บทสรุปผู้บริหาร
ในช่วงที่ผ่านมา จีนลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในประเทศ การกระจายฐานการผลิตและกลยุทธ์ China+1 เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า โดยไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนสำคัญของจีน ด้วยแรงหนุนจากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกันจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักในไทย ทั้งในมิติเงินทุนไหลเข้าและการขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยธุรกิจจีนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC และนิคมอุตสาหกรรม สะท้อนปัจจัยดึงดูดด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิทธิประโยชน์การลงทุนของไทย นอกจากนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากจีนกำลังขยายความครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น หลังจากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าปลายน้ำในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มเข้ามาลงทุนก่อน และต่อมาได้ดึงดูดผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบขั้นต้นน้ำ รวมถึงธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ จากจีน เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศการผลิตของจีนให้ครบวงจร
ในระยะถัดไป ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยยังคงมีแนวโน้มได้รับเงินลงทุนต่อเนื่องจากจีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินไป อย่างไรก็ตาม ไทยควรบริหารจัดการความท้าทายในด้านต่างๆ ทั้งการรักษาสมดุลท่ามกลางการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจ การจัดการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการผลักดันการใช้วัตถุดิบและสร้างมูลค่าในประเทศ
มองกลยุทธ์การลงทุนของจีนในต่างประเทศ
ทำไมจีนจึงเพิ่มการลงทุนในต่างประเทศ
การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (Outward Direct Investment: ODI) ของจีนมีทิศทางขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า 174.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 7.1% จากปีก่อน และหากพิจารณาเฉพาะการลงทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเงิน (Non-financial ODI) พบว่ามีมูลค่า 145.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 อีกทั้งในช่วงปี 2565-2568 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) สูงถึง 7.6% ต่อปี (ภาพที่ 1) นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน มูลค่าการควบรวมและซื้อกิจการของจีนในต่างประเทศที่ประกาศแล้ว (Announced overseas M&A) ขยายตัวเฉลี่ยถึง 9.6% ต่อปี ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อดีล (Value per deal) เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.8% ต่อปี (ภาพที่ 2) เครื่องชี้เหล่านี้ต่างสะท้อนภาพว่าจีนกำลังออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้จีนออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ได้แก่
-
ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินภายในประเทศ (Overcapacity) ซึ่งผลักดันให้ผู้ผลิตจีนต้องหาทางระบายสินค้าออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EV) แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ นอกจากนี้ผู้ผลิตจีนยังเผชิญภาวะการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในประเทศ ส่งผลให้อัตรากำไรลดลง จึงพยายามมองหาตลาดใหม่นอกประเทศ
-
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะมาตรการด้านกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้จีนแข่งขันด้านราคาได้ยากขึ้น อีกทั้งเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ได้ลำบากมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทจีนต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่สามเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
-
กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)1/ ที่เข้มงวดขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ได้กำหนดและตรวจสอบสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ (Local content) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า ทำให้บริษัทจีนต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศที่สามเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีการค้า
-
กลยุทธ์ China+12/ ส่งผลให้บริษัทต่างๆ กระจายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่นด้วย โดยเฉพาะอาเซียน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนเพียงตลาดเดียวและลดผลกระทบจากสงครามการค้า
จากปัจจัยดังกล่าว จะเห็นได้ว่าจีนเร่งการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อระบายกำลังการผลิตส่วนเกินและกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า อีกทั้งยังอาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของจีนในเวทีโลก จากเดิมที่จีนถูกมองเป็นฐานการผลิตสินค้า โดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนวัตถุดิบและแรงงาน แต่ปัจจุบันจีนก้าวสู่การเป็นผู้ลงทุนรายสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางห่วงโซ่อุปทานและภูมิทัศน์การลงทุนในหลายภูมิภาค
จีนออกไปลงทุนในอุตสาหกรรมใดบ้าง
เมื่อพิจารณาตัวเลขการควบรวมและซื้อกิจการ (Merger and Acquisition: M&A) ในต่างประเทศทั่วโลกของธุรกิจสัญชาติจีนในปี 2568 พบว่า เมื่อดูจากจำนวนดีลแล้ว จีนควบรวมและซื้อกิจการในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและยานยนต์สมัยใหม่ (Advanced Manufacturing and Mobility) มากสุด คิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของจำนวนดีลทั้งหมด รองลงมาคืออุตสาหกรรมเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม (19%) ขณะที่หากพิจารณาจากมูลค่าดีลจะพบว่าอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) มีส่วนแบ่งสูงสุดที่ 22% ของมูลค่าดีลทั้งหมด ตามด้วยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีฯ (21%) และอุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหะ (16%) ตามลำดับ (ภาพที่ 3)
จะเห็นว่าจีนกระจายการลงทุนในหลายภาคส่วน สอดคล้องกับรายงานของ EY China Overseas Investment Network (2026) ที่ระบุว่าอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของจีน มีดังนี้
-
การผลิตขั้นสูงและพลังงานสะอาด: ผู้ประกอบการจีนรายใหญ่กำลังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า การบินและอวกาศ โดยเน้นตั้งฐานผลิตในประเทศปลายทางแบบครบวงจร ซึ่งรวมถึงการลงทุนในแร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals) เพื่อสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และพลังงานสะอาด
-
เทคโนโลยี: จีนกำลังเพิ่มบทบาทในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งกำลังเข้าสู่ยุคของการผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI)
-
สินค้าอุปโภคบริโภคและสุขภาพ: อุตสาหกรรมที่โดดเด่น อาทิ อุตสาหกรรมร้านอาหารและเครื่องดื่ม อาร์ตทอย (Art toy) เกม ความบันเทิง และวัฒนธรรมที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นตัวกลาง รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ โดยเน้นขยายการลงทุนไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีกำลังซื้อและโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย
-
โครงสร้างพื้นฐาน: ประเทศกำลังพัฒนาต่างกำลังเร่งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง พลังงาน และดิจิทัล บริษัทจีนจึงได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าว โดยเริ่มมีบทบาทครอบคลุมทั้งการลงทุน ก่อสร้าง และดำเนินการในประเทศปลายทาง
-
บริการทางการเงิน: ธนาคารจีนมีบทบาทมากขึ้นในโลกและในตลาดกลุ่ม Belt and Road3/ ด้วยการนำเสนอบริการทางการเงินแบบครบวงจรและปรับแต่งเฉพาะองค์กร ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) กำลังขยายการให้บริการชำระเงินดิจิทัลและการชำระเงินข้ามพรมแดนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน
กล่าวโดยสรุป ปัจจุบันจีนเน้นลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะการผลิตขั้นสูงและเทคโนโลยี ซึ่งครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม
จุดหมายปลายทางของนักลงทุนจีน
การลงทุนส่วนใหญ่ของจีนมุ่งไปยังภูมิภาคเอเชีย โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 76.3% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีนในปี 2567 รองลงมา ได้แก่ ลาตินอเมริกา (9.6%) ยุโรป (7.7%) อเมริกาเหนือ (3.7%) แอฟริกา (2.1%) และโอเชียเนีย (0.7%) ตามลำดับ (ภาพที่ 4)
หากเจาะลึกลงไปในภูมิภาคเอเชีย จะพบว่าอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับการลงทุนจากจีนมากและมีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูง โดยในปีเดียวกัน การลงทุนในอาเซียนคิดเป็นสัดส่วนกว่า 21.1% ของมูลค่าการลงทุนฯ ซึ่งเติบโตกว่าสองเท่าจากสัดส่วนในปี 2563 เนื่องจากอาเซียนมีจุดเด่นหลายประการ ทั้งสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่สูง ค่าจ้างแรงงานที่แข่งขันได้ โครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนา และข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาค อาทิ RCEP4/ และ CAFTA 3.05/ ส่งผลให้บริษัทจีนย้ายฐานการผลิตเข้ามาเพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตจีนและอาเซียนเข้าด้วยกัน และเพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประเทศที่ได้รับการลงทุนจากจีนมากที่สุดได้แก่ สิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วน 52.1% ของมูลค่าการลงทุนของจีนในอาเซียน รองลงมาได้แก่ อินโดนีเซีย (13.4%) ไทย (13.3%) และเวียดนาม (11.4%) ตามลำดับ (ภาพที่ 5)
จะเห็นได้ว่าไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายของการลงทุนจากจีนที่เติบโตโดดเด่น โดยเม็ดเงินลงทุนจากจีนในช่วงปี 2564-2567 ขยายตัวเฉลี่ยถึงปีละ 24.7% ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ประกอบกับไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ซึ่งช่วยเสริมความน่าสนใจของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนจีนด้วย

ทิศทางการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตของจีนมายังไทย
ทิศทางการลงทุนของจีนในไทย
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนจีนได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 มูลค่าเงินลงทุนโดยตรงขาเข้าสุทธิจากจีน (Net foreign direct investment inflows) อยู่ที่ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ยอดคงค้างของเงินลงทุน (Stock) จากจีนอยู่ที่ 24.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งล้วนเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ (ภาพที่ 6) ทั้งนี้ หากพิจารณาในช่วง 5 ปีก่อนหน้า (2564-2568) เงินลงทุนไหลเข้าจากจีนขยายตัวเฉลี่ยปีละ 22.6% ทำให้ยอดคงค้างของเงินทุนจากจีนขยายตัวเฉลี่ยปีละ 18.9%
เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนจากประเทศอื่น จะเห็นว่าจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายสำคัญของไทยแล้ว โดยในช่วงปี 2566-2567 จีนเป็นประเทศเข้ามาลงทุนสุทธิในไทยสูงที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 22-23% ของเงินทุนไหลเข้าทั้งหมด ขณะที่ในปี 2568 สัดส่วนเงินลงทุนของจีนอยู่ที่ 17.2% เป็นรองเพียงกลุ่มอาเซียน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากยอดคงค้างการลงทุนแล้ว ญี่ปุ่นยังคงเป็นนักลงทุนอันดับหนึ่งในไทย ด้วยยอดคงค้างการลงทุนสูงสุดถึงกว่าหนึ่งในสี่ของยอดคงค้างฯ ทั้งหมด ตามด้วยอาเซียน สหภาพยุโรป ฮ่องกง สหรัฐฯ ขณะที่จีนอยู่ในอันดับที่ 6 ด้วยสัดส่วน 6.2% แต่มีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 7)
บทบาทที่เพิ่มขึ้นของการลงทุนจากจีนในไทยยังสะท้อนได้จากข้อมูลการจัดตั้งธุรกิจจริง โดยในปี 2568 บริษัทสัญชาติจีนรายใหม่ที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจในไทยมีจำนวน 152 ราย เพิ่มขึ้น 23.6% จากปี 2567 ขณะที่มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 79.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน (ภาพที่ 8)
นอกจากนี้ นักลงทุนจีนได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 9) โดยในช่วงปี 2564-2568 โครงการจากจีนมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมฯ เติบโตเฉลี่ยสูงถึง 45.3% ต่อปี ทั้งนี้ โครงการลงทุนจากจีนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคิดเป็นกว่า 40% ของจำนวนโครงการต่างชาติทั้งหมดที่ขอรับการส่งเสริมฯ ในปี 2567-2568
ข้อมูลข้างต้นล้วนนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า เงินลงทุนจากจีนที่ไหลเข้ามาในไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนเริ่มมีบทบาทใกล้เคียงกับการลงทุนจากญี่ปุ่นและอาเซียน ซึ่งเป็นแหล่งลงทุนสำคัญเดิมของไทย
จีนลงทุนในไทยในอุตสาหกรรมใด
การลงทุนจากจีนกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิต ด้วยสัดส่วนถึง 62.4% ของมูลค่าการลงทุนสะสมในไทยในช่วงปี 2564-2568 โดยมาจากอุตสาหกรรมยางและพลาสติก ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) มากที่สุด ขณะที่ภาคบริการมีสัดส่วนเพียง 16.3% โดยมาจากบริการทางการเงิน การค้าส่งและค้าปลีก เป็นสำคัญ นอกจากนี้ สาขาที่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนในช่วงดังกล่าวสูง ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า ก๊าซ และไอน้ำ) เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึง E&E ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จีนเร่งขยายการลงทุนในต่างประเทศ (ภาพที่ 10)

นักลงทุนจีนทยอยเข้ามาลงทุนทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการของไทย ส่งผลให้แบรนด์จีนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในตลาดสินค้าและบริการหลากหลายประเภท (ภาพที่ 11) ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า เช่น BYD, GWM, GAC เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น Haier, Midea, Hisense, TCL ร้านอาหารและเครื่องดื่ม เช่น Haidilao, Mixue และ Chagee รวมถึงแบรนด์ไอศกรีม Cremo6/ ในด้านโซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซ พบว่าแพลตฟอร์มจากจีนมีบทบาทสำคัญในไทยเช่นกัน อาทิ TikTok (ByteDance) และ Lazada (Alibaba Group) ส่วนในด้านธุรกิจการชำระเงิน บริษัท Ant International ของจีนได้เข้าถือหุ้นใน TrueMoney Wallet และเป็นพันธมิตรกับ Rabbit LINE Pay ส่งผลให้ระบบชำระเงินทั้งสองต่างเป็นสมาชิกของ AliPay+ ซึ่งเป็นเครือข่ายการชำระเงินระหว่างประเทศ ทั้งนี้ สินค้าและบริการจีนได้รับความนิยมในไทยมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์ด้านราคาที่แข่งขันในตลาดได้ การปรับตัวให้เข้ากับตลาดไทย (Localization) และการขยายช่องทางจำหน่ายแบบครบวงจร
ในระยะหลัง การเข้ามาลงทุนของจีนไม่เพียงแต่เป็นการตั้งฐานการผลิตและประกอบสินค้า (Assembly-oriented manufacturing) แต่เริ่มครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบต้นน้ำและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ สะท้อนจากทิศทางการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของนักลงทุนจีน โดยในช่วงปี 2566-2568 อุตสาหกรรม E&E มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมฯ สูงสุด (สัดส่วน 24.1% ของมูลค่ารวม) ซึ่งมาจากกิจกรรมต้นน้ำอย่างการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และแผ่นวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board: PCB) มากขึ้น รองลงมา ได้แก่ กลุ่มโลหะและวัสดุ (สัดส่วน 22.6%) เช่น ธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ต้นน้ำระดับเซลล์ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรม EV และกลุ่มเครื่องจักรและยานยนต์ (สัดส่วน 20.9%) นอกจากนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมฯ เติบโตเฉลี่ยสูงที่สุดถึง 458% ต่อปี ในช่วงดังกล่าว ซึ่งมาจากกระแสการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ (ภาพที่ 12)

นอกจากนี้ ในเวลาเดียวกัน โครงการของนักลงทุนจีนที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่มูลค่าเฉลี่ยต่อโครงการค่อยๆ ลดลง (ภาพที่ 13) สะท้อนว่าซัพพลายเออร์จีนที่มีขนาดเงินทุนเล็กกว่าเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยในกิจกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน หลังจากที่ผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาก่อนหน้า สอดคล้องกับทฤษฎี “Agglomeration Economies” กล่าวคือ ผู้ผลิตรายใหญ่ของจีน เช่น ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยก่อน จากนั้นจึงดึงดูดผู้ผลิตชิ้นส่วนขั้นต้นน้ำให้ทยอยเข้ามาลงทุนตาม เช่น ผู้ผลิตแบตเตอรี่ PCB เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น ระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม (Industrial Automation) คลังสินค้า และโลจิสติกส์ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศการผลิตของจีนให้แข็งแกร่งมากขึ้น
โดยสรุปแล้ว ทิศทางการลงทุนของจีนมุ่งขยายฐานการผลิตที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งนี้สามารถสรุปอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นเป้าหมายของการลงทุนจากจีนได้ดังตารางที่ 1
การลงทุนจากจีนอยู่ในพื้นที่ใด
ที่ผ่านมา นักลงทุนจีนทยอยเข้ามาตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรม จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นลูกค้าสำคัญอันดับที่ 2 ของนิคมอุตสาหกรรมไทย รองจากนักลงทุนญี่ปุ่น โดยสัดส่วนพื้นที่ที่นักลงทุนจีนซื้อหรือเช่าในนิคมอุตสาหกรรมไทยเพิ่มจาก 6% ของพื้นที่ทั้งหมดในปี 2562 เป็น 17% ณ เดือนเมษายน ปี 2569 (ภาพที่ 14) ขณะที่ในช่วงเดียวกัน สัดส่วนของนักลงทุนญี่ปุ่นลดลงจาก 26% เหลือ 22% สะท้อนว่าฐานนักลงทุนของนิคมอุตสาหกรรมไทยกำลังเปลี่ยนจากการพึ่งพานักลงทุนญี่ปุ่นเป็นหลัก ไปสู่การมีทั้งญี่ปุ่นและจีนเป็นฐานลูกค้าสำคัญร่วมกันมากขึ้น
ในมิติจังหวัด การลงทุนของจีนกระจุกตัวในพื้นที่ EEC ที่ครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม มีสาธารณูปโภคเพียงพอ มีฐานซัพพลายเออร์หนาแน่น และเชื่อมต่อกับท่าเรือ ถนน และระบบโลจิสติกส์หลัก โดยในปี 2568 ผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่สัญชาติจีนในพื้นที่ EEC มีจำนวนมากที่สุดถึง 83 ราย หรือคิดเป็น 27% ของผู้ประกอบธุรกิจต่างชาติทั้งหมด 313 รายใน EEC ซึ่งสูงกว่าธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นที่ 67 ราย (21%) และสิงคโปร์ที่ 46 ราย (15%) (ภาพที่ 15)

ความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ EEC เหมาะกับการตั้งฐานการผลิตและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของบริษัทจีน โดยพื้นที่ดังกล่าวมีทั้งนิคมอุตสาหกรรม เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง โลจิสติกส์ และสาธารณูปโภคที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ท่าเรือแหลมฉบัง โครงข่ายถนน ระบบไฟฟ้าและน้ำ ตลอดจนฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ให้บริการอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม ปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดเวลาและต้นทุนในการจัดตั้งและเริ่มดำเนินงาน เชื่อมผู้ลงทุนเข้ากับซัพพลายเออร์และช่องทางส่งออก รวมทั้งรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการสาธารณูปโภคที่มีเสถียรภาพและเครือข่ายการผลิตที่ครบวงจร อีกทั้งโครงสร้างกิจกรรมทางธุรกิจใน EEC ยังเชื่อมโยงกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่จีนเข้ามาลงทุนโดยตรงในสัดส่วนสูง เช่น ยานยนต์ ยางและพลาสติก อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์ และเคมีภัณฑ์
EEC มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะรองรับโครงการลงทุนจากจีนที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ถึงราวสามในสี่ในปี 2568 เพิ่มจาก 61.7% ในปี 2566 ขณะที่สัดส่วนมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันเป็น 79.0% (ภาพที่ 16) ทั้งนี้ ระยองและชลบุรีนับเป็นฐานหลักของโครงการลงทุนจีนใน EEC โดยในช่วงปี 2566-2567 คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 95% ของทั้งจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนจากจีนที่ BOI อนุมัติใน EEC ขณะที่ในด้านโครงสร้างอุตสาหกรรม การลงทุนใหม่จากจีนใน EEC มีแนวโน้มขยับจากการประกอบสินค้าขั้นปลายไปสู่กิจกรรมต้นน้ำและกลางน้ำมากขึ้น โดยคำขอรับการส่งเสริมฯ ครอบคลุมทั้งการผลิตชิ้นส่วน เครื่องจักร วัสดุอุตสาหกรรม และกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทานจีนใน EEC ครบวงจรมากขึ้น และยกระดับบทบาทของพื้นที่ในฐานะศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค (ภาพที่ 17)

หากเจาะลึกการลงทุนของจีนในระดับจังหวัดและอุตสาหกรรมเด่นของแต่ละพื้นที่พบว่า ระยองรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ขั้นสูง จากผู้ผลิตรายสำคัญ อาทิ BYD, GWM, CHANGAN, GAC AION และ Chery รวมถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ Beijing Haoyang Cloud Data สะท้อนบทบาทของจังหวัดในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์จีนและโครงการอุตสาหกรรมหรือดิจิทัลที่ใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่ชลบุรีมีการลงทุนต่อเนื่องในกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ ทั้งแบตเตอรี่และชิ้นส่วนยานยนต์ โดยมีตัวอย่างผู้ประกอบการ เช่น Sunwoda และ SAIC Motor-CP/MG ตลอดจนโครงการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของ Digitalland/GDS
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายการลงทุนจีนกำลังขยายจากฐานหลักในระยองและชลบุรีไปยังฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญนอก EEC เช่นกัน โดยฉะเชิงเทราซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งใน EEC รองรับโครงการผลิตวัตถุดิบสำคัญสำหรับแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ของ Cheng Yi Technology (Thailand) ในกลุ่ม Shengyi Technology ซึ่งผลิต Prepreg และแผ่นทองแดงเคลือบลามิเนต (Copper Clad Laminate: CCL) ขณะที่ปราจีนบุรีเป็นฐานการผลิต PCB ของ Taihua Electronics Technology ภายในสวนอุตสาหกรรม 304 ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภครองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีบทบาทรองรับกิจกรรมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล รวมถึงการดำเนินงานของแพลตฟอร์มดิจิทัล (ตารางที่ 2)

ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า การลงทุนจีนในไทยกำลังขยายตัวทั้งในแนวลึกของห่วงโซ่อุปทาน และในเชิงพื้นที่ โดยครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบสำหรับ PCB และวัสดุอุตสาหกรรมในขั้นต้นน้ำ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนยานยนต์ และแผงวงจรในขั้นกลางน้ำ ไปจนถึงการประกอบยานยนต์ไฟฟ้าและสินค้าสำเร็จรูปในขั้นปลายน้ำ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เป็นระบบสนับสนุนเศรษฐกิจสมัยใหม่ ทั้งนี้ EEC ยังคงเป็นฐานหลักของกิจกรรมการผลิตขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่อุตสาหกรรมอื่นมีบทบาทรองรับกิจกรรมเฉพาะทางและเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายการผลิตเดียวกัน ส่งผลให้ระบบนิเวศการลงทุนของบริษัทจีนในไทยหลากหลายและครบวงจรมากขึ้น
มุมมองวิจัยกรุงศรี: แนวโน้มการลงทุนจากจีนในระยะถัดไป โอกาสและความท้าทายของไทย
แนวโน้มการลงทุนจากจีนในระยะถัดไป และนัยต่อภาคอุตสาหกรรม
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยผลักดันระยะยาวจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงอุปสงค์ภายในจีนที่เติบโตช้าลง ในขณะเดียวกัน ไทยยังมีปัจจัยดึงดูดการลงทุน จากศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต โครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อม มีสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน มีแรงงานภาคอุตสาหกรรมที่มีทักษะ และมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่สร้างมาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงมีแนวโน้มรักษาสถานะการเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการขยายฐานอุตสาหกรรมจีนในภูมิภาคได้ แม้ต้องเผชิญการแข่งขันจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนามก็ตาม
ในระยะถัดไป การลงทุนจากจีนมีแนวโน้มขยับจากการประกอบสินค้าขั้นปลายไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครอบคลุมกิจกรรมต้นน้ำและกลางน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่จะยังมีบทบาทสำคัญ ผ่านการลงทุนต่อเนื่องในเซลล์แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ชิ้นส่วน EV ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ PCB เป็นต้น
ซึ่งจะเร่งให้เกิดการรวมตัวของอุตสาหกรรม (Industrial agglomeration) ในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและเงินทุนเข้มข้น เนื่องจากเมื่อผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุน จะมีโอกาสดึงดูดผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ และบริการอื่นๆ ให้เข้ามาลงทุนตาม
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ภาคการผลิตไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องปรับจากห่วงโซ่อุปทานเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมที่ต้องยกระดับไปสู่อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart electronics) นอกจากนี้ ผู้ผลิตไทยอาจต้องปรับตัวด้วยการยกระดับเทคโนโลยี มาตรฐาน และการบริหารต้นทุน ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของนักลงทุน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนและซัพพลายเออร์ภายในประเทศ (Supplier localization) มากขึ้น ซึ่งหากไทยสามารถปรับตัวได้ จะมีโอกาสเชื่อมฐานการผลิตเดิมเข้ากับระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่บริษัทจีนกำลังมีบทบาทนำมากขึ้นในอาเซียน
โอกาสและความท้าทายของไทย
แนวโน้มการลงทุนจากจีนที่สอดคล้องกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย จะเป็นโอกาสของภาคอุตสาหกรรมไทย ดังนี้
-
ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยไทยอาจสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิต PCB อันดับต้นๆ ของโลก และเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากประเทศอื่น และเอื้อประโยชน์แก่อุตสาหกรรมต้นน้ำและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไปพร้อมกัน
-
ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด โดยจีนถือว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของทั้งสองอุตสาหกรรมนี้ สะท้อนจากการที่ธุรกิจเทคโนโลยีจากจีนขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันธุรกิจจีนในอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่างก็เร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในโรงงาน
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินลงทุนจากจีนก็มาพร้อมกับประเด็นท้าทายหลายด้าน ดังนี้
-
การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ จากที่กล่าวไปข้างต้น ซัพพลายเออร์จีนที่มีขนาดเล็กกว่าเริ่มเข้ามาลงทุนในไทยในกิจกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานแล้ว ซึ่งอาจสร้างความท้าทายแก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานจีน นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย โดยหากสัดส่วนการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้สินค้าส่งออกจากไทยถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นได้ ดังนั้น ไทยควรผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศ ซัพพลายเออร์สัญชาติไทย และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนามาตรฐานการผลิตและแรงงานให้สอดรับกับความต้องการของนักลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วน
-
การรักษาสมดุลท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อคงความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย และสามารถดึงดูดการลงทุนจากประเทศอื่นๆ นอกจากจีนได้เช่นกัน
-
ความเพียงพอของพลังงานและทรัพยากร อุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำมหาศาล ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากรของประเทศ
ท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ไทยจะได้รับจากเงินลงทุนจากจีน ขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งภาครัฐควรมีบทบาทในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงานและทรัพยากร รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานจีนมากขึ้น เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างยั่งยืน
References
Board of Investment (BOI). (2026). “อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รากฐานของเศรษฐกิจยุค AI และโอกาสสำคัญของประเทศไทย”. Retrieved from BOI News - อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รากฐานของเศรษฐกิจยุค AI... | Facebook
Department of Business Development (DBD). (2026). “4 เดือน ปี 2569 ต่างชาติลงทุนในไทย 1.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 4 เดือนปี 2568 ถึง 7.15 หมื่นล้านบาท หรือ 124% จีน ลงทุนอันดับหนึ่ง 2.50 หมื่นล้าน”. Retrieved from https://www.dbd.go.th/news/23622052569
Ernst & Young. (2026). “Overview of 2025 China outbound investment”. Retrieved from https://www.ey.com/en_cn/insights/china-overseas-investment-network/overview-of-2025-china-outbound-investment
Euromonitor International. (2025). “The Rise of Chinese Brands in Southeast Asia”.
Thansettakij. (2026).“ทุนข้ามชาติเร่งติดโซลาร์รูฟท็อป ปักหมุดลงทุน 5.6 พันล้าน ดันพลังงานสะอาด”. Retrieved from https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/663849
1/ เกณฑ์ทางกฎหมายที่ใช้กำหนดถิ่นกำเนิดหรือสัญชาติของสินค้า เพื่อประกอบการใช้มาตรการทางการค้าและการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร
2/ กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน โดยบริษัทข้ามชาติยังคงฐานการผลิตในจีนไว้ แต่เพิ่มฐานการผลิตในประเทศอื่นอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เพื่อลดการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียว
3/ ประเทศที่ลงนามเอกสารความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับรัฐบาลจีน ซึ่งมีมากกว่า 150 ประเทศ ครอบคลุมประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียกลาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันตก ยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และแอฟริกา
4/ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) คือความตกลงการค้าเสรีระหว่างสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศกับคู่ภาคี 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ครอบคลุมการเปิดตลาดสินค้า บริการ การลงทุน และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าร่วมกัน
5/ CAFTA 3.0 (China–ASEAN Free Trade Area 3.0) คือการยกระดับเขตการค้าเสรีจีน–อาเซียนรอบที่สาม ครอบคลุม 9 สาขาความร่วมมือ รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน
6/ บริษัทจีนชื่อ Yili เข้าซื้อกิจการตั้งแต่ปี 2561 และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดไอศกรีมในไทยจาก 6% ในปี 2560 เป็น 14% ในปี 2567