กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร จัดการอย่างไรเมื่อลาออก

Posted On 30 เมษายน 2569
By Krungsri The COACH
สำหรับมนุษย์เงินเดือนมือใหม่หรือวัยทำงานที่กำลังมองหาความก้าวหน้า “
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (Provident Fund) อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่รู้หรือไม่ว่า นี่คือขุมทรัพย์ที่ช่วยให้คุณมีเงินล้านในวัยเกษียณได้แบบไม่รู้ตัว แต่สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนทำพลาดที่สุด คือการรีบถอนเงินออกมาในวันที่ลาออกจนต้อง "เสียภาษีบานปลาย" เพื่อให้คุณไม่พลาดสิทธิประโยชน์นี้ Krungsri The COACH จะพามาดูวิธีบริหารเงินก้อนสุดท้ายให้คุ้มค่าที่สุดกัน ไม่ว่าที่ทำงานใหม่จะมีกองทุนรองรับหรือไม่ คุณก็มีทางเลือกรักษาผลประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า
รู้จักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตัวช่วยเก็บเงินเกษียณที่คุณอาจมองข้าม
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund (PVD) เป็นกองทุนที่นายจ้าง และลูกจ้างจัดตั้งขึ้นด้วยความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เงินลูกจ้างหลังเกษียณอายุงาน ทุพพลภาพ หรือกรณีลูกจ้างเสียชีวิต เพื่อเป็นหลักประกันให้กับครอบครัว
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
1. ส่วนของลูกจ้าง: "เงินสะสม" (เงินเราออมเอง)
นี่คือเงินที่เราหักจากฐานเงินเดือนเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคต
- ออมได้เท่าไร : เลือกได้ตั้งแต่ 2% - 15% ของเงินเดือน
- ปรับเปลี่ยนได้ : อยากออมเพิ่มเพื่อลดหย่อนภาษี หรืออยากลดลงช่วงต้องการใช้เงิน ก็ทำได้ตามใจ
- เลือกแผนเองได้ : จะสายเซฟ (เน้นเงินฝาก) หรือสายลุย (เน้นหุ้น) ก็เลือกได้ตามความเสี่ยงที่รับไหว
2. ส่วนของนายจ้าง: "เงินสมทบ" (เงินฟรีที่ได้เพิ่ม)
ไฮไลท์อยู่ตรงนี้ เพราะนายจ้างจะควักเงินตัวเองจ่ายสมทบเข้ากองทุนให้เราด้วยอีกแรง
- ได้เท่าไร : ปกติจะอยู่ที่ 2% - 15% (ขึ้นอยู่กับนโยบายบริษัท)
- ยิ่งอยู่นาน ยิ่งได้เยอะ : ส่วนใหญ่บริษัทจะให้เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นตาม "อายุงาน" ยิ่งจงรักภักดี เงินส่วนนี้ก็ยิ่งพอกพูน
เงินกองทุน PVD ในสลิป... หายไปอยู่ที่ไหน?
สงสัยไหม? เงินที่เราออมและนายจ้างสมทบให้ทุกเดือน เดินทางไปไหนต่อ นี่คือเส้นทางที่จะเปลี่ยนเงินออมให้กลายเป็น "เงินล้าน"
- ส่งต่อให้มือโปร : เงินจะถูกส่งไปที่ บลจ. (บริษัทจัดการกองทุน) เพื่อความปลอดภัยและโปร่งใส ไม่ได้อยู่ที่บริษัทเรา
- ออกไปทำงาน : ผู้จัดการกองทุนจะนำเงินไป ลงทุน ในหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์ต่างๆ ตามแผนที่เราเลือกไว้
- รับส่วนแบ่ง : เมื่อมีกำไร บลจ. จะนำผลตอบแทนมา แบ่งคืน เข้าพอร์ตของสมาชิกแต่ละคนตามสัดส่วน
สรุป : เงินกองทุนไม่ใช่แค่เงินฝาก แต่คือการลงทุน "ยิ่งเลือกแผนที่เหมาะกับความเสี่ยง ยิ่งมีโอกาสเห็นเงินงอกเงย" อย่าลืมเช็คแผนลงทุนของคุณวันนี้!
4 ข้อดีที่คนทำงานจะได้ แค่สมัครกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
การเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีข้อดี และสิทธิประโยชน์มากมายที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรมองข้าม ดังนี้
- ช่วยสร้างวินัยการออมเงินระยะยาวเพื่อไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ
- ได้รับเงินสมทบจากนายจ้างในทุก ๆ เดือน เปรียบเสมือนได้รับเงินเดือนเพิ่มหรือสวัสดิการให้เปล่า
- มีผู้เชี่ยวชาญจาก บลจ. คอยบริหารจัดการเงินลงทุนให้งอกเงยตามแผนความเสี่ยงที่เราเลือก
- สามารถนำยอดเงินสะสมไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง และไม่เกิน 500,000 บาท
เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) จะได้คืนเมื่อไร ?
คำถามที่มักจะพบบ่อยก็คือ เราจะถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาเลยได้ไหม คุ้มไหม คำตอบคือ ทำได้ สามารถถอนออกมาได้ แต่เฉพาะคนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินเท่านั้น เพราะจะมีผลที่ตามมานั่นก็คือ “จะมีภาระทางภาษีทันที” จากเดิมที่ Provident Fund (PVD) ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีหากไม่ได้ถอนออกมาใช้ก่อน แต่ถ้าตัดสินใจถอนออกมาใช้ก่อน จะต้องนำเงินก้อนนี้ไปยื่นเสียภาษีประจำปี ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากรด้วย
โดยสมาชิกจะได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืนหลังจากออกจากงาน หรือเมื่อสิ้นสุดการเป็นสมาชิก (เช่น เสียชีวิต เกษียณอายุ หรือลาออก) ซึ่งจะได้รับเงินแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ
- เงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสม : ได้รับคืนเต็มจำนวน 100%
- เงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ : ได้รับตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและอายุการทำงานของพนักงาน
ทริคเด็ด ถ้าไม่อยากเสียภาษีตอนลาออก ทำอย่างไร ?
วิธีง่าย ๆ เลยคือ ณ เมื่อวันถอนเงินออกจากบัญชีจะต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และมีอายุกองทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี ทริคจำง่าย ๆ คือ “
555”
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็อย่าลืม
วางแผนหลังเกษียณกันให้ดี ๆ นะ และถ้าไม่อยากพลาดเราขอแนะนำ “Krungsri The COACH Ep.36 ทางออกสวยๆ ของเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อต้องออกจากงาน” เข้าไปดูกันแบบยาว ๆ รวดเดียวได้เลยที่นี่
บทสรุปลาออกแล้ว... เงินกองทุน PVD เอาไปไว้ไหนดี?
อย่าเพิ่งรีบถอนเงิน PVD ออกมาเป็นเงินสด มาดู 3 ทางเลือกจัดการเงินก้อนนี้ให้คุ้มค่าที่สุดกันครับ
1. ฝากไว้ที่เดิม (คงเงินไว้)
หากยังไม่ได้งานใหม่ หรือยังตัดสินใจไม่ได้ สามารถขอ "ฝากเงิน" ไว้กับ บลจ. เดิมก่อนได้
- ข้อดี : เงินยังทำงานต่อตามแผนลงทุนเดิม ไม่เสียสิทธิเรื่องนับอายุสมาชิก
- ข้อสังเกต : ไม่มีเงินสมทบใหม่จากนายจ้างเพิ่ม และมีค่าธรรมเนียมประมาณ 500 บาท/ปี
- ฟรี : ส่วนใหญ่ไม่มีค่าธรรมเนียมการโอนย้าย
2. ปิดบัญชีรับเงินสด
หากต้องการปิดบัญชีและถอนเงินออกมา เงินที่เราได้รับจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่
- เงินสะสม
- ผลประโยชน์ของเงินสะสม
- เงินสมทบ
- ผลประโยชน์ของเงินสมทบ
ซึ่งเงินสะสม (ส่วนที่ 1) จะได้รับการยกเว้นภาษีเสมอ แต่เงินอีก 3 ส่วนที่เหลือจะต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีประจำปี ยกเว้นว่าคุณจะเข้าเงื่อนไข “555” (อายุ 55 ปี และเป็นสมาชิกมาอย่างน้อย 5 ปี) เงินทั้ง 4 ส่วนนี้จึงจะปลอดภาษีโดยสิ้นเชิง
3. ย้ายไปที่ใหม่ หรือ "RMF for PVD"
หากที่ทำงานใหม่ไม่มีกองทุน หรืออยากย้ายหนีภาษี การโอนเข้า
RMF for PVD คือทางออกที่ฉลาดที่สุด
- นับอายุต่อเนื่อง : ไม่ต้องเริ่มนับ 1 ใหม่ ช่วยให้เข้าเงื่อนไขยกเว้นภาษี "555" ได้เร็วขึ้น
- อิสระกว่า : ไม่บังคับซื้อเพิ่มทุกปี แค่โอนมาพักไว้เฉย ๆ ก็ได้
สำหรับใครที่สนใจวิธีโอนย้ายเงินมายัง RMF for PVD แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกแผนแบบไหน Krungsri The COACH ขอแนะนำ กองทุนเปิดกรุงศรีแอคทีฟตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (
KFAFIXRMF) ซึ่งเป็นกองทุนที่ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้น้อย หรือผู้ที่เริ่มเข้าใกล้วัยเกษียณเต็มที โดยตัวกองทุนจะเน้นรักษาความมั่นคงของเงินลงทุนไว้เป็นหลัก มากกว่าการมุ่งหาผลตอบแทนที่สูงเกินไปจนเสี่ยงต่อเงินต้น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
- ระดับความเสี่ยง : ระดับ 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ)
- นโยบายการลงทุน : ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว และเงินฝากทั้งในและต่างประเทศที่อยู่ในเกณฑ์ลงทุนได้ (Investment Grade) เป็นหลัก โดยอาจจัดสรรเงินไม่เกิน 20% ลงทุนในตราสารที่ต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่ได้รับการจัดอันดับ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน
การออกจากงานอาจมีความกังวลใจอยู่บ้าง แต่เรื่องเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่จำเป็นต้องกังวล เพราะยังมีทางเลือกอย่าง “RMF for PVD” ที่ช่วยดูแลเงินก้อนสำคัญนี้ต่อไปได้ เพราะ
คุณภาพชีวิตหลังเกษียณที่ดี สร้างได้ด้วยตัวคุณเองตั้งแต่วันนี้
คำเตือน :
- ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน
- ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขการลงทุนใน RMF
- RMF ลงทุนไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ หรือไม่น้อยกว่า 5,000 บาทต่อปี และไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น และเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. และเบี้ยประกันแบบบำนาญแล้วไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
- ลงทุนต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ห้ามหยุดลงทุนติดต่อกันเกิน 1 ปี โดยต้องถือหน่วยลงทุนจนถึงอายุ 55 ปี และลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี
- กรณีผิดเงื่อนไขการลงทุนในกองทุน RMF ผู้ลงทุนต้องชำระคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับมาในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีปฎิทิน (นับย้อนหลังตั้งแต่ปีก่อนปีที่ปฎิบัติผิดเงื่อนไข) และต้องนำเงินผลประโยชน์ (Capital Gain) ที่ได้จากการขายคืนไปรวมกับเงินได้ เพื่อชำระภาษีตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร
สอบถามรายละเอียดข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม ขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา โทร. 02-296-5959
อ้างอิง