กระปุกหมูสื่อถึงวิธีเช็กสุขภาพทางการเงิน
เพื่อชีวิตสบาย

วิธีเช็กสุขภาพการเงินรับปี 2569 การเงินมั่นคง มีเงินใช้ยาว ๆ

icon-access-time Posted On 12 มกราคม 2569
By Krungsri The COACH
การตรวจสุขภาพทางการเงินเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำอย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อประเมินสมดุลของรายได้ รายจ่าย หนี้ และเงินออม โดยควรรักษาอัตราหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้ มีเงินออมอย่างน้อย 10% และเงินสำรองฉุกเฉิน 3–6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน พร้อมสร้างนิสัยการเงินที่ดี เช่น แยกบัญชี ตั้งงบประมาณตามกฎ 50/30/20 และออมก่อนใช้ เพื่อให้มีสุขภาพการเงินที่แข็งแรงและมั่นคงในระยะยาว

ทุกต้นปีคือช่วงเวลาที่เรามักตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ให้กับชีวิต แต่หนึ่งในเป้าหมายที่ไม่ควรละเลย คือการเช็กสุขภาพทางการเงินของตัวเอง เพราะสุขภาพทางการเงินไม่ได้หยุดนิ่ง แต่จะเปลี่ยนแปลงไปตามรายได้ ภาระหนี้ และพฤติกรรมการใช้เงินของเรา หากไม่ตรวจเช็กเป็นระยะ ก็อาจเจอปัญหาที่สะสมจนยากจะแก้ไขได้

วิธีเช็กสุขภาพทางการเงิน ยังดีอยู่ไหม ?

หลายคนอาจคิดว่าการตรวจสุขภาพทางการเงินเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วเราสามารถวิเคราะห์เองได้ เพียงใช้ข้อมูลการเงินส่วนบุคคลอย่างรายได้ รายจ่าย และยอดหนี้ โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 วิเคราะห์กระแสเงินสดรายเดือนและรายปี


แผนทางการเงินที่ดีจะต้องเริ่มต้นจากการบันทึกรายรับและรายจ่ายในชีวิตประจำวัน โดยสามารถทำได้ด้วยโปรแกรม Excel หรือแอปอย่าง Money Lover, Spendee, Piggipo เพื่อช่วยแยกหมวดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน ดังนี้
  • รายรับ ได้แก่ เงินเดือน ค่าคอมมิชชัน รายได้เสริม
  • รายจ่ายจำเป็น เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร
  • รายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น เสื้อผ้า ของเล่น

จากนั้นให้ดูเงินคงเหลือต่อเดือน หากเหลือน้อยกว่า 10% ของรายได้ แสดงว่ามีรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ให้หารายได้เพิ่มหรือปรับพฤติกรรมการใช้เงินทันที

ขั้นตอนที่ 2 เช็กตัวชี้วัดสุขภาพทางการเงิน


ขั้นตอนต่อมา อาจมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่เป็นวิธีเช็กสุขภาพทางการเงินที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยมีตัวชี้วัดสุขภาพทางการเงินที่สำคัญ 3 ตัว ดังนี้
 

อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (Debt to Income Ratio)


เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ โดยคำนวณจากสูตร

อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ = หนี้สินรวมที่ต้องผ่อนในแต่ละเดือน ÷ รายได้รวมต่อเดือน x 100

เกณฑ์ที่ดี คือ ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้

ตัวอย่างเช่น

รายได้ 40,000 บาท ผ่อนหนี้ทั้งหมด 16,000 บาท

ดังนั้น อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ = 16,000 ÷ 40,000 = 40%

ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่ควรระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย ไม่ให้เกินกว่าลิมิตที่กำหนด
 

สัดส่วนเงินออมต่อรายได้


เป็นอัตราส่วนของรายได้สำหรับออมหรือลงทุน เป็นการสร้างความมั่นคงในอนาคต โดยใช้สูตร

สัดส่วนเงินออมต่อรายได้ = เงินออมต่อเดือน ÷ รายได้ × 100

เกณฑ์ คือ ต้องเกิน 10% ของรายได้ หากน้อยกว่า 10% ควรเพิ่มวินัยทางการออม

ตัวอย่างเช่น

เช่น ออมเดือนละ 4,000 จากรายได้ 40,000 = 10%

ยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้ ควรเพิ่มให้อยู่ที่ประมาณ 20% ขึ้นไป
 

เงินสำรองฉุกเฉินเทียบกับค่าใช้จ่ายรายเดือน


เป็นเงินที่เก็บแยกสำหรับสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินแบบไม่คาดฝัน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้านหรือรถ ช่วงที่ว่างงานกะทันหัน สูตรที่ใช้ในการดูเงินสำรองฉุกเฉินที่ดี คือ

เงินสำรองฉุกเฉิน = ค่าใช้จ่ายต่อเดือน × 3–6 เท่า

ตัวอย่างเช่น

หากมีรายจ่ายประจำ เดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอยู่ที่ 60,000-120,000 บาท โดยแนะนำให้ฝากไว้ในบัญชีที่เบิกถอนได้สะดวก อย่างการฝากออมทรัพย์กับธนาคาร

ขั้นตอนที่ 3 ประเมินผลลัพธ์


ในกรณีถ้าเงินออมโตช้ากว่าค่าใช้จ่าย ภาระหนี้เกิน 40% และไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ แปลว่าสัญญาณสุขภาพการเงินเริ่มไม่มั่นคง ควรรีบปรับพฤติกรรมการใช้เงินโดยด่วน

พฤติกรรมและนิสัยการใช้จ่ายที่ขัดขวางการออมเงิน

รู้หรือไม่ว่านิสัยส่วนตัวส่งผลต่อการออมอย่างไร ? ใครที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาทางการเงินของเรามีสาเหตุมาจากอะไร ลองมาดูนิสัยการใช้เงินที่ส่งผลให้การเงินของเราไม่มั่นคงกันเลย

ใช้จ่ายตามอารมณ์


ใครที่มีพฤติกรรมรูดบัตรเพราะ “อยากได้” ไม่ใช่เพราะความจำเป็น หรือเป็นทาสการตลาดมากเกินไป นี่คือกับดักใหญ่ที่ขัดขวางไม่ให้เราไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้
 

วิธีแก้ไข

 
  • ตั้ง “กฎ 24 ชั่วโมง” ทุกครั้งที่อยากซื้อของที่ไม่จำเป็นหรือมีราคาสูง ให้รอหนึ่งวัน ถ้ายังอยากได้อยู่ ค่อยซื้อ
  • เขียนข้อดี-ข้อเสียของการซื้อของดังกล่าว เพื่อชั่งน้ำหนักว่าควรซื้อดีหรือไม่ ?

ไม่แยกบัญชีให้ชัดเจน


ไม่ว่าจะเงินเข้า เงินออก หรือเงินเก็บ ล้วนใช้บัญชีเดียวกัน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเงินออมตอนนี้เหลือเท่าไรกันแน่
 

วิธีแก้ไข


เปิดบัญชีแยกอย่างน้อย 3 บัญชี ได้แก่
  • บัญชี A สำหรับรายจ่ายประจำวัน
  • บัญชี B สำหรับเงินออม
  • บัญชี C สำหรับเป้าหมายเฉพาะ เช่น ซื้อบ้าน ท่องเที่ยว ลงทุน

จิตวิทยาการเงินและพฤติกรรมการออมเงิน


หลายคนรู้ว่าควรออมแต่กลับทำไม่ได้ เพราะจิตวิทยาการเงินเข้ามามีอิทธิพล โดยสมองมักเลือกความสุขระยะสั้น เช่น ความพอใจจากการซื้อของ มากกว่าผลประโยชน์ระยะยาวจากการออม
 

วิธีแก้ไข

 
  • ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ออมเงินเพื่อการศึกษาลูก ออมเงินเพื่อซื้อบ้านที่อบอุ่น
  • ใช้เทคนิค “Reward Yourself Later” ให้รางวัลตัวเองเมื่อทำตามเป้าหมายการออมได้ครบ เช่น ซื้อของเล็ก ๆ ที่อยากได้
  • จดบันทึกความรู้สึกตอนออมเงินสำเร็จ เพื่อสร้างวงจรความสุขเชิงบวก (Positive Reinforcement)
 
ผู้หญิงกำลังวางแผนทางการเงินด้วยการฝากออมทรัพย์และทำประกันสะสมทรัพย์

วางแผนให้สุขภาพทางการเงินดีขึ้นในปีใหม่

ใครที่สุขภาพการเงินไม่ดี อย่าเพิ่งท้อใจ เรามาเริ่มกันใหม่ เพื่อให้สุขภาพการเงินของเราแข็งแรงขึ้นในปี 2569 นี้

ตั้งงบประมาณรายเดือนอย่างเป็นระบบ


ใช้กฎ 50/30/20 เพื่อให้เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายทั้งหมด และบังคับตัวเองให้เก็บออมดียิ่งขึ้น
  • 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น
  • 30% สำหรับความสุขส่วนตัว
  • 20% สำหรับการออม และการลงทุน

มีเงินสำรองฉุกเฉิน


อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ฝาก-ถอนได้สะดวก เวลาฉุกเฉินจะได้นำมาใช้ได้ทันที

การบริหารหนี้สินอย่างชาญฉลาด


หากมีหนี้หลายก้อน แนะนำให้ใช้เทคนิคดังต่อไปนี้
  • Snowball Method ปิดหนี้เล็กก่อนเพื่อสร้างกำลังใจ
  • Avalanche Method ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อนเพื่อลดต้นทุนรวม

เตรียมออมเพื่ออนาคตและวัยเกษียณ


วางแผนเกษียณตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฝากออมทรัพย์ หรือประกันสะสมทรัพย์ ที่ช่วยสร้างวินัยออมระยะยาว

เทคนิคการออมสำหรับคนที่ไม่เก่งวางแผนทางการเงิน

สำหรับคนที่ไม่เก่งเรื่องการเงิน เรามีเทคนิคง่าย ๆ ที่ทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝาก เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อย ก็มีสุขภาพทางการเงินที่ดีได้แล้ว
  • แบ่งบัญชีอัตโนมัติ โอนเงินออมออกทุกครั้งที่เงินเดือนเข้า
  • ใช้ “กฎ 24 ชั่วโมง” ก่อนซื้อของที่อยากได้ เพื่อป้องกันการช้อปตามอารมณ์
  • เปลี่ยนจากการออมแบบ “เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ” เป็นกันเงินออมก่อน “เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้”
  • ลงทุนหรือทำประกันที่บังคับให้ออมต่อเนื่อง จะช่วยสร้างวินัยได้ดีกว่าพึ่งใจอย่างเดียว

สร้างสุขภาพทางการเงินให้แข็งแรงไปกับธนาคารกรุงศรี

อยากสร้างวินัยทางการเงินให้แข็งแรงในปี 2026 เริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ช่วยสร้างนิสัยออมอย่างต่อเนื่องจากกรุงศรี

ฝากออมทรัพย์ เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นออม อยากเก็บเงินให้มั่นคงและเบิกถอนได้สะดวก
ประกันสะสมทรัพย์ ตัวช่วยออมระยะยาวที่มีผลตอบแทนแน่นอน พร้อมความคุ้มครองชีวิตในเวลาเดียวกัน

ข้อมูลอ้างอิง :
  1. Financial Health: Definition and How to Measure and Improve It. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 จาก https://www.investopedia.com
  2. Financial Health Check จุดเริ่มต้นของความยั่งยืนทางการเงินส่วนบุคคล. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 จาก https://www.bot.or.th
 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับสุขภาพทางการเงิน

ส่วนใหญ่จะเป็นเพราะไม่มีระบบบริหารจัดการเงินที่ชัดเจน ไม่แยกบัญชีออมกับบัญชีรายจ่าย และมักใช้จ่ายตามอารมณ์จนเงินหมดก่อนสิ้นเดือน
อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง โดยเฉพาะช่วงต้นปี หรือเมื่อรายรับ-รายจ่ายเปลี่ยนไป เช่น ย้ายงาน แต่งงาน หรือเริ่มมีลูก
ใช้รายได้เฉลี่ย 3 เดือนย้อนหลังเป็นฐาน และกันเงินออมไว้ 25-30% แทนที่จะเป็น 20% แบบพนักงานประจำ
มีผล เพราะหากควบคุมการใช้จ่ายไม่ดี จะทำให้หนี้เพิ่มจากดอกเบี้ยสะสม ควรจำกัดไม่เกิน 2 ใบและชำระเต็มทุกเดือน
เริ่มจากการจัดลำดับหนี้ก่อน โดยให้เริ่มปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน อย่างเช่น หนี้บัตรเครดิต จากนั้นค่อยตั้งเป้าหมายออมเงินให้ได้ 5-10% ของรายได้ต่อเดือน
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา