เปิดเทอมนี้เอาอยู่ อ่าน 4 ทริคคุมเกมค่าใช้จ่ายลูก

Posted On 18 พฤษภาคม 2568
By Krungsri The COACH
ทุกเปิดเทอมไม่ใช่แค่เด็กที่ตื่นเต้น แต่พ่อแม่ก็ตื่นเต้นลุ้นเรื่องเงินด้วยเหมือนกัน ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายจิปาถะ รวม ๆ กันแล้วอาจพุ่งสูงกว่าที่คิด ข้อมูลจาก สศช. ชี้ว่าในปี 2569 ค่าครองชีพด้านการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง สวนทางรายได้ครัวเรือนที่โตช้ากว่า ดังนั้น เพื่อให้ลูกน้อยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและการศึกษาที่ดี การวางแผนและคุมค่าใช้จ่ายการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องรีบวางแผน
Krungsri The COACH Krungsri The COACH จะชวนคุณมาดูวิธีวางแผนค่าใช้จ่ายเพื่อลูกแบบเข้าใจง่าย พร้อมเทคนิคจัดการงบที่ไม่ยุ่งยาก เพื่อช่วยให้คุณวางรากฐานอนาคตที่มั่นคงให้ลูก และรับมือค่าใช้จ่ายในทุกช่วงวัยได้อย่างมั่นใจ
1. เงินไหลไม่รู้ตัว ทำบัญชีค่าใช้จ่ายลูกก่อนสาย
เงินไม่ได้หายไปไหน…แต่มัก “ไหลออกแบบไม่รู้ตัว” โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม ถ้าไม่เริ่มทำบัญชีวันนี้ งบอาจบานปลายก่อนรู้ตัว ลองดู 6 ขั้นตอนทำบัญชีค่าใช้จ่ายสำหรับพ่อแม่
- แยกบัญชีค่าใช้จ่ายตามเทอม : แบ่งออกเป็นเทอม 1 และเทอม 2 เพื่อจัดการงบเป็นช่วง
- แยกบัญชีรายคน : เห็นชัดว่าใครใช้เท่าไร ต่างกันตรงไหน
- ลิสต์ค่าใช้จ่ายหลักให้ครบ : เช่น ค่าเทอมหรือค่าหน่วยกิต ค่าเสื้อผ้าชุดนักเรียน ค่าสมุดหนังสือ ค่าอุปกรณ์เครื่องเขียน ค่าบำรุงการศึกษา ค่ากิจกรรมของโรงเรียน ค่าทัศนศึกษา และอื่น ๆ
- เผื่อ “งบจิปาถะ” : เช่น ค่ากิจกรรม ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
- เช็กพฤติกรรมการใช้เงินย้อนหลัง : จะเห็นจุดที่เงินรั่วไหล หรือช่องโหว่การเงินที่เราไม่เคยรู้
- วางงบล่วงหน้า + ตั้งเพดานค่าใช้จ่าย : ช่วยหยุดงบบานปลาย ช่วยให้เรามีสติในการใช้จ่ายมากขึ้น
2. ค่าเรียนพิเศษ อีกจุดที่ควรวางแผนให้รอบคอบ
ค่าเรียนพิเศษคือจุดที่ห้ามมองข้าม ! ยุคนี้แทบไม่มีเด็ก ๆ คนไหนไม่เรียนพิเศษเลย บางคนเรียน 4-5 วิชาก็มี จึงเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยเลยที่พ่อแม่จะต้องกันเงินส่วนนี้เอาไว้ด้วย ก่อนจะลงเรียนพิเศษเพิ่มเติม พ่อแม่ลองประเมินจาก 2 ข้อนี้ก่อนว่าเราให้ลูก
เรียนพิเศษเพื่อ “แก้ปัญหา” หรือ “ตอบโจทย์ความสนใจของลูก” จะได้เลือกเสริมพัฒนาการและศักยภาพของลูกได้ตรงจุดและประหยัดเงินมากขึ้น
1. เรียนพิเศษเพื่อแก้ปัญหา
เช่น ผลการเรียนไม่ดี อาจเพราะลูกเรียนในห้องเรียนแล้วไม่ค่อยเข้าใจ การเรียนพิเศษจะช่วยเพิ่มความเข้าใจในเรื่องที่ซับซ้อน หรือปูพื้นฐานใหม่สำหรับวิชาที่ไม่ถนัดช่วยแก้ไขจุดอ่อนเฉพาะจุดได้
ควรเลือกเรียนเฉพาะวิชาที่จำเป็น เพื่อเสริมสิ่งที่ลูกยังขาดไป
2. เรียนพิเศษ เพื่อเพิ่มทักษะ/ความสนใจ
เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือวิชาที่โรงเรียนไม่มีสอน
ควรเลือกตามความชอบและศักยภาพของลูก
Tips : บางโรงเรียนสอนพิเศษ เขาเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้ทดลองเรียนฟรีก่อนสมัครเรียน เพื่อจะดูว่าเราเหมาะกับวิชานั้น ๆ หรือไม่ ถ้าไปเรียนแล้วเด็กไม่ชอบ คุณก็ยังไม่ต้องเสียเงินไปฟรี ๆ ถ้าลูกไม่อยากเรียนขึ้นมา
3. เจาะค่าใช้จ่ายแฝง ค่ารถโรงเรียน/ค่าหอพัก ต้องแยกงบ
ถ้าเขายังอยู่ในวัยที่ไม่สามารถเดินทางไปเรียนได้เอง เช่น เด็กอนุบาล หรือคุณพ่อคุณแม่ไม่มีเวลาไปส่งลูกที่โรงเรียน คุณอาจต้องเลือกบริการรถโรงเรียน ซึ่งคุณต้องเตรียมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ด้วย หรือในกรณีที่ลูกคุณอยู่ระดับมหาวิทยาลัยแล้ว ถ้ามหาวิทยาลัยอยู่ห่างจากบ้านคุณมาก ๆ การเดินทางไป-กลับทุกวันอาจทำให้เขาเหนื่อยและล้าเกินไป จนผลการเรียนออกมาไม่ดี คุณอาจจะต้องเตรียมค่าหอพักเผื่อไว้ด้วย แต่ถ้าเป็นเด็ก ๆ ชั้นมัธยมศึกษาจะไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไรในส่วนนี้ เพราะส่วนใหญ่แล้วเขาจะสามารถไป-กลับเองได้แล้ว คุณสามารถรวมค่าเดินทางไปกับค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายสัปดาห์เลยก็ได้
4. ค่าอาหาร-ค่าจิปาถะ ปั้นลูกให้รู้จักออมเงินตั้งแต่เล็ก
ค่าอาหารและค่าจิปาถะ เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ผู้ปกครองมักจะจ่ายเป็นรายเดือนสำหรับเด็กโต และจ่ายเป็นรายวันสำหรับเด็กเล็ก คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนวณให้ดีว่า แต่ละวันลูกต้องใช้เงินไปกับค่าอาหารเท่าไร เพื่อให้เขาได้ทานอาหารครบ 3 เวลา นอกจากค่าอาหารแล้ว อาจต้องเผื่อค่าขนมทานเล่นให้เขาบ้างอาจให้พิเศษสัปดาห์ละครั้งในกรณีของเด็กเล็ก เพื่อให้เขารู้จักใช้เงิน ไม่ใช้เงินเกินตัว เด็ก ๆ อาจมีกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรม คุณก็ควรต้องคำนึงถึงเงินส่วนนี้ด้วย
Tips : เงินในส่วนของค่าอาหารและค่าจิปาถะนี่ละ ที่เด็ก ๆ สามารถเหลือเก็บเป็นเงินออมของเขาได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังเขาให้รู้จักการใช้เงิน ไม่ให้มากจนเขาเหลิงและไม่ให้น้อยจนเขาไม่พอใช้จ่าย
ค่าใช้จ่ายลูกไม่ได้น่ากลัว แต่ “การไม่วางแผน” ต่างหากที่ทำให้งบบานปลาย เริ่มจากทำบัญชีให้เห็นภาพ คุมจุดเล็ก ๆ ก่อนจะลามเป็นก้อนใหญ่ ระวังค่าใช้จ่ายแฝงอย่างเรียนพิเศษ รถรับส่ง หรือค่าหอ ที่มักหลุดแผน พร้อมปลูกวินัยการเงินให้ลูกตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างค่ากินอยู่ วางแผนดีวันนี้ อนาคตลูกก็ไปได้ไกลแบบไม่สะดุด
ขอบคุณข้อมูลจาก