ทบทวนวาทกรรม “คนป่วยแห่งเอเชีย” บทเรียนจากฟิลิปปินส์ในอดีตสู่ไทยในปัจจุบัน

ทบทวนวาทกรรม “คนป่วยแห่งเอเชีย” บทเรียนจากฟิลิปปินส์ในอดีตสู่ไทยในปัจจุบัน

27 กุมภาพันธ์ 2569

บทสรุปผู้บริหาร


ประเทศไทยถูกสื่อบางแห่งกล่าวถึงว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (the “Sick Man of Asia) เนื่องจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับศักยภาพต่อเนื่องและต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์ที่เคยได้รับฉายา “คนป่วยแห่งเอเชีย” ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 จะพบว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในช่วงนั้น เปรียบเสมือนร่างกายที่ล้มป่วยจนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้จาก “ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง” ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวได้แม้เผชิญ “ความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง”  นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคงกว่ามาก สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอในการปรับโครงสร้างได้จากจุดที่ยืนในปัจจุบัน ทั้งนี้ บทเรียนจากกรณีของฟิลิปปินส์ การยกระดับคุณภาพของนโยบายเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างระดับธรรมาภิบาล รวมไปถึงการต่อยอดจุดแข็งที่มีอยู่แล้ว จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคที่มีผลิตภาพและนวัตกรรมสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจและช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองมีปัจจัยท้าทายเฉพาะตัวจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะเวลาและทรัพยากรมีข้อจำกัดมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ที่ไทยยังมีศักยภาพและพอมีพื้นที่ในการทำนโยบาย หากเราดำเนินการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง เป็นระบบ และต่อเนื่อง ก็จะช่วยรักษาและป้องกันไม่ให้ไทยตกอยู่ในภาวะ “ผู้ป่วย” ดังเช่นประสบการณ์จากฟิลิปปินส์ 
 

บทนำ


คำว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” (the “Sick Man of Asia”) มีต้นกำเนิดจากการใช้เรียกประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 (ปี 2523-2532) ในยุคของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เผชิญวิกฤตหนี้และภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง ปัจจุบันคำดังกล่าวได้ถูกหยิบยกมาใช้อ้างถึงประเทศไทยในบางมุมมอง ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าหลายประเทศในอาเซียน ทั้งนี้ แม้บริบททางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันจะแตกต่างจากฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาดังกล่าว แต่อัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะช่วงหลังโรคโควิด-19 อาจสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยที่สะสมมาเป็นเวลานาน

ดังนั้น การถอดบทเรียนจากกรณีฟิลิปปินส์จึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยสะท้อนจุดร่วมของปัญหาที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในระยะยาวของเศรษฐกิจไทย บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะต้นตอของปัญหาในช่วงที่ฟิลิปปินส์ถูกขนานนามว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย” รวมทั้งเปรียบเทียบกับบริบทเศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งแต่ช่วงฟื้นตัวหลังโรคโควิด-19 โดยเน้นการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้าง และเสนอข้อสังเกตเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการยกระดับศักยภาพการเติบโตของไทยในระยะต่อไป
 

สาเหตุการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในฟิลิปปินส์ก่อนเข้าสู่ยุคคนป่วยแห่งเอเชีย


ฟิลิปปินส์ตกอยู่ในสถานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ในช่วงปี 2523-2532 (ค.ศ. 1980-1989) ท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยมีรากฐานสำคัญจากช่วงที่ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประกาศกฎอัยการศึกและสร้างระบบเศรษฐกิจแบบอุปถัมภ์มาตลอดคริสต์ทศวรรษ 1970 เมื่อเผชิญกับปัจจัยกระตุ้นทั้งภายนอกและภายในประเทศ จึงส่งผลให้เกิดวิกฤตหนี้ในปี 2526 (ค.ศ. 1983) โดยปัจจัยภายนอก ได้แก่ วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่สองในช่วงปี 2522-2523 (ค.ศ. 1979-1980) การปรับตัวลดลงของราคาสินค้าส่งออกหลัก (เช่น น้ำตาลและมะพร้าว) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก รวมถึงวิกฤตหนี้เม็กซิโกในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 ซึ่งทำให้กระแสเงินทุนจากต่างประเทศหยุดไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างกะทันหัน นอกจากนี้ ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการลอบสังหารนายเบนิญโญ อากีโน จูเนียร์ ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้านของฟิลิปปินส์ในขณะนั้น ในเดือนสิงหาคม 2526 ได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จนนำไปสู่การไหลออกของเงินทุนจำนวนมาก และการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐบาลในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์หดตัวในปี 2527-2528 (ค.ศ. 1984-1985) (ภาพที่ 1) และเข้าสู่ภาวะถดถอยยาวนานในเวลาต่อมา จนถูกมองว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย

Sick Man  
 

ปัญหาเชิงโครงสร้างของฟิลิปปินส์สามารถสรุปได้สองประการ
  • ประการแรก คือ ระบบทุนนิยมพวกพ้อง (Crony capitalism) โดยการบริหารงานภายใต้รัฐบาลมาร์กอสได้ทำให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน และทำให้ผลิตภาพการผลิตรวมของประเทศ (Total Factor Productivity) ถดถอยในช่วงปี 2524-2530 (ค.ศ. 1981-1987) (Cororaton and Caesar B., 2002) เนื่องจากรัฐบาลมอบสิทธิผูกขาดในอุตสาหกรรมหลัก เช่น น้ำตาลและมะพร้าว ให้แก่กลุ่มนายทุนใกล้ชิดและรัฐวิสาหกิจ เพื่อผลักดันโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยไม่คำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดการขาดทุนเรื้อรังและกลายเป็นภาระทางการคลัง (Dohner and Intal, Jr., 1989)  

  • ประการที่สอง คือ การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด (Policy mismanagement) ไม่ว่าจะเป็นการพยายามรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับแข็งค่าเกินกว่าปัจจัยพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ภายใต้นโยบายทดแทนการนำเข้า (Import Substitution Industrialization: ISI) ขณะเดียวกันฟิลิปปินส์ยังมีความเปราะบางจากหนี้ต่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 50 ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมดในปี 2525 (Dohner and Intal, Jr., 1989) ดังนั้น ภายหลังวิกฤตหนี้เม็กซิโก ฟิลิปปินส์จึงเผชิญภาวะชะงักงันของเงินทุนไหลเข้าและเกิดการไหลออกของเงินทุนอย่างฉับพลัน ซึ่งนำไปสู่วิกฤตดุลการชำระเงิน (Balance of Payments crisis) นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินนโยบายผิดพลาดต่อเนื่องจากการปล่อยให้ปริมาณเงิน (Monetary base) ขยายตัวถึงร้อยละ 44 ในปี 2526 (Canlas, 2012) ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรงแตะระดับร้อยละ 49.8 ในปีถัดมาและซ้ำเติมความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ (ภาพที่ 2) เมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ธนาคารพาณิชย์ที่มีความเปราะบางสะสมอยู่แล้วจากการพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศในระดับสูง จึงมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ในระดับสูง จนนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินหลายแห่ง1/ (Tadem, 2018)

Sick Man

 
จากกรณีของฟิลิปปินส์จะเห็นได้ว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาเป็นเวลานานสามารถลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจได้เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น (Trigger) หลังจากเกิดวิกฤตหนี้ ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องเข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้และปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้แนวทางของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ความเสียหายครั้งนี้ยังได้ทำลายพื้นฐานการเติบโตของเศรษฐกิจไปหลายทศวรรษ และทำให้ฟิลิปปินส์ได้รับการขนานนามว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” จนถึงราวคริสต์ทศวรรษ 2000 (ปี 2543-2552) กว่าที่เศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวและกลับมาเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 6.4 ในช่วงปี 2553-2562 ซึ่งเป็นผลจากการปราบปรามคอร์รัปชัน ปฏิรูปภาคการเงินและการคลัง ตลอดจนส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่องหลังจากประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซีเนียร์ ลงจากอำนาจในปี 2529 

อย่างไรก็ตาม แม้ฟิลิปปินส์จะสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและฟื้นความเชื่อมั่นได้จนหลุดจากภาพลักษณ์ “คนป่วยแห่งเอเชีย” แต่ความสามารถในการแข่งขันของฟิลิปปินส์ในปัจจุบันยังถือว่าด้อยกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค (ภาพที่ 3) โดยเฉพาะปัจจัยเชิงคุณภาพอย่างโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพแรงงาน และความอ่อนแอด้านธรรมาภิบาลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งแรงส่งการเติบโต สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่าผลพวงจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต ยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในปัจจุบัน

Sick Man
 
 

ความแตกต่างระหว่างบริบท “คนป่วยแห่งเอเชีย” ของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์และไทยปัจจุบัน


ในปัจจุบัน แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพและในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศต่างๆ ในภูมิภาค แต่ลักษณะของปัญหามีความแตกต่างจากฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถจำแนกได้ตามเครื่องชี้ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านเสถียรภาพในประเทศ ด้านเสถียรภาพต่างประเทศ และสาเหตุของปัญหา ตามตารางที่ 1

Sick Man
 
 
  • ด้านเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายในประเทศ  

ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2526 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์เผชิญภาวะถดถอยต่อเนื่อง และเข้าสู่ช่วง “คนป่วยแห่งเอเชีย” ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนหดตัวและเงินทุนต่างประเทศไหลออกอย่างรุนแรง ในทางตรงกันข้าม การลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศของไทยยังคงขยายตัวได้แม้จะอยู่ในระดับต่ำ สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศก็แตกต่างกันอย่างมากเช่นกัน โดยฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาดังกล่าวเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อในระดับสูง สถาบันการเงินเปราะบาง ขณะที่ไทยในปัจจุบันอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำและระบบธนาคารพาณิชย์มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ไทยมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่บ้างในภาคครัวเรือน สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนที่สูงเกือบร้อยละ 90 ต่อ GDP ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการบริโภคภาคเอกชน

ในมิติการคลัง รัฐบาลฟิลิปปินส์ขาดดุลการคลังเรื้อรังจากโครงการขนาดใหญ่ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ต่างประเทศ แต่ในกรณีของไทย แม้ยังไม่เผชิญวิกฤตการคลัง แต่พื้นที่นโยบายการคลังเริ่มลดลงจากข้อจำกัดด้านรายได้และภาระระยะยาวจากโครงสร้างประชากรสูงวัย สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างในระดับหนึ่ง 
 
  • ด้านเสถียรภาพต่างประเทศ

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในมิติเสถียรภาพต่างประเทศ กล่าวคือ ฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น และเผชิญวิกฤตดุลการชำระเงิน ส่งผลให้ค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงอย่างมาก ขณะที่ประเทศไทยในปัจจุบันยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ค่าเงินบาทจึงเคลื่อนไหวตามภาวะตลาดการเงินโลกเป็นส่วนใหญ่ 
 
  • ต้นตอของปัญหาที่นำไปสู่ “คนป่วยแห่งเอเชีย”  

สาเหตุของปัญหาที่นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 และภาวะเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอในปัจจุบันโดยส่วนใหญ่อาจดูแตกต่างกัน แต่มีลักษณะร่วมบางประการ โดยในกรณีของฟิลิปปินส์ การรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองในยุคประธานาธิบดีมาร์กอส ส่งผลให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจขาดกลไกตรวจสอบถ่วงดุล และนำไปสู่การทุจริตและระบบเศรษฐกิจเอื้อพวกพ้องที่ฝังรากลึก ขณะที่ไทยยังคงมีกลไกถ่วงดุลและการตรวจสอบในระดับหนึ่ง แต่มีลักษณะร่วมในบางด้านคือไทยมีกฎระเบียบที่เอื้อผู้เล่นรายเดิมซึ่งเป็นอุปสรรคแก่ผู้เล่นรายใหม่ (TDRI, 2017) สอดคล้องกับงานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ในปี 2562 ที่พบว่าระบบเศรษฐกิจไทยมีลักษณะของการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ2/ (Economic rent-seeking) ส่งผลให้ทรัพยากรและแรงงานทักษะสูงไม่ไหลไปสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพและนวัตกรรมสูง แต่กลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดิม 

โดยรวมแล้ว กรณีของฟิลิปปินส์ในช่วง “คนป่วยแห่งเอเชีย” สะท้อนภาพของ ‘ความล้มเหลว’ เชิงโครงสร้าง (Structural failure) จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจอย่างฉับพลัน แม้ไทยยังไม่เผชิญภาวะดังกล่าว แต่กำลังเผชิญ ‘ความอ่อนแอ’ เชิงโครงสร้าง (Structural weakness) โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกติกาและคุณภาพของนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งมีลักษณะร่วมบางประการกับฟิลิปปินส์ และเป็นหนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างสำคัญที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย 
 

ประเทศไทยกับความเสี่ยงสู่สถานะ “คนป่วยแห่งเอเชีย” รายใหม่


แม้ประเทศไทยจะถูกสื่อบางแห่งกล่าวถึงว่าเป็น "Sick Man of Asia" แต่การวิเคราะห์ในส่วนข้างต้นบ่งชี้ว่าลักษณะของปัญหาของไทยแตกต่างจากกรณีของฟิลิปปินส์อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพมาเกือบทศวรรษย่อมสะท้อนถึงความจำเป็นในการค้นหาสาเหตุของปัญหาอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ในส่วนนี้จึงมุ่งเน้นวิเคราะห์ข้อจำกัดของเศรษฐกิจไทยในเชิงโครงสร้างจากด้านอุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยจะพิจารณาข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของแต่ละปัจจัยการผลิต ได้แก่ ผลิตภาพรวมและคุณภาพของนโยบายเศรษฐกิจ (Total Factor Productivity: A) เงินทุนและการลงทุน (Capital: K) และแรงงาน (Labor: L)3/ โดยสามารถสรุปได้ตามภาพที่ 4

Sick Man

จากภาพด้านบน สามารถสรุปข้อจำกัดเชิงโครงสร้างด้านอุปทานของเศรษฐกิจไทย ได้ดังนี้   
  • มิติของผลิตภาพรวมและคุณภาพของนโยบายเศรษฐกิจ: งานวิจัยโดย TDRI (2017) ระบุว่ากฎกติกาที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงการลงทุนด้านการวิจัยและการพัฒนาของภาครัฐและการลงทุนในภาคการผลิตมูลค่าสูงที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและลดแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาว

  • มิติด้านการลงทุน เงินทุน และสินค้าทุน: การตัดสินใจขยายการลงทุนของภาคเอกชนเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน อุปทานส่วนเกินจากจีน และนโยบายกีดกันทางการค้าทั่วโลก ขณะเดียวกัน มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นตามการประเมินความเสี่ยงอาจส่งผลต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบกับการขยายการลงทุนและการสะสมสินค้าทุนในประเทศ 

  • มิติด้านแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ: โดยเฉพาะความท้าทายจากโครงสร้างประชากรสูงวัย และปัญหาความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนแรงงาน อีกทั้งไทยยังขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของภาคเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) ทำให้กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ภาคที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (TDRI, 2017)

แรงฉุดรั้งเชิงโครงสร้างเหล่านี้เชื่อมโยงกันและก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับเชิงลบ (Negative feedback loop) ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนที่อ่อนแอและข้อจำกัดด้านแรงงานทำให้กิจกรรมการผลิตซบเซา ส่งผลให้รายได้และการจ้างงานขยายตัวจำกัด เมื่อผนวกกับภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง อุปสงค์ภายในประเทศจึงอ่อนแรงและย้อนกลับมากดดันการลงทุนและการผลิตให้อ่อนแอต่อไป
 
  • แล้วประเทศไทยเป็นคนป่วยแห่งเอเชียหรือไม่?


หากเปรียบเทียบกันแล้ว เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในช่วงที่เป็น “คนป่วย” เสมือนร่างกายที่ล้มป่วยอย่างรุนแรงและกะทันหันจากวิกฤตฉับพลัน จนไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงขยายตัว หรือ “เคลื่อนไหว” ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคงกว่ามาก ทั้งในด้านเสถียรภาพทางการเงิน เสถียรภาพเศรษฐกิจภายนอก และระบบสถาบันการเงิน ความแตกต่างนี้สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอที่จะดำเนินการปรับโครงสร้างได้จากจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีอาการ “อ่อนแรง” อย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความท้าทายเพิ่มเติมที่แตกต่างจากฟิลิปปินส์ในอดีต นั่นคือการเข้าสู่สังคมสูงวัยท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอื่นๆ ซึ่งสะท้อนช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงที่แรงส่งจากรูปแบบการเติบโตแบบเดิมเริ่มแผ่วลง ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่เครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ชัดเจน เป็นที่มาของเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจหลายด้านที่ขยายตัวในอัตราชะลอลง

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรถูกเรียกขานว่าเป็น “Sick Man of Asia” หรือไม่ หากแต่เป็นการทำความเข้าใจข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยอยู่ รวมถึงการหาแนวทางปรับเปลี่ยนและยกระดับรูปแบบการเติบโต ในขณะที่ยังมีเวลาและทรัพยากรเพียงพอที่จะทำเช่นนั้นได้ เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากวงจรการเติบโตต่ำในระยะข้างหน้า
 

มุมมองวิจัยกรุงศรี


ที่ผ่านมา มีรายงานและข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวนมากที่นำเสนอแนวทางแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม บทความนี้มุ่งวิเคราะห์และถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของฟิลิปปินส์ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อเปรียบเทียบกับบริบทของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซึ่งแม้ทั้งสองกรณีจะแตกต่างกันในด้านความรุนแรงและลักษณะของปัญหา แต่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ค่อยๆ กัดกร่อนศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บทเรียนจากฟิลิปปินส์ชี้ให้เห็นว่าปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สุดท้ายอาจพัฒนาไปสู่วิกฤตและต้องใช้เวลาฟื้นฟูยาวนานกว่าจะกลับมาจุดเดิมได้

ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการป้องกันมิให้กลายเป็น “คนป่วย” แบบถาวร อาจต้องปฏิบัติตามแนวทางเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยและป้องกันมิให้ปัญหาเชิงโครงสร้างกัดกร่อนการเติบโตในระยะยาว โดยอ้างอิงบทเรียนจากกรณีของฟิลิปปินส์ได้ ดังนี้ 
 

1. การเร่งแก้ไขความเสี่ยงและความเปราะบางเชิงโครงสร้าง


บทเรียนจากฟิลิปปินส์สะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง 2 ประการที่มีบางส่วนคล้ายกับประเทศไทย ดังนี้ 
  • ประการแรก คือ ความเสี่ยงจากโครงสร้างกฎกติกาและนโยบายที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน แม้ไทยยังมีระดับธรรมาภิบาลและบรรยากาศในการลงทุนที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค (ภาพที่ 4) แต่แนวโน้มของคุณภาพของปัจจัยดังกล่าวอาจกำลังเริ่มลดลง ตัวอย่างเช่น ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2569 ของไทยที่ปรับลดลง4/ อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบทเรียนจากฟิลิปปินส์ชี้ว่า หากกฎกติกาขาดความโปร่งใสและไม่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมแล้ว การจัดสรรทรัพยากรย่อมถูกบิดเบือน ส่งผลให้การลงทุนไหลไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพต่ำ และทำให้เศรษฐกิจสะสมความเปราะบางเชิงโครงสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

  • ประการที่สอง คือ ข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง บทเรียนจากฟิลิปปินส์สะท้อนว่า การใช้นโยบายการคลังที่เน้นผลระยะสั้นและไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพเป็นจุดเริ่มต้นของความเปราะบางทางเศรษฐกิจในระยะยาว สำหรับประเทศไทย แนวโน้มพื้นที่ทางการคลังที่ลดลงจากภาระผูกพันในอนาคตสะท้อนความจำเป็นที่การใช้จ่ายภาครัฐควรมุ่งเน้นประสิทธิภาพและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น


2. การต่อยอดและเสริมจุดแข็งของประเทศไทย


แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ แต่ขณะเดียวกันไทยก็ยังคงมีจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ ทั้งด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล5/ นอกจากนี้ ไทยยังมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งการรักษาและต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้ จะช่วยทำหน้าที่เป็นฐานรองรับเพื่อยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

นอกจากนี้ การที่ไทยเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ “เครื่องยนต์ใหม่ทางเศรษฐกิจ” ที่มีมูลค่าเพิ่มและผลิตภาพสูงกว่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พบได้ในหลายประเทศที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง จากประสบการณ์ของประเทศต่างๆ ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา มีเพียง 34 ประเทศจากทั้งหมด 108 ประเทศ ที่สามารถยกระดับจากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงได้สำเร็จ (World Bank, 2024)6/ โดยปัจจัยร่วมของความสำเร็จประกอบด้วย 1) การลงทุนในทุนมนุษย์และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง 2) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน 3) การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่กับวินัยทางการคลัง และ 4) การบูรณาการเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าโลกผ่านการค้าและการลงทุน โดยบทเรียนที่สำคัญ คือ ประเทศเหล่านี้ล้วนมีความต่อเนื่องของนโยบายและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระยะยาวที่ไม่ผูกติดกับวาระของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเองมีปัจจัยท้าทายเฉพาะตัวจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างรวดเร็ว ทำให้ระยะเวลาและทรัพยากรสำหรับการปรับโครงสร้างมีข้อจำกัดมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ที่ไทยยังมีศักยภาพและพอมีพื้นที่ในการทำนโยบาย (Policy space) หากเราดำเนินการปรับโครงสร้างอย่างจริงจัง เป็นระบบและต่อเนื่อง ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ไทยตกอยู่ในภาวะ “สูงวัยและป่วย” และสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เพื่อรักษาศักยภาพการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวได้

นอกจากนี้ การวิเคราะห์ในส่วนก่อนหน้าชี้ให้เห็นว่า แรงฉุดรั้งเชิงโครงสร้างที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยมาจากปัจจัยด้านผลิตภาพและคุณภาพของนโยบายเศรษฐกิจ ดังนั้น หากต้องการให้การปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นอย่างแท้จริง การยกระดับปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่เอื้อให้การ “ยกระดับเครื่องยนต์” ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้จริง โดยความต่อเนื่องของนโยบาย กฎระเบียบที่เอื้อต่อการแข่งขัน ควบคู่กับการเสริมสร้างระดับธรรมาภิบาล จะช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีในภาคที่มีผลิตภาพและนวัตกรรม เสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปลดล็อกศักยภาพของภาคเอกชน รวมถึงลดความเสี่ยงที่ไทยจะสะสมความอ่อนแรงเชิงโครงสร้างจนกลายเป็น “ผู้ป่วย” ดังเช่นบทเรียนจากประสบการณ์ของฟิลิปปินส์

 

References


Boyce, J. K. (1993). The political economy of growth and impoverishment in the Marcos era. In The Philippines: The political economy of growth and impoverishment in the Marcos era. University of California Press. https://publishing.cdlib.org/ucpressebooks/view?docId=ft658007bk

Canlas, D. B. (2012). Monetary policy and economic growth in the Philippines [BSP-UP Professorial Chair Lecture Series]. Bangko Sentral ng Ng Pilipinas. https://www.bsp.gov.ph/Pages/ABOUT%20THE%20BANK/Events/By%20Year/2012/BSP-UP%20Professorial%20Chair%20Lecture%20Series/BSP_3a_canlas_paper.pdf

Committee for the Abolition of Illegitimate Debt (CADTM). (2019). The Philippine debt: A never-ending story. https://www.cadtm.org/The-Philippine-debt-a-never-ending-story

Dohner, R. S., & Intal, P., Jr. (1989). Debt crisis and adjustment. In J. D. Sachs & S. M. Collins (Eds.), Developing country debt and economic performance, volume 3: Country studies - Indonesia, Korea, Philippines, Turkey (pp. 524–558). National Bureau of Economic Research; University of Chicago Press. https://www.nber.org/system/files/chapters/c9053/c9053.pdf

Haggard, S. (1989). The political economy of the Philippine debt crisis. In J. D. Sachs (Ed.), Developing country debt and economic performance, volume 3: Country studies - Indonesia, Korea, Philippines, Turkey (pp. 415–460). National Bureau of Economic Research; University of Chicago Press. https://www.nber.org/system/files/chapters/c9047/c9047.pdf

Noland, M. (2000). How the sick man avoided pneumonia: The Philippines in the Asian financial crisis (Working Paper No. 00-5). Peterson Institute for International Economics. https://www.piie.com/publications/working-papers/how-sick-man-avoided-pneumonia-philippines-asian-financial-crisis

Poapongsakorn, N., Siamwalla, A., & Tangkitvanich, S. (2014). Chapter 1: Economic reform for reducing political conflict: Introduction and summary of findings. In Economic reform for social justiceThailand Development Research Institute (TDRI).

Sicat, G. P. (n.d.). Philippine public finance in recent history. Philippine Social Science Council. https://pssc.org.ph/wp-content/pssc-archives/Works/Gerardo%20Sicat/Philippine%20public%20finance%20in%20recent%20history.pdf

Tadem, E. C. (2022). The Marcoses and the plunder of the Philippine economy. Europe Solidaire Sans Frontières. https://www.europe-solidaire.org/spip.php?article64009

Thailand Development Research Institute (TDRI). (2017). Synthesis report year 1: Growth and institution. https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2017/06/Synthesis-Report-Year-1-Growth-and-Institution.pdf

The World Bank. (2024). World development report 2024: The middle-income trap. https://www.worldbank.org/en/publication/wdr2024

 Warr, P. (2019). Long-term growth and poverty reduction in Thailand [Conference paper]. Puey Ungphakorn Institute for Economic Research. https://www.pier.or.th/files/conferences/2019/pier_symposium_2019_1_1_paper.pdf


1/ มีสถาบันการเงิน 81 แห่งล้มละลายระหว่างปี 2527-2528 (23 แห่งในปี 2527 และอีก 58 แห่งในปี 2528) รวมถึง Banco Filipino ซึ่งเป็นธนาคารออมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศที่ต้องปิดกิจการในเดือนกรกฎาคม 2527 วิกฤตดังกล่าวส่งผลให้สินเชื่อภาคเอกชนหดตัวถึงร้อยละ -50 ในแง่มูลค่าที่แท้จริง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์หันไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลแทนการปล่อยกู้ ทำให้ภาคธุรกิจขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและนำไปสู่การล้มละลายของบริษัทจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า
2/ ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Economic Rent) หรือผลตอบแทนส่วนเกิน คือผลตอบแทนที่ตกแก่เจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีจำนวนจำกัด หรือประโยชน์จากนโยบายของรัฐที่ตกแก่คนบางกลุ่มเท่านั้น
เช่น ประโยชน์จากการได้รับสัมปทานผูกขาด ประโยชน์จากการได้รับจัดสรรโควตาส่งออก เพราะสัมปทานและโควตามีจำนวนคงที่ (Poapongsakorn et al., 2014) 
3/ เป็นการวิเคราะห์ภายใต้แบบจำลองการผลิตแบบ Cobb–Douglas ซึ่งใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับปัจจัยการผลิตหลัก ได้แก่ ทุน (K) และแรงงาน (L) 
ภายใต้สมมติฐานว่าการเติบโตขึ้นอยู่กับระดับเทคโนโลยีหรือผลิตภาพรวม (A) โดยทั่วไปเขียนในรูป Y=AKαLβ ซึ่งค่าสัมประสิทธิ์สะท้อนความยืดหยุ่นของปัจจัยแต่ละประเภท
4/ ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2569 ของประเทศไทย ปรับลดลงมาอยู่ที่ 33 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 100) และอยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก 
ซึ่งถือเป็นระดับคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี สะท้อนว่าธรรมาภิบาลยังคงเป็นความท้าทายสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
5/ ดูเพิ่มเติมได้จากบทความวิจัยกรุงศรี เรื่อง “อาเซียนในฐานะจุดหมายการลงทุนในยุค Trump 2.0: ยืนหยัดหรือเปราะบาง?”
6/ โดยประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปตะวันออก และเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์



 
ย้อนกลับ
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา