่งยืนต้องเริ่มจาก “รากฐาน”
การมุ่งหน้าสู่ความมั่งคั่งไม่ใช่การวิ่งแข่งระยะสั้น แต่คือการเดินทางระยะยาวที่ต้องอาศัยแผนที่ที่เชื่อถือได้อย่างปิรามิดทางการเงิน (Financial Pyramid) มาทบทวนกันอีกครั้งว่า หัวใจสำคัญของการสร้างความมั่นคงประกอบด้วยอะไรบ้าง
- จัดการสภาพคล่องให้ดี : ปลดหนี้เสีย สำรองเงินฉุกเฉินให้พร้อม 3-6 เดือน
- ใช้สิทธิภาษีให้คุ้มค่า : วางแผนลดหย่อนเพื่อเพิ่มเงินสดในกระเป๋าทันที
- ปิดความเสี่ยงด้วยประกัน : ปกป้องความมั่งคั่งจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
- ต่อยอดเงินให้เติบโต : ลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระยะเวลา
- ส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน : วางแผนมรดกเพื่อคนที่รักในท้ายที่สุด
การทำตามลำดับขั้นเหล่านี้ จะช่วยให้โครงสร้างการเงินของคุณแข็งแกร่ง ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวน หรือชีวิตจะเจอจุดสะดุด คุณก็จะมีตาข่ายรองรับที่มั่นคงเสมอ ทำให้อุ่นใจในทุกก้าวของชีวิต
อ้างอิง
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้เป็นเพียงการให้ความรู้เชิงหลักการและการจำลองสถานการณ์เบื้องต้นเท่านั้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุนเป็นการเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้ แนะนำให้ท่านปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้วางแผนการลงทุนที่ได้รับอนุญาตเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของท่านก่อนดำเนินการใด ๆ