หุ้นกู้คืออะไร ? ชวนรู้จักกับตัวช่วยปั้นพอร์ตโต ชนะเงินเฟ้อ

Posted On 28 มกราคม 2569
By Krungsri The COACH
หากคุณกำลังมองหาเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยปั้นเงินเก็บให้งอกเงย และสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ
“หุ้นกู้” ถือเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมที่ตอบโจทย์เป้าหมายนี้ได้เป็นอย่างดี บทความนี้ Krungsri The COACH จะพาไปดูว่า หุ้นกู้คืออะไร มีจุดเด่นอย่างไร และจะเริ่มลงทุนอย่างไรให้มั่นใจ เพื่อให้คุณพร้อมก้าวสู่การเป็นนักลงทุนในหุ้นกู้ได้อย่างมืออาชีพ
หุ้นกู้คืออะไร ?
หุ้นกู้ คือ ตราสารหนี้ชนิดหนึ่งที่ออกโดยบริษัทเอกชน เพื่อระดมทุนไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของบริษัท เช่น ขยายกิจการ ลงทุนเครื่องจักร หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิม โดยสถานะของผู้ลงทุนจะเปลี่ยนเป็น
“เจ้าหนี้” ส่วนบริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะเป็น
“ลูกหนี้” ซึ่งต่างจากการซื้อหุ้นสามัญที่เราจะมีสถานะเป็นเจ้าของบริษัท
สิ่งที่ผู้ลงทุนจะได้รับตอบแทนคือ
“ดอกเบี้ย” ตามอัตรา และระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา (เช่น จ่ายทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน) และจะได้รับ
“เงินต้น” คืนเมื่อถือจนครบกำหนดอายุสัญญา
ดังนั้น การซื้อหุ้นกู้จึงเปรียบเสมือนการปล่อยกู้ที่เรารู้อัตราผลตอบแทนล่วงหน้าอย่างชัดเจนนั่นเอง
ข้อดีของการลงทุนในหุ้นกู้
การจัดสรรเงินมาลงทุนในหุ้นกู้มีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายด้าน ดังนี้
- ผลตอบแทนชนะเงินฝาก : โดยทั่วไปดอกเบี้ยหุ้นกู้จะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ และพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
- รายได้สม่ำเสมอ (Passive Income) : มีกำหนดการจ่ายดอกเบี้ยที่แน่นอน (เช่น จ่ายทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน) ช่วยให้วางแผนกระแสเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายหรือลงทุนต่อได้ง่าย
- ทราบระยะเวลาลงทุนชัดเจน : หุ้นกู้ระบุวันครบกำหนดไถ่ถอนไว้ชัดเจน ทำให้บริหารจัดการสภาพคล่องของพอร์ตได้ตามความต้องการ
หุ้นกู้สามารถซื้อได้ที่ไหน ?
ในปัจจุบันช่องทางการซื้อหุ้นกู้ แบ่งเป็น 2 ตลาด ได้แก่
- ตลาดแรก (Primary Market) : เป็นการจองซื้อช่วงที่บริษัทเปิดขายครั้งแรก โดยจองซื้อผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (Mobile Banking) หรือสาขาของธนาคารที่เป็นผู้จัดจำหน่าย
- ตลาดรอง (Secondary Market) : สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อหุ้นกู้ที่ออกขายไปแล้ว หรือต้องการขายหุ้นกู้ที่มีอยู่ก่อนครบกำหนดอายุเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยสามารถติดต่อซื้อขายผ่านธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ
หุ้นกู้มีกี่ประเภท ?
การทำความเข้าใจหุ้นกู้แต่ละประเภทก่อนลงทุน จะช่วยให้คุณสามารถเลือกลงในหุ้นกู้ที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินได้มากขึ้น โดยสามารถแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้
1. แบ่งตามการค้ำประกัน (ความเสี่ยง)
เป็นจุดสำคัญที่ใช้เช็กความปลอดภัยของเงินต้น โดยหลัก ๆ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- หุ้นกู้มีประกัน : บริษัทผู้ออกจะนำสินทรัพย์ เช่น ที่ดิน โรงงาน หรืออสังหาริมทรัพย์ มาค้ำประกันไว้ หากบริษัทล้มละลาย ผู้ถือหุ้นกู้กลุ่มนี้จะมีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินนั้นก่อน
- หุ้นกู้ไม่มีประกัน : เป็นประเภทที่พบมากที่สุดในตลาด โดยอาศัยความน่าเชื่อถือของบริษัทล้วน ๆ ไม่มีการนำสินทรัพย์มาค้ำประกัน ความเสี่ยงจึงสูงกว่าแบบแรก
2. แบ่งตามสิทธิการเรียกร้อง (ลำดับการได้เงินคืน)
หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น บริษัทปิดกิจการ ลำดับการได้รับเงินคืนจะขึ้นอยู่กับสิทธิของหุ้นกู้ที่เราถือ โดยถ้าคุณถือ
“หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ” จะมีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้ในลำดับต้น ๆ เท่าเทียมกับเจ้าหนี้สามัญรายอื่น แต่ถ้าถือ
“หุ้นกู้ด้อยสิทธิ” จะมีสิทธิ์ได้รับเงินคืนทีหลังเจ้าหนี้สามัญ (แต่ยังได้ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ) แลกมากับการได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าแบบแรกนั่นเอง
3. แบ่งตามรูปแบบดอกเบี้ย
รูปแบบการจ่ายผลตอบแทนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาด
- หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) : ระบุตัวเลขชัดเจนตลอดอายุสัญญา เช่น 3.5% ต่อปี ทำให้นักลงทุนคำนวณรายรับได้ง่าย
- หุ้นกู้จ่ายดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) : อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นลงตามดัชนีอ้างอิง เหมาะกับช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
- หุ้นกู้ไม่จ่ายดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) : ผู้ลงทุนจะซื้อในราคาต่ำกว่าหน้าตั๋ว (Discount) และกำไรจะมาจากส่วนต่างเมื่อได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน ณ วันครบกำหนด
4. แบ่งตามอายุของหุ้นกู้
ระยะเวลาการถือครองเป็นอีกปัจจัยที่กำหนดผลตอบแทน โดยปกติยิ่งอายุยาว ดอกเบี้ยมักจะยิ่งสูง
- หุ้นกู้ระยะสั้น (Short-term) : อายุไม่เกิน 1 ปี เหมาะสำหรับพักเงิน พอร์ตมีสภาพคล่องสูง ความผันผวนด้านราคาต่ำ
- หุ้นกู้ระยะกลาง (Medium-term) : อายุ 1-5 ปี เป็นช่วงที่นิยมมากที่สุด ให้ผลตอบแทนสมเหตุสมผล
- หุ้นกู้ระยะยาว (Long-term) : อายุมากกว่า 5 ปี เหมาะกับเงินเย็นที่ต้องการล็อกผลตอบแทนระยะยาว แต่ต้องระวังความเสี่ยงหากดอกเบี้ยตลาดปรับตัวขึ้น
ผลตอบแทนและความเสี่ยง : ดูอย่างไรว่าหุ้นกู้ตัวไหนน่าลงทุน
การจะดูว่าหุ้นกู้ตัวไหนน่าลงทุน นักลงทุนจะประเมินจากอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) เป็นหลัก ซึ่งจัดทำโดยสถาบันจัดอันดับ เช่น TRIS Rating หรือ Fitch Ratings เพราะสามารถบอกถึงสุขภาพทางการเงิน และความสามารถในการชำระหนี้คืนของบริษัทได้ โดยจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
รู้ทันเรื่อง “ภาษี” ก่อนลงทุนหุ้นกู้ เพื่อผลตอบแทนที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
อีกหนึ่งต้นทุนสำคัญที่นักลงทุนต้องรู้คือ “ภาษี” โดยรายได้จากการลงทุนในหุ้นกู้จะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% เสมอ ซึ่งครอบคลุมทั้งภาษีจากดอกเบี้ยที่จะถูกหักทันทีทุกงวดที่ได้รับเงินปันผล และภาษีจากกำไรส่วนต่างราคา (Capital Gain) ในกรณีที่คุณขายหุ้นกู้ต่อได้กำไร หรือได้รับเงินคืนเมื่อครบกำหนดสัญญามากกว่าเงินต้นที่ซื้อมา โดยจะคำนวณภาษีเฉพาะส่วนที่เป็นกำไรเท่านั้น
Krungsri The COACH แนะนำ : 5 สูตรสำเร็จคัด “หุ้นกู้” เข้าพอร์ตแบบมือโปร
การลงทุนในหุ้นกู้ให้ประสบความสำเร็จ และพอร์ตเติบโตอย่างมั่นคง ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตัวที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุด แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์การคัดเลือกที่รอบคอบ Krungsri The COACH ได้สรุปสูตรสำเร็จ 5 ข้อ ที่รวมทั้งวิธีการเลือก และกลยุทธ์การจัดพอร์ตมาให้คุณแล้ว
1. เริ่มต้นที่ความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)
หัวใจสำคัญด่านแรกคือการตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือทุกครั้ง หากคุณเป็นมือใหม่ หรือเน้นความปลอดภัยของเงินต้น แนะนำให้เลือกลงทุนในกลุ่มระดับน่าลงทุน (Investment Grade) หรือระดับ BBB- ขึ้นไป และควรสวมบทบาทนักสืบ อ่านหนังสือชี้ชวน (Prospectus) หรือ Factsheet เพื่อดูว่าบริษัททำธุรกิจอะไร มีรายได้สม่ำเสมอ และมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่
2. อย่าดูแค่ “ตัวเลขดอกเบี้ย” จนลืมความเสี่ยง
ดอกเบี้ยที่สูงมักดึงดูดใจเสมอ แต่ต้องตั้งคำถามกลับไปว่า
ทำไมเขาถึงกล้าจ่ายแพง ? หากบริษัทมีความมั่นคงสูง ต้นทุนการกู้ยืมมักจะต่ำ ดังนั้นหากเจอดอกเบี้ยที่สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับเรตติ้งหรือตลาด ให้ระวังความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ และไม่ควรตัดสินใจซื้อเพียงเพราะผลตอบแทนที่สูงเพียงอย่างเดียว
3. แมตช์ “อายุหุ้นกู้” ให้ตรงกับเป้าหมายการเงิน
เลือกอายุหุ้นกู้ (Tenor) ให้สอดคล้องกับแผนการใช้เงินของคุณ เช่น หากมีเป้าหมายระยะสั้นอย่างเก็บเงินดาวน์บ้านปีหน้า ก็ควรเลือกหุ้นกู้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง เพื่อลดความเสี่ยงหากต้องขายก่อนกำหนด แต่ถ้าเป็นการลงทุนในเป้าหมายระยะยาว เช่น เก็บเงินเกษียณ ก็สามารถเลือกหุ้นกู้ระยะยาว (5-10 ปี) เพื่อล็อกผลตอบแทนที่สูงต่อเนื่องได้
4. กระจายความเสี่ยง (Asset Allocation)
ไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดไปกับหุ้นกู้บริษัทเดียว หรืออุตสาหกรรมเดียว ควรกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นกู้ของบริษัทที่หลากหลาย หรือผสมผสานระหว่างพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชน เพื่อลดผลกระทบหากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเผชิญปัญหา
5. ลงทุนแล้วต้องติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ
แม้หุ้นกู้จะเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อแล้วถือยาวได้ แต่ก็ไม่ควรละเลย ควรหมั่นติดตามข่าวสาร ผลประกอบการ และการจัดอันดับเครดิตของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้อยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าสถานะทางการเงินยังแข็งแกร่ง และสามารถปรับพอร์ตได้ทันท่วงทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้
การเข้าใจว่าหุ้นกู้คืออะไรอย่างแท้จริง เป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่ความสำเร็จทางการเงิน หุ้นกู้ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือออมเงิน แต่เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน ช่วยลดความผันผวนจากตลาดหุ้น และสร้างกระแสเงินสดที่จับต้องได้ หากคุณศึกษารายละเอียด พิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และเลือกหุ้นกู้ที่ตรงกับโจทย์ชีวิต การลงทุนหุ้นกู้จะกลายเป็นเสาหลักที่ช่วยให้พอร์ตของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน
Krungsri Prompt :
“หากหุ้นกู้ที่ลงทุนอยู่มีแนวโน้มผิดนัดชำระ เราควรทำอย่างไรดี?”