แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรมปี 2569-2571: อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

เครื่องดื่ม

แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรมปี 2569-2571: อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

15 มิถุนายน 2569

EXECUTIVE SUMMARY


ในช่วงปี 2569-2571 ปริมาณการผลิตเครื่องดื่มโดยรวมของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.8-2.8% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนจาก (1) การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุปสงค์ภายในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (2) การลงทุนขยายกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตและขนส่ง และ (3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชัน (Functional Drink) โดยมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นโดยเฉพาะในปี 2569 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8-2.8% โดยอัตราการเติบโตอาจยังชะลอตัวในปี 2569 จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง แต่จะเริ่มทยอยปรับสูงขึ้นในช่วงปี 2570-2571 จาก (1) อุณหภูมิที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น (2) การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุปสงค์ภายในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (3) การขยายตัวของร้านสะดวกซื้อและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และ (4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยเฉพาะเครื่องดื่มฟังก์ชัน
 

มุมมองวิจัยกรุงศรี


แนวโน้มผลประกอบการผู้ผลิตเครื่องดื่มโดยรวมของไทยในปี 2569-2571 มีทิศทางฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามสภาวะเศรษฐกิจ ภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ยังทยอยฟื้นตัว โดยมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะพลาสติกและแก้วที่ปรับสูงขึ้นในปี 2569 จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนการส่งออกจะยังขยายตัวได้จำกัดโดยเฉพาะตลาดกัมพูชาจากผลกระทบของการปิดด่านที่ยืดเยื้อ

  • ผู้ผลิตน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวด: คาดว่ารายได้จะทยอยเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มใส่ใจสุขภาพและนิยมบริโภคน้ำดื่มสะอาดและปลอดภัยมากขึ้น เอื้อโอกาสต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าเชื่อถือในด้านมาตรฐานการผลิต

  • ผู้ผลิตน้ำอัดลม: อุณหภูมิที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นทุกปี จะหนุนให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นมากขึ้น ท่ามกลางการปรับตัวของผู้ผลิตหลายรายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เน้นใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลมากขึ้น รองรับตลาดผู้ใส่ใจสุขภาพ เอื้อให้รายได้มีแนวโน้มปรับดีขึ้น 

  • ผู้ผลิตเบียร์: รายได้ทยอยฟื้นตัวจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์และแคลอรี่ต่ำสำหรับผู้บริโภคที่กังวลเรื่องสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นอาจกดดันความสามารถในการทำกำไร  

  • ผู้ผลิตสุรา: ปริมาณการบริโภคมีแนวโน้มขยายตัวได้จำกัด จากความกังวลด้านสุขภาพ อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์แฮนด์เมดที่มีเรื่องราวเบื้องหลังและมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและมีศักยภาพในการเติบโต


ข้อมูลพื้นฐาน


อุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทยส่วนใหญ่มาจากการผลิตภายในประเทศสัดส่วน 94.9% ของปริมาณเครื่องดื่มทั้งหมดของไทย ส่วนอุปทานที่เหลือมาจากการนำเข้า (สัดส่วน 5.1%) ซึ่งเป็นการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสัดส่วน 15% ในเชิงปริมาณ และ 70% ในเชิงมูลค่า โดยตลาดในประเทศเป็นตลาดหลักสัดส่วน 84.8%1/ ของปริมาณจำหน่ายโดยรวม ในปี 2568 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มในไทยมีโรงงานที่จดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 407 แห่ง แบ่งเป็น 1) โรงงานเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 375 แห่ง  คิดเป็น 92% ของจำนวนโรงงานผลิตเครื่องดื่มทั้งหมด และ 2) โรงงานผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 32 แห่ง คิดเป็น 8% ของจำนวนโรงงานผลิตเครื่องดื่มทั้งหมด

ในปี 2568 ปริมาณจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศของไทยอยู่ที่ 14,019.1 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 30,398.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ2/ แบ่งเป็นเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คิดเป็นสัดส่วน 77:23 ในเชิงปริมาณ และ 35:65 ในเชิงมูลค่า (ภาพที่ 1) มีรายละเอียดดังนี้ 

  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีปริมาณการจำหน่ายในประเทศ 10,764.5 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 10,555.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์หลักเป็นน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดซึ่งมียอดจำหน่ายรวมกัน 6,417.7 ล้านลิตร คิดเป็นสัดส่วนรวมกัน 59.6% ของปริมาณจำหน่ายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ น้ำอัดลมและโซดา (25.0%) ชาพร้อมดื่ม (4.6%) น้ำผลไม้ (3.4%) เครื่องดื่มชูกำลัง (3.2%) และเครื่องดื่มอื่นๆ (4.2%) ตามลำดับ

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีปริมาณการจำหน่ายในประเทศ 3,254.6 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 19,842.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลิตภัณฑ์หลักเป็นเบียร์ซึ่งมียอดจำหน่าย 2,426.7 ล้านลิตร คิดเป็น 74.6% ของปริมาณจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด รองลงมาได้แก่ สุรา (22.7%) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม (1.6%) ไวน์ (1.0%)  และน้ำผลไม้ที่ผ่านกระบวนการหมักหรือบ่มกับยีสต์ (0.1%) ตามลำดับ

beverage
 

ปริมาณการส่งออกเครื่องดื่มของไทยอยู่ที่ 2,514.8 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 3,121.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 (ภาพที่ 2) ประเทศเวียดนามเป็นคู่ค้าหลักในการส่งออกเครื่องดื่มของไทย มีสัดส่วน 13.9% ในเชิงปริมาณ ตามด้วย จีน (13.8%) เมียนมา (12.4%) สหรัฐฯ (12.3%) และกัมพูชา (10.6%) โดยผลิตภัณฑ์ส่งออกแบ่งเป็น 1) เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีสัดส่วน 92.6% ในเชิงปริมาณ และ 87.6% ในเชิงมูลค่า ประเทศเวียดนามเป็นคู่ค้าหลัก มีสัดส่วน 15.0% ของปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด รองลงมาได้แก่ จีน (14.8%) สหรัฐฯ (13.1%) กัมพูชา (10.8%) และสปป.ลาว (10.0%) และ 2) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีสัดส่วน 7.4% ในเชิงปริมาณ และ 12.4% ในเชิงมูลค่า ประเทศเมียนมาเป็นคู่ค้าหลัก มีสัดส่วน 48.4% ของปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (14.4%) กัมพูชา (8.1%) ญี่ปุ่น (5.4%) และอิสราเอล (4.5%)

beverage
 
beverage
 

สถานการณ์ที่ผ่านมา


ในปี 2568 ปริมาณการผลิตเครื่องดื่มของไทยหดตัว -5.0% มาอยู่ที่ 13.5 พันล้านลิตร จาก 14.2 พันล้านลิตรในปี 2567 (ภาพที่ 4) โดยเป็นการหดตัวของปริมาณการผลิตทั้งประเภทที่ไม่มีแอลกอฮอล์และที่มีแอลกอฮอร์ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตทั้งอุตสาหกรรมลดลงเหลือ 46.9% ในปี 2568 (จาก 49.9% ในปี 2567) เนื่องจากเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการบางส่วนเน้นกลยุทธ์การระบายสต๊อก (Destocking) หลังจากได้ขยายการผลิตจำนวนมาก (Restocking) ในปี 2567 (ภาพที่ 4) ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบก็มีทิศทางปรับลดลงสอดคล้องกับปริมาณการผลิตที่หดตัวในปี 2568 (ภาพที่ 5) โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตยังคงหดตัวต่อเนื่อง -1.9% YoY จากอุปสงค์ที่ชะลอตัว และต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ปรับสูงขึ้นมากจากเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ผู้ประกอบการยังคงเน้นการระบายสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง จำแนกรายผลิตภัณฑ์ได้ดังนี้

beverage

beverage
 
  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: ปริมาณการผลิตในปี 2568 ลดลง -6.1% มาอยู่ที่ 10.6 พันล้านลิตร จาก 11.3 พันล้านลิตรในปี 2567 ในขณะที่ 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตหดตัวต่อเนื่อง -1.5% YoY ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของปริมาณการผลิตน้ำชาและเครื่องดื่มชูกำลัง โดยผลิตภัณฑ์หลักได้แก่

    • น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวด: ริมาณการผลิตในปี 2568 ค่อนข้างทรงตัวที่ -0.3% อยู่ที่ 5.0 พันล้านลิตร (ภาพที่ 6) โดยน้ำดื่มบริสุทธิ์หดตัวเล็กน้อยที่  -1.5% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเน้นระบายสต๊อกแทนการขยายการผลิต ในช่วงที่กำลังซื้อระดับกลางลงมายังมีทิศทางอ่อนแอ แต่การเข้าข่ายเป็นสินค้าจำเป็นจึงทำให้การผลิตยังลดลงไม่มากนัก สวนทางกับการผลิตน้ำแร่บรรจุขวดที่ขยายตัวได้ดีที่ 10.7% แรงหนุนจากผู้บริโภคกลุ่มตลาดบนที่ใส่ใจด้านสุขภาพมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในระดับพรีเมียม (Premiumization trend) ที่ออกมากระตุ้นตลาดมากขึ้น โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดโดยรวมยังคงหดตัวเล็กน้อยที่ -0.7% YoY จากภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง 

    • น้ำอัดลมและโซดา: ปริมาณการผลิตในปี 2568 ลดลง -9.8% อยู่ที่ 3.7 พันล้านลิตร (ภาพที่ 7) โดยน้ำอัดลมหดตัวกว่า -10.4% เป็นผลจากการหยุดสายการผลิตชั่วคราวเพื่อการซ่อมบำรุงของผู้ประกอบการบางราย รวมถึงผลกระทบจากการปิดด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา (ตลาดส่งออกสำคัญ) เช่นเดียวกับปริมาณการผลิตโซดาที่หดตัว -6.0% อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตน้ำอัดลมและโซดากลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย 1.6% YoY  จากกลับการกลับมาเดินสายการผลิตของผู้ผลิตบางรายและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ลดน้ำตาลและมีรสชาติใหม่ๆ ที่กระตุ้นความสนใจกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นสุขภาพ

beverage

beverage
 
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ในปี 2568 ปริมาณการผลิตหดตัว -1.1% เหลือ 2.94 พันล้านลิตร จาก 2.97 พันล้านลิตร ในปี 2567 ในขณะที่ 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตหดตัว -3.6% YoY จากอุปสงค์ที่ยังชะลอตัว แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่  

    • เบียร์: ปริมาณการผลิตในปี 2568 ทรงตัวที่ 0.2% อยู่ที่ 2.4 พันล้านลิตร (ภาพที่ 8) จาก (1) อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังเติบโตได้ และ (2) การผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศเมียนมาตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น แต่ถูกชดเชยด้วยการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาที่ลดลง  โดย 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตหดตัวเล็กน้อยที่ -1.4% YoY จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงและการระมัดระวังค่าใช้จ่ายในภาวะที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้นท่ามกลางวิกฤติสงครามตะวันออกกลาง

    • สุรา: ปริมาณการผลิตในปี 2568 หดตัว -6.3% อยู่ที่ 0.55 พันล้านลิตร (ภาพที่ 9) เนื่องจากผู้ผลิตปรับลดการผลิตลง เพื่อระบายสินค้าคงคลัง สะท้อนจากปริมาณสินค้าคงคลังในหมวดสุรา ที่ลดลงถึง -15.8% ในปี 2568 จาก 0.52 พันล้านลิตร ในปี 2567 เหลือเพียง 0.44 พันล้านลิตร ในปี 2568 ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2561 ตามกระแสการรณรงค์ด้านสุขภาพ และทิศทางกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ทำให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย ในขณะที่ 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการผลิตยังหดตัวต่อเนื่องที่ -12.7% YoY ตามภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น

beverage beverage
 

ปี 2568 ปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศเพิ่มขึ้น 2.0% คิดเป็นปริมาณ 14.0 พันล้านลิตร ในขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.5% YoY3/ ส่วนใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังหดตัว ท่ามกลางค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง กดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยจำแนกได้ ดังนี้ 

  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: ปริมาณจำหน่ายในปี 2568 ขยายตัว 1.6% คิดเป็นปริมาณ 10.8 พันล้านลิตร ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 3 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวได้ 1.2% YoY โดยมีแรงหนุนจากการขยายการผลิต (Restocking) ของสินค้าในกลุ่มน้ำอัดลมและโซดา และการกลับมาเดินสายการผลิตเครื่องดื่มกาแฟสำเร็จรูปของผู้ผลิตบางรายทำให้มีสินค้าวางตลาดมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มนี้แบ่งเป็น  

    • น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวด: ปริมาณจำหน่ายในปี 2568 ขยายตัวเล็กน้อย 0.9% อยู่ที่ 6.4 พันล้านลิตร (ภาพที่ 10) จากสภาวะอากาศที่ร้อนขึ้นและกระแสการใส่ใจสุขภาพในการบริโภคน้ำดื่มสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 ปริมาณการจำหน่ายน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดหดตัว -2.4% YoY ตามกำลังซื้อโดยรวมที่อ่อนแอลง รวมถึงตลาดท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางและจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ลดลง

    • น้ำอัดลมและโซดา: ปริมาณจำหน่ายในปี 2568 เพิ่มขึ้น 2.1% อยู่ที่ 2.7 พันล้านลิตร (ภาพที่ 11) จากการนำเสนอสินค้าใหม่ของผู้ผลิต ที่เน้นเรื่องกระแสสุขภาพ โดยเพิ่มรสชาติและความหลากหลายของน้ำอัดลมและโซดาที่มีน้ำตาล 0% เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น โดยในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 ปริมาณการจำหน่ายน้ำอัดลมและโซดาขยายตัวได้ 5.3% YoY จากการแข่งขันกระตุ้นตลาดผ่านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ รสชาติหลากหลาย และเน้นสุขภาพมากขึ้น กระตุ้นให้ตลาดยังขยายตัวดีในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่

beverage
beverage
 
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: นปี 2568 ปริมาณจำหน่ายในประเทศขยายตัว 3.6% อยู่ที่ 3.3 พันล้านลิตร ในขณะที่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศหดตัว -2.0% YoY จากผู้บริโภคที่ใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้น และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฟื้นตัวช้า โดยผลิตภัณฑ์หลักในกลุ่มนี้แบ่งเป็น   

    • เบียร์: ปริมาณจำหน่ายในปี 2568 เพิ่มขึ้น 4.5% อยู่ที่ 2.4 พันล้านลิตร (ภาพที่ 12) จากการแข่งขันพัฒนาผลิตภัณฑ์เบียร์คราฟต์ให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงเบียร์ที่มีแคลอรี่ต่ำ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคหลายระดับ โดยมีทั้งการเข้าสู่ตลาดของผู้เล่นรายใหม่และการขยายพันธมิตรของผู้เล่นรายเดิมเพื่อรุกตลาด ทำให้สามารถดูดซับอุปสงค์ได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 ปริมาณการจำหน่ายเบียร์หดตัว -1.2% YoY ตามการระมัดระวังค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคภายใต้ค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    • สุรา: ปริมาณจำหน่ายในปี 2568 ขยายตัวเล็กน้อย 0.5% อยู่ที่ 0.74 พันล้านลิตร (ภาพที่ 13) เนื่องจากผู้บริโภคบางกลุ่มหันไปสนใจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบพร้อมดื่ม (RTD: Ready-to-drink) มากขึ้น จากการพัฒนารสชาติที่หลากหลาย ทานได้ง่าย และสามารถซื้อมาดื่มคนเดียวที่ห้องโดยไม่ต้องเข้าผับบาร์และไม่ต้องซื้อเป็นขวดใหญ่ โดยปริมาณการจำหน่ายสุรา 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการจำหน่ายสุราหดตัวกว่า -5.4% YoY จากผลของปัจจัยที่เข้ามากดดันตลาดเช่นเดียวกับกรณีของการจำหน่ายเบียร์ในประเทศ   

beverage

beverage
 

ในปี 2568 ปริมาณส่งออกอยู่ที่ 2.51 พันล้านลิตร (-4.8%) ขณะที่มูลค่าส่งออกอยู่ที่ 3.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+1.3%) (ภาพที่ 14) โดยปริมาณการส่งออกที่หดตัวส่วนใหญ่มาจากน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวด (-36.8%) และ เครื่องดื่มชูกำลัง (-12.5%) โดยเฉพาะตลาดชายแดนที่เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง ส่วนมูลค่าส่งออกยังคงขยายตัวได้จากราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งออกหดตัว -12.3% YoY และมูลค่าการส่งออกหดตัว -7.2% YoY แรงฉุดมาจากการส่งออกไปยังกัมพูชาที่หดตัว ตามการปิดด่านการค้าและความตึงเครียดตามแนวชายแดนที่ยังยืดเยื้อ โดยจำแนกรายผลิตภัณฑ์ส่งออกหลักได้ดังนี้

beverage
 
  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: ในปี 2568 ปริมาณการส่งออกหดตัว -5.7% ขณะที่มูลค่าการส่งออกขยายตัว +1.9% แรงฉุดหลักมาจากการส่งออกไปตลาดหลักอย่างกัมพูชาที่ลดลงมากในหลายผลิตภัณฑ์ เนื่องจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้เกิดการปิดด่านการค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งออกเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังคงหดตัว -12.1% YoY  แบ่งเป็น  

    • น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวด: การส่งออกในปี 2568 ปรับลดลงกว่า -36.8% ในเชิงปริมาณ และ -23.3% ในเชิงมูลค่า (ภาพที่ 15) จากปริมาณการส่งออกไปกัมพูชาที่ลดลงกว่า -49.9% โดยกัมพูชามีสัดส่วนการส่งออกสูงเป็นอันดับสองที่ 32.4% ของปริมาณการส่งออกน้ำดื่มของไทย กอปรกับอุปสงค์ของเมียนมาและลาวที่ลดลง -44.0% และ -52.7% จากอุปสงค์และกำลังซื้อที่อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจ โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งออกน้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดหดตัวต่อเนื่องกว่า -68.0% YoY

    • น้ำอัดลมและโซดา: การส่งออกในปี 2568 หดตัว -5.9% ในเชิงปริมาณ แต่ขยายตัว 4.7% ในเชิงมูลค่า (ภาพที่ 16) จากปริมาณการส่งออกไปกัมพูชาที่ลดลงกว่า -60.6% โดยกัมพูชาคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 4 ของปริมาณการส่งออกน้ำอัดลมของไทยในปี 2568 ขณะที่มูลค่าขยายตัวจากผลของการปรับเพิ่มราคาสินค้าที่มีการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ในระดับพรีเมียมมากขึ้น โดยช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งออกน้ำอัดลมและโซดาหดตัว -23.4% YoY

beverage

beverage
 
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: การส่งออกในปี 2568 ขยายตัว 8.6% ในเชิงปริมาณ แต่หดตัว -2.8% ในเชิงมูลค่า (จากมูลค่าส่งออกที่หดตัวในกลุ่มสุราและไวน์) โดยตลาดเมียนมายังขยายตัวได้ ขณะที่แรงฉุดหลักมาจากตลาดกัมพูชาที่หดตัว อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวกว่า -14.5% YoY จากการส่งออกไปยังกัมพูชาที่ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์หลักแบ่งเป็น  

    • เบียร์: การส่งออกในปี 2568 เพิ่มขึ้น 6.0% ในเชิงปริมาณ แต่ขยายตัว 2.2% ในเชิงมูลค่า (ภาพที่ 17) มาจากกการส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างเมียนมาที่เพิ่มขึ้นกว่า 9.3% โดยเมียนมาครองส่วนแบ่งปริมาณการส่งออกเบียร์ของไทยกว่า 48.5% เช่นเดียวกับการส่งออกไปยังตลาดใหม่ อย่างมาเลเซียและอิสราเอลที่เพิ่มขึ้น 64.0% และ 34.8% ตามลำดับ จากการเร่งโรดโชว์ขยายตลาดใหม่ของผู้ส่งออก อย่างไรก็ดี 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งออกเบียร์หดตัว -11.8% YoY จากการส่งออกไปยังกัมพูชาที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง

    • สุรา: การส่งออกในปี 2568 ขยายตัว 53.6% ในเชิงปริมาณ แต่หดตัว -2.0% ในเชิงมูลค่า (ภาพที่ 18) โดยแรงส่งหลักมาจากการส่งออกไปยังเมียนมา (+135.1%) จากอุปสงค์ที่ยังเติบโตได้ดี การเปิดตัวสินค้าใหม่ และช่องทางการจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ส่วนมูลค่าส่งออกที่หดตัวเนื่องจากการปรับลดขนาดผลิตภัณฑ์ให้เล็กลงโดยมีราคาประหยัดตามภาวะกำลังซื้อที่เพิ่มความระมัดระวังด้านค่าใช้จ่ายมากขึ้น อย่างไรก็ดี 3 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการส่งออกสุราหดตัว -30.3% YoY จากการส่งออกไปยังรัสเซียและกัมพูชาที่หดตัว

beverage

beverage
 

แนวโน้มอุตสาหกรรม

 

ในช่วงปี 2569-2571 ปริมาณการผลิตเครื่องดื่มโดยรวมของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.8-2.8% ต่อปี (ภาพที่ 19) ปัจจัยหนุนมาจาก (1) การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุปสงค์ภายในประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตได้ในปี 2570-2571 แม้ยังคงหดตัวในปี 2569 จากผลกระทบของวิกฤติตะวันออกกลาง (2) การลงทุนขยายกำลังการผลิตของผู้ผลิตรายใหญ่ รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงคุณภาพของกระบวนการผลิตและขนส่ง และ (3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชัน (Functional Drink) โดยแนวโน้มของผลิตภัณฑ์หลักแบ่งได้ ดังนี้

  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: ปริมาณการผลิตในประเทศคาดว่าจะขยายตัว 1.9-2.9% ต่อปี แบ่งเป็น (1) น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดจะขยายตัว 2.0-3.0% ต่อปี เนื่องจากอยู่ในหมวดสินค้าจำเป็นที่ยังมีอุปสงค์รองรับ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำแร่และน้ำดื่มกลุ่มพรีเมียมโดยเฉพาะน้ำดื่มวิตามินเข้ามากระตุ้นตลาดที่เน้นสุขภาพ และ (2) น้ำอัดลมและโซดาจะขยายตัว 2.1-3.1% ต่อปี ส่วนหนึ่งจากการกลับมาเปิดโรงงานของผู้ผลิตบางรายที่ปิดปรับปรุง รวมถึงการพัฒนาเครื่องดื่มสูตรปราศจากน้ำตาลหลายรูปแบบตามความนิยมของผู้บริโภคยุคใหม่ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ปริมาณการผลิตในประเทศโดยรวมคาดว่าจะเติบโต 1.6-2.6% ต่อปี แบ่งเป็น (1) เบียร์จะขยายตัว 1.9-2.9% ต่อปี และ (2) สุราจะขยายตัว 0.7-1.7% ต่อปี จากแนวโน้มการผ่อนปรนมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่คาดว่าจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายเวลาจำหน่ายในช่วง 14.00–17.00 น. โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างช่วงทดลองเป็นเวลา 180 วัน และผลประเมินเบื้องต้นมีทิศทางที่ดี4/ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่มาตรการนี้จะมีผลถาวรในอนาคต และช่วยหนุนให้ความต้องการเพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะเบียร์ที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายรองรับตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น อาทิ เบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ เบียร์แคลอรี่ต่ำ และคราฟต์เบียร์ เป็นต้น

beverage

อย่างไรก็ตาม การผลิตเครื่องดื่มของไทยยังเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ได้แก่ (1) ภาวะอุปทานและต้นทุนวัตถุดิบสำคัญอย่าง อ้อย ข้าวบาร์เลย์ มอลต์ ที่มีทิศทางผันผวนตามสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มแปรปรวนมากขึ้น  (2) ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์และการขนส่งที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังคงมีต่อเนื่อง (3) ความไม่แน่นอนของกฏระเบียบและมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายและนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนกับกัมพูชา เนื่องจากเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการส่งออกเครื่องดื่มจากไทย  และ (4) กฏระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนในด้านบรรจุภัณฑ์และการปรับกระบวนการผลิต

แนวโน้มปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่มในประเทศ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8-2.8% ต่อปี (ภาพที่ 20) โดยการเติบโตจะอยู่ในอัตราชะลอลงในปี 2569 จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันท่ามกลางวิกฤติตะวันออกกลาง ผนวกกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและค่าบรรจุภัณฑ์ที่ผลักด้นให้ราคาเครื่องดื่มปรับสูงขึ้น ก่อนที่อัตราการเติบโตจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นในปี 2570-2571 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) สภาวะอากาศที่ร้อนขึ้นในแต่ละปี ทำให้ความต้องการเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นยังคงเพิ่มขึ้น (2) การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของอุปสงค์ภายในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะช่วยหนุนการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม ผับ บาร์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง (3) การขยายตัวของร้านสะดวกซื้อและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และ (4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยเฉพาะเครื่องดื่มฟังก์ชัน (Functional Drink) อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงประเด็นเรื่องสุขภาพที่ส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนลดการบริโภคน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจเป็นข้อจำกัดที่ทำให้อัตราการเติบโตไม่สูงนัก โดยแนวโน้มของผลิตภัณฑ์หลัก แบ่งได้ดังนี้

  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: ปริมาณการจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะขยายตัว 1.9-2.9% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571  แบ่งเป็น (1) น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดจะขยายตัว 2.1-3.1% ต่อปี จากแนวโน้มที่ผู้บริโภคมีความสนใจในเรื่องสุขภาพและนิยมบริโภคน้ำดื่มบริสุทธิ์มากขึ้น โดยเฉพาะน้ำดื่มกลุ่มพรีเมียม เช่น น้ำแร่ น้ำด่าง น้ำดื่มผสมวิตามิน จะเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตดี และ (2) น้ำอัดลมและโซดาจะขยายตัว 1.8-2.8% ต่อปี แรงหนุนมาจากการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยการเพิ่มวิตามินหรือแร่ธาตุ พร้อมกับลดปริมาณน้ำตาลหรือใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ทำให้สินค้าตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในบริเวณศูนย์อาหารต่างๆ 

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ปริมาณการจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะขยายตัว ที่ 1.7-2.7% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571 แบ่งเป็น เบียร์จะขยายตัว 2.1-3.1% ต่อปี และสุราขยายตัวเล็กน้อย 0.3-1.3% ต่อปี จากการฟื้นตัวต่ออย่างค่อยเป็นค่อยไปของธุรกิจท่องเที่ยว กอปรกับมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในอนาคตที่คาดว่าจะมีแนวโน้มผ่อนปรนมากขึ้น ทั้งในส่วนของช่วงเวลาขาย การนำเข้า และการโฆษณา นอกจากนี้ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น กระตุ้นให้ผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ที่มีแอลกอฮอล์และแคลอรี่ลดลง รวมถึงการพัฒนาสุราพร้อมดื่มและเบียร์คราฟต์ที่มีรสชาติหลากหลาย ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่แตกต่างได้มากขึ้น 

beverage
 

แนวโน้มปริมาณส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 1.7-2.7% ต่อปี (ภาพที่ 21) โดยแบ่งเป็นรายผลิตภัณฑ์ดังนี้

  • เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์: ปริมาณการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 1.8-2.8% ต่อปี โดยแนวโน้มของผลิตภัณฑ์หลัก แบ่งได้เป็น (1) น้ำดื่มและน้ำแร่บรรจุขวดจะขยายตัว 0.9-1.9% ต่อปี โดยตลาดหลักยังเป็นประเทศจีนและประเทศกลุ่ม CLMV ที่มีความต้องการน้ำดื่มสะอาดได้มาตรฐาน แม้กำลังซื้อมีแนวโน้มชะลอลง (2) น้ำอัดลมและโซดาจะขยายตัว 1.0-2.0% ต่อปี จากแนวโน้มการเข้าไปทำตลาดของผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียนดนาม รวมถึงตลาดเกาหลีใต้ และการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์โดยมุ่งสู่ระดับพรีเมียมและ Functional drink มากขึ้น (3) เครื่องดื่มให้พลังงานจะขยายตัว 1.2-2.2% ต่อปี แรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่มาจากประเทศเวียดนาม ซึ่งมีสัดส่วนคนรุ่นใหม่และประชากรวัยทำงานสูง ทำให้ต้องการแหล่งพลังงานที่สดชื่นและรวดเร็วตามวิถีชีวิตที่เร่งรีบ และ 4) น้ำผลไม้จะขยายตัวที่ 2.3-3.3% ต่อปี โดยคาดว่าตลาดหลักอย่างจีนและสหรัฐฯ จะยังขยายตัวได้จากความนิยมของผู้บริโภคในการบริโภคผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากธรรมชาติเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผลไม้จากไทยมีชื่อเสียงทั้งด้านเอกลักษณ์ของรสชาติและวัตถุดิบจากผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ

  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์: ปริมาณการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 1.3-2.3% ต่อปี โดยผลิตภัณฑ์หลักแบ่งเป็น เบียร์มีแนวโน้มขยายตัว 1.6-2.6% ต่อปี และสุรามีแนวโน้มจะขยายตัว 0.2-1.2% ต่อปี โดยตลาดหลักในการส่งออกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยอย่างเมียนมายังมีแนวโน้มเติบโตดี จากความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย การขยายตลาดของผู้ผลิตรายใหญ่ของไทย  และการขยายตัวของสังคมเมืองและกลุ่มชนชั้นกลาง

อย่างไรก็ตาม การส่งออกเครื่องดื่มยังมีปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ได้แก่ (1) ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ อาจส่งผลให้การปิดด่านการค้าชายแดนยาวนานขึ้น รวมถึงเพิ่มกระแสการต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา อาจทำให้กัมพูชาซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกเครื่องดื่มสำคัญของไทยสำหรับเกือบทุกผลิตภัณฑ์ลดการนำเข้าเครื่องดื่มจากไทย (2) การกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ผ่านมาตรการปรับเพิ่มภาษีนำเข้าที่อาจลดทอนความต้องการนำเข้าเครื่องดื่มจากไทย โดยเฉพาะน้ำผลไม้ และ (3) ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลกที่อาจยังส่งผลต่อต้นทุนพลังงานทั้งด้านการผลิตและการขนส่ง

beverage
 
beverage
 
beverage
 

การปรับตัวสู่ความยั่งยืนทางธุรกิจ (Sustainability)


ความยั่งยืนกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศไทย โดยปัจจัยด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมเครื่องดื่มปรับตัวสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้บริโภคและนักลงทุนต่างให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากยิ่งขึ้น ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

  • ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) 

    • ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน: การเลือกใช้วัสดุบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ รวมถึงการร่วมมือกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ลดการใช้พลาสติกและวัสดุที่ไม่ย่อยสลายได้

    • ส่งเสริมการปลูกพืชอย่างยั่งยืน: การจัดหาและใช้วัตถุดิบที่มีความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเลือกใช้วัตถุดิบที่ปลูกแบบออร์แกนิก ลดการใช้สารเคมี และสนับสนุนการปลูกพืชหมุนเวียน รวมถึงเลือกใช้วัตถุดิบที่มาจากฟาร์มที่มีการปลูกพืชหลากชนิดซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและการดูดซับคาร์บอน ซึ่งส่งผลดีต่อความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน

    • ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน: การบริหารจัดการด้านทรัพยากรน้ำเพื่อลดการใช้น้ำในขั้นตอนการผลิต รวมถึงมีแนวทางการกำจัดน้ำเสียจากการผลิตอย่างถูกต้องและมีการใช้ระบบการรีไซเคิลน้ำที่มีประสิทธิภาพ

    • ลดการปล่อยคาร์บอน: การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม หรือการลงทุนในเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานน้อยลง เช่น เครื่องจักรประหยัดพลังงาน หรือการนำความร้อนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ในโรงงาน

    • การจัดการของเสีย: การบริหารจัดการของเสียจากการผลิตโดยการลดปริมาณของเสียตั้งแต่ต้นทาง หรือการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่รวมถึงการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในกระบวนการผลิต จะช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ได้อีกครั้ง อาทิ บรรจุภัณฑ์ หรือผลพลอยได้จากภาคการผลิต

  • ด้านสังคม (Social)

    • ส่งเสริมตัวเลือกเครื่องดื่มสุขภาพ: การใช้ฉลากที่มีข้อมูลละเอียดและถูกต้องเพื่อให้ข้อมูลโภชนาการที่ชัดเจนแก่ผู้บริโภค รวมถึงส่งเสริมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบผ่านการพัฒนาสินค้าที่มีแอลกอฮอล์ต่ำหรือไม่มีแอลกอฮอล์และสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมในการดื่มที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง

    • ความรับผิดชอบต่อสังคม: นโยบายการลดผลกระทบต่อชุมชนตั้งแต่ก่อนตั้งโรงงานการผลิตและในช่วงที่มีการผลิต รวมถึงสนับสนุนโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคม เช่น การสร้างสถานพยาบาล การให้ทุนสนับสนุนเด็กยากไร้ในชุมชน

    • สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี: การดูแลและให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยและสวัสดิการของพนักงาน เช่น การฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะ

    • การปลูกป่าและการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติ: การมีส่วนร่วมในการปลูกป่าและฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น รวมถึงสนับสนุนเกษตรกรให้ผลิตอาหารอย่างยั่งยืน

  • ด้านธรรมาภิบาล (Governance)

    • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ: การกำกับดูแลที่ชัดเจนและมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน เช่น การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานด้าน ESG รวมถึงสื่อสารเรื่อง ESG ให้พนักงานเข้าใจซึ่งจำทำให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญของ ESG และบทบาทของตนเอง

    • ส่งเสริมความหลากหลายในองค์กร: การกำหนดเป้าหมายเพิ่มความหลากหลายของคณะกรรมการบริษัท พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้กับกลุ่มคนที่มีบทบาทน้อยในองค์กรหรือกลุ่มคนที่ขาดโอกาสในการแสดงศักยภาพ มาตรการเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคมและเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรหาและรักษาบุคลากรในองค์กร

    • การจัดการความเสี่ยง: การประเมินและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน เช่น ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ






1/ ที่มา Euromonitor and Ministry of Commerce (MOC)
2/ อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทยประจำปี 2568 ที่ 32.88 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ
3/ สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ของตลาดในประเทศ อ้างอิงปริมาณการจำหน่ายในประเทศจาก Euromonitor ซึ่งเป็นข้อมูลรายปีเท่านั้น ส่วนในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 อ้างอิงข้อมูลจาก The Office of Industrial Economics (OIE)
4/ ที่มา: จับตาผลทดลอง 6 เดือน ปลดล็อกขายเหล้า 14.00-17.00 น. กระตุ้นเศรษฐกิจหรือเพิ่มเสี่ยง
5/ ที่มา: ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าร้อยละศูนย์สำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้และน้ำพืชผัก
6/ ที่มา: ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเสียภาษีในอัตราตามมูลค่าสำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้และน้ำพืชผักที่มีการเติมสารอาหารหรือสารอื่น

ย้อนกลับ
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา