รู้ทันเงินเฟ้อก่อนสาย เอาตัวรอดได้ในยุคของแพง ค่าแรงถูก
รอบรู้เรื่องลงทุน

รู้ทันเงินเฟ้อก่อนสาย เอาตัวรอดได้ในยุคของแพง ค่าแรงถูก

icon-access-time Posted On 25 มีนาคม 2569
By Krungsri The COACH
ช่วงนี้รู้สึกไหมว่า “เงินเดือนเท่าเดิม แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นทุกเดือน” ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หรือค่าเดินทางที่ค่อย ๆ แพงขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว นี่แหละคือสัญญาณของ “เงินเฟ้อ” ที่กำลังกระทบชีวิตเราแบบเงียบ ๆ หลายคนอาจเริ่มตั้งคำถามว่า "เราควรรับมือกับสภาวะเงินเฟ้ออย่างไร ไม่ให้กระทบเงินในกระเป๋า

บทความนี้ Krungsri The COACH จะพาคุณทำความเข้าใจสภาวะเงินเฟ้อแบบไม่ซับซ้อน พร้อมแนะนำวิธีรับมือที่เหมาะกับยุคปัจจุบัน อ่านจบแล้วคุณจะบริหารเงินได้อย่างมั่นใจ ใช้ชีวิตได้สบายใจขึ้น

เช็กเลย ! คุณเข้าใจ “เงินเฟ้อ” ถูกหรือยัง

เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้า และบริการโดยทั่วไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “อำนาจซื้อ” ของเงินลดลง ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน เงิน 40 บาท อาจซื้อก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ได้สบาย ๆ แต่ในปัจจุบัน เงินจำนวนเท่าเดิมอาจซื้อได้เพียงแค่ครึ่งชาม หรือต้องเพิ่มเงินอีกเท่าตัวถึงจะได้กินเหมือนเดิม นี่คือผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อเกิดขึ้นได้อย่างไร? เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนยังไม่เข้าใจ

สาเหตุเงินเฟ้อ

โดยหลัก ๆ แล้ว เงินเฟ้อเกิดจากกลไกของ “อุปสงค์” และ “อุปทาน” ที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงปริมาณเงินในระบบ ดังนี้

1. ความต้องการซื้อเพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation)


เกิดจากความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่มีมากเกินกว่าสินค้าที่มีอยู่ในตลาด เมื่อคนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือเศรษฐกิจดี คนก็กล้าจับจ่ายใช้สอย แย่งกันซื้อสินค้า ผู้ขายจึงปรับราคาขึ้นตามความต้องการนั้น

2. ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น (Cost-push Inflation)


เกิดจากต้นทุนต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ราคาน้ำมันแพงขึ้น ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น หรือวัตถุดิบขาดแคลน ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษากำไร ทำให้ของแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว

3. ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น


อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่ปริมาณเงินถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เช่น การพิมพ์เงิน หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) ในช่วงวิกฤตต่าง ๆ เมื่อมีเงินหมุนเวียนมากเกินไปในขณะที่สินค้ามีเท่าเดิม มูลค่าของเงินจึงด้อยค่าลง สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างที่เราเคยเห็นในสหรัฐอเมริกา หรือยุโรปในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา

เคยสงสัยไหม เงินเฟ้อสูงหรือต่ำเขาดูกันอย่างไร ?

วิธีดูเงินเฟ้อ

เครื่องมือหลักที่ใช้ชี้วัดระดับเงินเฟ้อก็คือ “ดัชนีราคาผู้บริโภค” หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “CPI” (Consumer Price Index) ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะสำรวจราคาสินค้า และบริการที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น อาหาร ค่าเดินทาง และค่ารักษาพยาบาล แล้วนำมาเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

ใครที่อยากเห็นตัวเลขจริง สามารถตรวจสอบข้อมูล CPI ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของ สำนักงานนโยบาย และยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ (https://index.tpso.go.th/cpi) โดยมีหลักการดูง่าย ๆ คือ หาก CPI สูงขึ้น แสดงว่าเกิดเงินเฟ้อ (ของแพงขึ้น) แต่ถ้า CPI ลดลง ก็แปลว่าเกิดเงินฝืด (ของถูกลง) นั่นเอง

ผลกระทบเงินเฟ้อ ที่คุณอาจไม่ทันได้สังเกต

ผลกระทบเงินเฟ้อ

เมื่อภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ราคาสินค้าแพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่การใช้ชีวิตประจำวันไปจนถึงมูลค่าของเงินลงทุน โดยสามารถแบ่งผลกระทบหลัก ๆ ได้ดังนี้
  • ต่อผู้บริโภค : ค่าครองชีพสูงขึ้น รายจ่ายเพิ่มขึ้น เงินเก็บที่มีอยู่มีมูลค่าลดลง (ซื้อของได้น้อยลง)
  • ต่อผู้มีรายได้ประจำ : หากเงินเดือนไม่ขึ้นตามเงินเฟ้อ จะรู้สึกเหมือนจนลง เพราะรายได้เท่าเดิมแต่ของแพงขึ้น
  • ต่อการลงทุน : ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) ลดลง ดังนั้นต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหาผลตอบแทนให้ชนะเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อกำลังมา พอร์ตแบบไหน “ได้เปรียบ”

ปรับพอร์ตรับเงินเฟ้อ

การที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง และยาวนานเกินไป ไม่เพียงแต่ทำให้ข้าวของแพง แต่ยังส่งผลกระทบต่อตลาดการลงทุนโดยตรง ยิ่งเงินเฟ้อสูง ยิ่งต้องวางแผน “Asset Allocation” หรือการกระจายความเสี่ยงให้ดี เพื่อให้ผลตอบแทนจากการลงทุนยังคงชนะเงินเฟ้อได้ โดยสินทรัพย์ที่น่าสนใจมีดังนี้

1. ทองคำ (Gold)


สินทรัพย์หนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการต่อสู้กับเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดีก็คือ “ทองคำ” เนื่องจากทองคำถูกเรียกว่าเป็น “เงินมั่งคง (Sound Money)” ที่สามารถกักเก็บความมั่งคั่งได้ในระยะยาว ด้วยปริมาณที่มีอย่างจำกัดสามารถขุดเพิ่มได้เป็นจำนวนน้อยต่อปี รวมถึงการใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้ค้ำประกันการพิมพ์เงินเพิ่มตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน (ยกเว้นสหรัฐอเมริกาที่มีการยกเลิก “มาตรฐานทองคำ (Gold Standard)” ไปเมื่อปี ค.ศ. 1971)

2. ตราสารหนี้ (Debt Instruments)


ตราสารหนี้ในช่วงเวลานี้ก็สามารถลงทุนได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องเลือกประเภทของตราสารหนี้ที่เป็น Floating Rate bond หรือ Inflation Linked Bond ที่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายในแต่ละงวดตามอัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าหากเป็นตราสารหนี้ทั่ว ๆ ไปแนะนำว่าเน้นเลือกลงทุนตราสารหนี้ “ระยะเวลา” ที่สั้นลงกว่าปกติ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อได้
 
Asset Allocation

3. อสังหาริมทรัพย์ (Real Estate)


อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่สู้เงินเฟ้อได้ดี เพราะเมื่อของแพงขึ้น ราคาวัสดุก่อสร้าง และราคาที่ดินก็มักจะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย การลงทุนในอสังหาฯ หรือกองทุนอสังหาฯ (REITs) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ โดยอาจเน้นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ดี เช่น คลังสินค้า หรือโครงสร้างพื้นฐาน

4. หุ้น (Stocks)


สินทรัพย์การลงทุนอย่าง “หุ้น” เองในภาวะที่เกิดเงินเฟ้อก็สามารถเลือกลงทุนได้เช่นกัน แต่อาจจะต้องคัดเลือกอุตสาหกรรมสำหรับการลงทุนสักเล็กน้อย เน้นเลือกลงทุนหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่เตรียมปรับขึ้น อย่างกลุ่มอุปโภคบริโภค กลุ่มธนาคารรวมไปจนถึงกลุ่มพลังงาน แต่สำหรับใครที่อยากลงทุนในหุ้น แต่ยังไม่มีประสบการณ์หรือเวลาในการติดตามข่าวสารมากนัก สามารถเลือกลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นตามที่เราสนใจก็สามารถทำได้

Krungsri The COACH แนะนำ : 2 กองทุนเด่น ทางเลือกชนะเงินเฟ้อที่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับใครที่ไม่มีเวลาติดตามตลาด หรือยังไม่มีประสบการณ์เลือกหุ้นรายตัว การเลือกลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ถือเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ โดย บลจ.กรุงศรี มี​กองทุนรวมที่น่าสนใจ หลากหลาย และครอบคลุมสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างโอกาสชนะเงินเฟ้อได้ ดังนี้

1. กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้-สะสมมูลค่า (KFGBRAND-A)


หากมองหากองทุนหุ้นคุณภาพดีที่ผันผวนต่ำกว่าตลาด และยังเติบโตได้ในช่วงเงินเฟ้อสูง “กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้-สะสมมูลค่า (KFGBRAND-A)” คือทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทระดับโลกที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง (Global Brands) สินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จึงมีอำนาจต่อรองราคา (Pricing Power) สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้โดยยอดขายไม่สะดุด
  • ระดับความเสี่ยง : 6 (เสี่ยงสูง)
  • นโยบายค่าเงิน : ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • จ่ายปันผล : ไม่มีการจ่ายเงินปันผล (เน้นสะสมมูลค่า)
 
​​มุมมองจาก Krungsri The COACH : “จุดเด่นสำคัญของกองทุนนี้คือการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีความทนทานต่อสภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าเงินเฟ้อจะสูงหรือเศรษฐกิจจะชะลอตัว คนก็ยังต้องกินต้องใช้สินค้าแบรนด์เหล่านี้ ดังนั้น กองทุนนี้จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นพอร์ตหลักในการลงทุนระยะยาว เพื่อสร้างฐานของพอร์ตให้มั่นคง และเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนระยะสั้นมากนัก”​

2. กองทุนเปิดกรุงศรีโกลด์เฮดจ์ (KF-HGOLD)


หากคุณต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ทางเลือกที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อ “กองทุนเปิดกรุงศรีโกลด์เฮดจ์ (KF-HGOLD)” คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก SPDR Gold Trust ที่ลงทุนในทองคำแท่งโดยตรง ซึ่งทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้อสูง หรือเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ช่วยรักษามูลค่าที่แท้จริงของเงินลงทุนไว้ได้
  • ระดับความเสี่ยง : 8 (เสี่ยงสูงมาก)
  • นโยบายค่าเงิน : ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ
  • จ่ายปันผล : ไม่มีการจ่ายเงินปันผล
 
​​​​มุมมองจาก Krungsri The COACH : “แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ชนะเงินเฟ้อได้ดีในระยะยาว แต่ราคาก็มีความผันผวนในระยะสั้น และไม่ได้สร้างกระแสเงินสดเหมือนหุ้นหรือตราสารหนี้ ดังนั้น ควรวางกลยุทธ์โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนในทองคำให้เหมาะสม แนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ประมาณ 5-10% เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกระจายความเสี่ยง ช่วยลดความผันผวนรวมของพอร์ตในช่วงที่เกิดวิกฤต หรือเงินเฟ้อพุ่งสูง”​
 
กองทุนกรุงศรี

ทริคส่งท้าย จัดพอร์ตลงทุนให้ชนะเงินเฟ้อ

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนก็คือ “การกระจายความเสี่ยง (Asset Allocation)” เนื่องจากอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน แถมปัจจัยที่เข้ามากระทบต่อราคาสินทรัพย์ก็ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา การวางแผนรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับการลงทุนในระยะยาว

ขอรับหนังสือชี้ชวน และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาทุกสาขา

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | KFGBRAND-A ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนจึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทําให้ผู้ลงทุนขาดทุน หรือได้รับกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

หมายเหตุ : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในฐานะตัวแทนจำหน่ายหน่วยลงทุนให้กับ บลจ.กรุงศรี เท่านั้น

Krungsri Prompt ให้ AI ช่วยวางแผนลงทุน สำหรับมือใหม่

หลังจากอ่านบทความเกี่ยวกับเงินเฟ้อจบแล้ว เพื่อให้คุณรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อได้อย่างสบายใจ ลองใช้ Prompt เหล่านี้คุยกับ AI (เช่น ChatGPT หรือ Gemini) เพื่อหาไอเดียที่เหมาะกับตัวคุณ หรือสอบถามข้อมูลและขอคําแนะนํากับผู้เชี่ยวชาญการลงทุนได้ที่สาขาธนาคาร หรือ โทร 02-296-5959
Krungsri Prompt :

“หลังจากอ่านบทความรู้ทันเงินเฟ้อก่อนสาย วางแผนการเงินอย่างไรให้ชนะค่าครองชีพ (https://www.krungsri.com/th/krungsri-the-coach/investments/investment-knowledge/investor-cope-with-inflation) บนเว็บไซต์ Krungsri The COACH ฉันอยากรู้ว่าเงินเฟ้อเกี่ยวข้องกับเงินเก็บไหม และควรออมเงินเท่าไรถึงจะชนะเงินเฟ้อ ขอคำตอบจากสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ ”

หมายเหตุ *ข้อมูลนี้เป็นเพียงการให้ความรู้เชิงหลักการและการจำลองสถานการณ์เบื้องต้นเท่านั้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุนเป็นการเฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ แนะนำให้ท่านปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนหรือผู้วางแผนการลงทุนที่ได้รับอนุญาต เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของท่านก่อนดำเนินการใด ๆ

อ้างอิง :
pym logo
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา