โบนัสออก ! 7 เทคนิคบริหารเงินโบนัส เปลี่ยนเงินก้อนให้งอกเงย

Posted On 12 มกราคม 2569
By Krungsri The COACH
โบนัส ไม่ใช่แค่ “เงินพิเศษปลายปี” แต่เป็นเงินก้อนสำคัญที่สามารถต่อยอดสู่ความมั่นคงทางการเงินได้ หากมีการบริหารอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการเข้าใจความหมายของโบนัส ประเมินสถานะการเงิน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เงินก้อนนี้หมดไปโดยไม่รู้ตัว จากนั้นนำเทคนิคบริหารเงินโบนัส 7 ขั้นตอนมาวางแผน เช่น แบ่งเงินเป็นสัดส่วนที่เหมาะสม โปะหนี้ดอกเบี้ยสูง เติมเงินฉุกเฉิน และลงทุนตามระดับความเสี่ยง รวมถึงใช้บางส่วนพัฒนาตัวเองเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งหมดนี้ช่วยให้โบนัสเปลี่ยนจากแค่ “รางวัลปลายปี” มาเป็น “ก้อนต่อทุนที่งอกเงย” ได้จริง โดยเฉพาะเมื่อผสานกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงที่ช่วยเก็บเงินให้โตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเข้าใกล้ช่วงสิ้นปี สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนรอคอยก็คือ
“เงินโบนัส” ที่ถือเป็นรางวัลและกำลังใจสำคัญหลังจากทำงานหนักมาตลอดทั้งปี อย่างไรก็ดี คำถามคือเมื่อได้เงินก้อนนี้มาแล้ว เราจะใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพราะแม้ได้เงินจำนวนมาก แต่หากขาดแผนใช้เงินที่ดี โบนัสก็อาจหายไปโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น บทความนี้จะชวนคุณมาดูเทคนิคบริหารเงินโบนัสอย่างเป็นระบบ พร้อมสูตรใช้โบนัสให้คุ้มค่า เพื่อให้โบนัสที่ได้รับมาไม่ใช่แค่ “เงินก้อนพิเศษ” แต่กลายเป็น “เงินต่อยอด” สำหรับสร้างความมั่นคงทางการเงินในอนาคต
โบนัสคืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญกับการวางแผนการเงินปลายปี
โบนัส คือผลตอบแทนพิเศษที่องค์กรมอบให้พนักงานเพิ่มเติมจากเงินเดือนประจำ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจรวมถึงสะท้อนผลงานตลอดปี โดยอาจมาในรูปแบบโบนัสตามผลงาน หรือโบนัสตามอายุงาน ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญคือไม่ได้รับทุกเดือน ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนได้เงินพิเศษที่สามารถใช้จ่ายอย่างอิสระ
แต่ในมุมการเงิน โบนัสถือเป็นเงินก้อนสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น เช่น
- ปิดหนี้ดอกเบี้ยสูง
- เติมเงินฉุกเฉิน
- เริ่มต้นการลงทุน
- เก็บเงินก้อนแรก
- อัปเกรดคุณภาพชีวิต
ดังนั้น การวางแผนตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับการจัดการเงินโบนัสนี้จึงส่งผลให้เงินงอกเงยและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้
ข้อผิดพลาดที่ทำให้โบนัสหายไปแบบไม่รู้ตัว
แม้หลายคนตั้งใจว่าจะใช้โบนัสอย่างคุ้มค่า แต่ในความเป็นจริง โบนัสมักหมดเร็วกว่าที่คิดเพราะพฤติกรรมทางการเงินบางอย่างที่มักไม่รู้ตัว เช่น
1. ใช้ตามอารมณ์มากกว่าตามแผน
เมื่อได้รับเงินก้อนใหญ่ ความอยากซื้อของที่เล็งไว้ตลอดปีอาจพุ่งขึ้นทันที ทำให้ใช้จ่ายโดยไม่วางแผนล่วงหน้า และไม่ทันได้แบ่งเงินเก็บหรือโปะหนี้ก่อน
2. มองโบนัสเป็นเงิน “พิเศษ” ไม่ใช่เงินที่ควรต่อยอด
หลายคนรู้สึกว่าโบนัสคือ “เงินรางวัล” จึงใช้ไปกับสิ่งที่อยากได้มากกว่าการนำไปสร้างความมั่นคงทางการเงินที่ยั่งยืน
3. ใช้หมดก่อนรู้ตัว เพราะไม่มีการแยกบัญชี
การปล่อยเงินโบนัสไว้ปะปนในบัญชีรายรับ-รายจ่ายประจำ ทำให้ควบคุมการใช้เงินได้ยาก และทำให้เงินก้อนหายไปแบบไม่มีร่องรอย
4. ลงทุนตามกระแสโดยไม่ศึกษา
บางคนอยากใช้โอกาสนี้ต่อยอดเงินให้โตเร็ว จึงเลือกลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูงโดยไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ขาดทุนเพราะรีบตามเทรนด์
5. ไม่คิดถึงภาษีหรือค่าใช้จ่ายรายปีที่จำเป็น
เงินโบนัสควรเป็นตัวช่วยในการจัดการค่าใช้จ่ายใหญ่ ๆ เช่น ค่าประกันรถ ค่าเทอม หรือภาษี แต่หลายคนลืมวางแผนล่วงหน้า ทำให้ต้องดึงเงินเก็บอื่นมาใช้จ่ายแทนในภายหลัง
7 เทคนิคบริหารเงินโบนัส ลดความเสี่ยงเงินหายเปล่า
การใช้เงินโบนัสไปกับการซื้อของขวัญให้ตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากคุณต้องการให้เงินก้อนนี้สร้างประโยชน์ได้ยาวนานกว่าเดิม การมีแผนที่ชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโบนัสสามารถกลายเป็นทั้งเงินสำรองฉุกเฉิน เงินเก็บ เงินลงทุน ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคตได้ หากจัดการอย่างเหมาะสม
1. ประเมินสถานะการเงินของตัวเองก่อนใช้เงินทุกบาท
ก่อนจะเริ่มใช้เงินโบนัส สิ่งแรกที่ควรทำคือ “เช็กสุขภาพการเงินของตัวเอง” ให้ครบทุกด้าน เช่น
- ตอนนี้มีหนี้อะไรอยู่บ้าง ? (บัตรเครดิต สินเชื่อ รถ หรือบ้าน)
- เงินฉุกเฉินเพียงพอหรือยัง ?
- เป้าหมายทางการเงินปีหน้าคืออะไร ต้องใช้เงินมากน้อยแค่ไหน ?
เมื่อคุณรู้สถานะของตัวเองชัดเจน ก็จะมองออกทันทีว่าควรนำโบนัสไปใช้กับเรื่องไหนก่อนให้คุ้มค่าที่สุด เช่น หากมีหนี้ดอกเบี้ยสูง การนำเงินไปโปะหนี้จะเป็นเทคนิคบริหารเงินโบนัสที่ได้ผลเร็วที่สุด เพราะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินในปีต่อไป
2. แบ่งโบนัสออกเป็น 4 กองตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับชีวิต
หลังจากประเมินสถานะการเงินแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการแบ่งเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เงินก้อนนี้จ่ายออกไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสูตร 40/30/20/10 เป็นตัวช่วยที่หลายคนใช้แล้วได้ผล เช่น
- 40% สำหรับเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน
ใช้เพื่อลดความเสี่ยง เช่น โปะหนี้ดอกเบี้ยสูง เติมเงินสำรอง หรือเพิ่มเงินฉุกเฉิน
- 30% สำหรับลงทุนหรือสร้างผลตอบแทนในอนาคต
เริ่มต้นได้ทั้งกองทุนรวม หุ้น บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง หรือสินทรัพย์ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงของคุณ
- 20% สำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็น
เช่น ค่าเทอมบุตร ค่าประกัน ค่าซ่อมแซมบ้าน หรือค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- 10% สำหรับให้รางวัลตัวเอง
เพราะการเติมพลังเป็นเรื่องจำเป็น การซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ตัวเองจะช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจและทำให้คุณมีแรงลุยงานในปีต่อไปได้ดีขึ้น
3. โปะหนี้ดอกเบี้ยสูงให้หมดก่อน
หากคุณมีหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล การนำโบนัสไปโปะหนี้ถือเป็นวิธีที่ “ให้ผลตอบแทนดีที่สุดแบบไม่ต้องเสี่ยง” เพราะดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายอาจสูงถึง 16 - 25% ต่อปี
ดอกเบี้ยประเภทนี้เป็นตัวฉุดรั้งความมั่งคั่งอย่างแท้จริง ดังนั้น การใช้โบนัสลดหนี้สามารถช่วยปลดล็อกภาระทางการเงินในระยะยาว และเปิดโอกาสให้คุณนำเงินไปใช้กับเรื่องสำคัญอื่น ๆ ได้มากขึ้นในปีหน้า
4. สร้างเงินฉุกเฉินให้ถึงเกณฑ์ 3 - 6 เดือนของรายจ่าย
เงินฉุกเฉิน คือเกราะป้องกันความเสี่ยงของชีวิต และเป็นหนึ่งในเป้าหมายทางการเงินที่ทุกคนควรมี โดยทั่วไปแนะนำให้มีเงินสำรองอย่างน้อย 3 - 6 เดือนของรายจ่ายจริง เช่น หากใช้เดือนละ 20,000 บาท ควรมีเงินเก็บตั้งแต่ 60,000 - 120,000 บาทขึ้นไป
โบนัสจึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการเติมเงินกองนี้ให้ครบได้เร็วขึ้น เนื่องจากเมื่อมีเงินฉุกเฉินเพียงพอ คุณจะสบายใจมากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้หากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น ป่วย รถเสีย หรือรายได้สะดุด
5. เพิ่มเงินออมด้วยบัญชีที่ได้ดอกเบี้ยสูง คุ้มค่าในระยะยาว
หนึ่งในวิธีที่ช่วยต่อยอดเงินโบนัสแบบไม่เสี่ยงคือ แยกเงินออมไปเก็บในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าปกติ เช่น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือบัญชีออนไลน์ที่ออกแบบมาให้คืนผลตอบแทนมากขึ้น
บัญชีประเภทนี้เหมาะทั้งสำหรับผู้เริ่มเก็บเงิน และผู้ที่ต้องการสร้างวินัยการเงินโดยไม่ต้องลงทุนที่ซับซ้อน เพราะช่วยให้เงินเติบโตแบบสม่ำเสมอ และเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการใช้โบนัสให้คุ้มค่า โดยยังคงสภาพคล่องไว้ในกรณีฉุกเฉิน
6. จัดสรรส่วนหนึ่งเพื่อการลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้
เมื่อคุณจัดการหนี้และเงินฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นเวลาที่จะใช้โบนัสต่อยอดในรูปแบบของการลงทุน เช่น
- กองทุนรวม
- กองทุน SSF/RMF สำหรับลดหย่อนภาษี
- หุ้น
- กองทุนดัชนี
- พันธบัตร
- สินทรัพย์ปลอดภัยอื่น ๆ
หลักสำคัญคือ เลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากเพิ่งเริ่มต้น อาจเริ่มจากกองทุนความเสี่ยงต่ำก่อน แล้วเพิ่มความหลากหลายเมื่อมีความเข้าใจมากขึ้น เพื่อให้เงินโบนัสเพิ่มพูนและงอกเงยในระยะยาว
7. ลงทุนกับตัวเอง เพิ่มรายได้ในระยะยาว
สุดท้ายนี้ เงินโบนัสก้อนหนึ่งควรนำไปใช้เพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
- ลงเรียนคอร์สเสริมทักษะ
- อัปเกรดอุปกรณ์การทำงาน
- เรียนคอร์สเสริมรายได้
- ดูแลสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้น
นี่ถือเป็น
เทคนิคเพิ่มโบนัสสำหรับมนุษย์เงินเดือนและทุกอาชีพที่สร้างผลตอบแทนสูงมากในระยะยาว เพราะทักษะใหม่ ๆ สามารถแปลงเป็นโอกาสเลื่อนขั้น เพิ่มเงินเดือน หรือสร้างรายได้เสริมได้จริง
วิธีต่อยอดโบนัสให้โตเร็วขึ้นด้วยบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง
หากคุณต้องการต่อยอดเงินโบนัสให้เติบโตอย่างปลอดภัยและเห็นผลชัดเจน บัญชีออมทรัพย์ “มีแต่ได้ ออนไลน์” จาก
ธนาคารกรุงศรี คือทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด เนื่องจากให้ดอกเบี้ยสูงตั้งแต่บาทแรก ถอนเงินได้ไม่จำกัด และสามารถทำธุรกรรมทุกอย่างผ่าน
krungsri app ได้สะดวกและรวดเร็วโดยไม่ต้องเสี่ยงลงทุนหรือกังวลเรื่องค่าธรรมเนียมใด ๆ
คุณสามารถเปิดบัญชีได้ทันทีผ่านระบบออนไลน์ พร้อมยืนยันตัวตนด้วย NDID โดยไม่ต้องไปที่สาขา เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเงินอย่างมีวินัยและต้องการบัญชีที่ปลอดภัย คล่องตัว และให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เริ่มต้นฝากโบนัสกับ
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงได้เลยวันนี้ผ่าน
krungsri app
คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับเทคนิคการบริหารเงินโบนัส
A : หากได้รับโบนัสน้อย ควรนำไปเติมเงินฉุกเฉินหรือโปะหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน เพราะช่วยลดภาระได้ทันที และทำให้การเงินมีความมั่นคงขึ้นโดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก
A : หากต้องการทั้งความปลอดภัยและดอกเบี้ยที่คุ้มค่า ควรฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือบัญชีออนไลน์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า เพื่อให้เงินเติบโตได้แม้ไม่ได้นำไปลงทุนอื่น ๆ เพิ่มเติม
A : เริ่มวางสัดส่วนการใช้เงินตั้งแต่ก่อนโบนัสออก เช่น แผนออม แผนลงทุน หรือแผนจัดการหนี้ เมื่อโบนัสเข้าจริงจะสามารถจัดการได้ทันทีโดยไม่ใช้ตามอารมณ์ ลดโอกาสใช้เงินเกินตัว
A : ให้เริ่มจากการประเมินรายจ่ายและตั้งงบใหม่ตามรายได้จริง พร้อมบริหารเงินเดือนอย่างมีระบบ เช่น แบ่งออมทุกเดือนในสัดส่วนเล็ก ๆ เพื่อรักษาวินัย แม้ไม่มีโบนัสก็ยังสร้างความมั่นคงได้
A : บริษัทส่วนใหญ่มักคำนวณโบนัสจากเงินเดือนพื้นฐานและการประเมินผลงานในรอบปี เช่น เงินเดือนคูณจำนวนเดือนโบนัสที่บริษัทกำหนด หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตามระดับผลงาน หากทำงานไม่ครบปี บริษัทอาจคำนวณเฉลี่ยตามจำนวนเดือนที่ทำงานจริง นอกจากนี้ บางองค์กรยังผูกโบนัสกับผลประกอบการรวมของบริษัท ทำให้โบนัสมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละปี