บทสรุปผู้บริหาร
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปี 2569 ได้ทำให้อุปทานพลังงานโลกเกิดภาวะชะงักงันที่อาจต่างกับวิกฤตการณ์ในอดีต เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญที่เสียหายหลายจุดพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง แม้ความรุนแรงของสงครามจะบรรเทาลงแล้วก็ตาม
สำหรับอาเซียน ภูมิภาคนี้มีความเปราะบางโดยตรงจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดแค่ราคาน้ำมัน แต่รวมไปถึงก๊าซธรรมชาติเหลว ต้นทุนอาหาร และปัจจัยการผลิตสำคัญอื่นๆ เมื่อพิจารณาจากความเปราะบางด้านการนำเข้าและเสถียรภาพภายนอก ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และกัมพูชา อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด โดยไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงลดหลั่นลงมา
ปัจจุบันหลายประเทศใช้มาตรการอุดหนุนเพื่อชะลอการส่งผ่านราคาสู่ผู้บริโภค ซึ่งบางส่วนเริ่มกดดันเสถียรภาพการคลัง การกระจายแหล่งนำเข้าและออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่มีเป้าหมายชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังในภาวะที่วิกฤตมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าในอดีต
บทนำ
ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ได้ทำให้อุปทานพลังงานโลกเกิดภาวะชะงักงันครั้งสำคัญ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งถูกอิหร่านขัดขวางและปิดเส้นทางเป็นระยะ ซึ่งช่องแคบนี้เป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ (Chokepoint) หรือเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และวัตถุดิบสำคัญอื่นๆ สู่ตลาดโลก
แม้โดยทั่วไป หากความขัดแย้งบรรเทาลง ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานมักคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว (Short-lived) แต่วิกฤตครั้งนี้อาจแตกต่างออกไป เนื่องจากการโจมตีทางการทหารของทั้ง 2 ฝ่ายสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายจุดสำคัญ จึงอาจทำให้การฟื้นตัวของอุปทานล่าช้ากว่าในอดีต1/ ทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ได้รายงานภาวะตลาดน้ำมันเดือนมีนาคม 2569 ว่าการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกหายไปราว 8% ของอุปทานรายวันทั้งหมด ในขณะที่ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานอาจส่งผลให้กำลังการผลิต LNG บางส่วนในประเทศกาตาร์หยุดชะงักนานถึง 3–5 ปี และยากที่จะชดเชยได้ในระยะสั้นจากแหล่งผลิตอื่น (QatarEnergy, cited in Reuters, 2026)
เนื่องจากประเทศในภูมิภาคอาเซียนส่วนใหญ่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบสำคัญอื่นๆ จากตะวันออกกลาง ภูมิภาคนี้จึงมีความเปราะบางต่อความล่าช้าหรือการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงส่งผลให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลต่อความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ในประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ บทความนี้จึงมุ่งเน้นวิเคราะห์ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ช่องทางการส่งผ่านผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจอาเซียน (2) ความเปราะบางของประเทศอาเซียนต่อการนำเข้าพลังงานและอาหาร รวมทั้งเสถียรภาพภายนอก และ (3) นโยบายควบคุมราคาพลังงานและผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลัง
ช่องทางการส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจอาเซียน
โดยทั่วไป ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมักส่งผ่านผลกระทบต่อประเทศที่มีลักษณะเศรษฐกิจเปิดขนาดเล็ก (Small open economy) ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ (1)
แรงกดดันฝั่งอุปทาน ผ่านต้นทุนพลังงาน อาหาร และวัตถุดิบอื่นๆ (2)
แรงกดดันด้านอุปสงค์ ผ่านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว และ (3)
แรงกดดันจากภาวะการเงิน ผ่านความตึงตัวของตลาดการเงินและราคาสินทรัพย์ที่ปรับลดลง (ภาพที่ 1)
ในระยะสั้น ผลกระทบหลักจะมาจากแรงกดดันด้านอุปทาน เนื่องจาก (1) การขนส่งพลังงานและปัจจัยการผลิตหยุดชะงัก ทั้งน้ำมันดิบ LNG ตลอดจนปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่สำคัญ (2)
การขนส่งทางทะเลและระบบโลจิสติกส์ล่าช้า ทำให้ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยทางทะเลปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อจำกัดเหล่านี้มีแนวโน้มส่งผ่านไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศผู้นำเข้าพลังงาน รวมถึงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้างหากขาดแคลนวัตถุดิบตั้งต้น
นอกจากนี้ ผลกระทบในระยะสั้นยังส่งผ่านทางภาวะการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น โดยสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับลดลงและเงินทุนไหลออกจากบางประเทศ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลกดดันการบริโภคผ่านช่องทางความมั่งคั่ง (Wealth effect) และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ในด้านอุปสงค์ แม้ผลกระทบต่อการค้าและการลงทุนยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากการส่งออกของอาเซียนไปยังตะวันออกกลางมีสัดส่วนน้อยกว่า 4% ของการส่งออกรวม (ภาพที่ 2)
แต่ผลกระทบเริ่มปรากฏชัดในภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย รวมถึงการปิดน่านฟ้าและสนามบินบางแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลางกำลังส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาชะลอการเดินทางมายังภูมิภาคเอเชีย
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อจุดยุทธศาสตร์การขนส่งทางทะเลอื่น เช่น ช่องแคบบับอัลมันเดบ (Bab el-Mandeb) ความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทำให้ผลกระทบฝั่งอุปสงค์ให้รุนแรงกว่านี้ได้
ความเปราะบางของประเทศในอาเซียนต่อการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ และเสถียรภาพภายนอก
ความเปราะบางต่อการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์
แม้บทความนี้จะเน้นการวิเคราะห์ด้านพลังงานเป็นหลัก แต่ในบริบทของอาเซียนจำเป็นต้องพิจารณาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อาทิ อาหาร ควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากหลายประเทศเป็นผู้นำเข้าอาหารและต้องใช้พลังงานเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญ แม้แต่ประเทศผู้ผลิตอาหารเองก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญอย่างปุ๋ยจากตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ภูมิภาคอาเซียนยังมีสัดส่วนอาหารในตะกร้าเงินเฟ้อสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ
2/ ดังนั้น ภูมิภาคอาเซียนจึงมีความเปราะบางต่อการนำเข้าทั้งพลังงานและอาหารท่ามกลางภาวะอุปทานตึงตัว โดยสามารถจำแนกความเปราะบางตามลักษณะของการนำเข้าสุทธิหรือการส่งออกสุทธิของสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญซึ่งสะท้อนระดับการพึ่งพาการนำเข้าของแต่ละประเทศ ดังนี้ (ภาพที่ 3)
ความเปราะบางต่อเสถียรภาพภายนอก (External Stability)
นอกเหนือจากความเปราะบางจากการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์แล้ว ภาวะตลาดการเงินโลกยังส่งผลต่อเสถียรภาพภายนอกของประเทศในอาเซียน ผ่านอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนซึ่งจะส่งผลต่อภาระหนี้ต่างประเทศอีกด้วย โดยประเทศที่มีความเปราะบางมักเป็นกลุ่มที่พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศและมีหนี้ต่างประเทศในระดับสูง
-
ประเทศที่พึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ (External financing) อย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลการคลัง (Twin deficits) จำเป็นต้องพึ่งพากระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง แต่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ส่งผลให้ค่าเงินเผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่าและผันผวนกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค
-
ประเทศที่มีภาระหนี้ต่างประเทศในระดับสูงอย่าง สปป.ลาว มีความเปราะบางต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและภาระหนี้ต่างประเทศ เนื่องจากค่าเงินที่อ่อนค่าจะเพิ่มภาระการชำระหนี้ต่างประเทศเมื่อคิดเป็นเงินสกุลท้องถิ่น
-
นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการพึ่งพาเงินโอนของแรงงานในต่างประเทศ (remittances) โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศอ่าว (Gulf Cooperation Council: GCC)6/ แม้เงินโอนของแรงงานใน GCC จะคิดเป็นเพียงประมาณ 1.6% ของ GDP ฟิลิปปินส์ แต่ถือว่ามีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาจากเงินโอนรวมของฟิลิปปินส์ที่มีมูลค่าสูงถึงราว 8% ของ GDP และสัดส่วนเงินโอนจาก GCC สูงถึงประมาณ 18% ของเงินโอนทั้งหมด จึงถือเป็นแหล่งรายได้ภายนอกที่สำคัญ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มดังกล่าวชะลอตัวรุนแรง (ตารางที่ 1)

จัดอันดับความเปราะบางในกลุ่มประเทศอาเซียน
เมื่อพิจารณาความเปราะบางด้านการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ (พลังงานและอาหาร) ควบคู่กับเสถียรภาพภายนอก (ตาราง 2) พบว่าประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ได้แก่ สปป.ลาวและฟิลิปปินส์ โดยฟิลิปปินส์เผชิญความเปราะบางทั้งจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหารในระดับสูง ควบคู่กับการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ สปป.ลาว เผชิญข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน แต่มีความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่รุนแรงกว่า ทั้งการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและภาระหนี้ต่างประเทศ สำหรับกัมพูชา แม้มีความเปราะบางด้านการนำเข้าใกล้เคียงกับกลุ่มข้างต้น แต่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพภายนอกอยู่ในระดับรองลงมา เพราะแม้จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง แต่แหล่งเงินทุนจากต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ผ่อนปรน (Concessional loans) อีกทั้งค่าเงินมีความผันผวนค่อนข้างต่ำจากการบริหารจัดการในลักษณะกึ่งตรึงค่า (Crawl-like management)
กลุ่มที่มีความเสี่ยงลดหลั่นลงมา ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยไทยมีความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน แต่ยังมีเสถียรภาพภายนอกที่แข็งแกร่ง ขณะที่อินโดนีเซียแม้จะเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภท แต่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และยังพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศ สำหรับเวียดนาม ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงและอีกทั้งมีการขยายตัวของเมืองและอุตสาหกรรมในระดับสูง

มาตรการด้านราคาพลังงานในภูมิภาคอาเซียน
ในภาวะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกโลกปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ละประเทศในอาเซียนต่างออกมาตรการรับมือที่หลากหลาย ทั้งการลดภาษีสรรพสามิต การอุดหนุนราคา การควบคุมการกักตุน ไปจนถึงการปรับวันทำงานของภาครัฐ (ตารางที่ 3)
เราสามารถจำแนกแนวทางนโยบายด้านราคาพลังงานออกได้เป็นสามกลุ่มหลัก ดังนี้
-
กลุ่มที่หนึ่ง คือประเทศที่ใช้ระบบอุดหนุนราคาโดยตรง (Direct subsidy) ได้แก่ อินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยอินโดนีเซียตรึงราคาขายปลีกและให้รัฐชดเชยส่วนต่าง ทำให้มีความเสี่ยงด้านภาระการคลังสูง ขณะที่มาเลเซียใช้นโยบายอุดหนุนแบบเจาะจง แม้ช่วยจำกัดภาระงบประมาณได้บางส่วน แต่ยังคงมีต้นทุนทางการคลัง
-
กลุ่มที่สอง คือประเทศที่ใช้กองทุนน้ำมันเพื่อลดความผันผวนของราคา (Stabilization fund) เช่น ไทยและเวียดนาม โดยใช้กองทุนเพื่อบรรเทาความผันผวนและตรึงราคาไว้ระดับหนึ่ง แม้มีความยืดหยุ่นมากกว่า แต่มีความเสี่ยงต่อภาระทางการคลังหากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
-
กลุ่มที่สาม คือประเทศที่ใช้มาตรการเฉพาะกลุ่มทั้งการอุดหนุนควบคู่กับมาตรการภาษี (Targeted support and tax measures) เช่น ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ สปป.ลาว ที่เน้นการลดภาษีบางรายการเพื่อช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ล่าสุดเวียดนาม (มีนาคม 2569) ได้มีการปรับลดและยกเว้นการจัดเก็บภาษีบางรายการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเป็นการชั่วคราว รวมถึงภาษีสรรพสามิตบางส่วน โดยมีผลจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2569
จะเห็นได้ว่า ประเทศส่วนใหญ่พยายามชะลอการส่งผ่านของราคาพลังงานไปสู่ผู้บริโภค สะท้อนการยินยอมแลกเปลี่ยน (Trade-off) ระหว่างการรักษาอำนาจซื้อของประชาชนกับเสถียรภาพทางการคลัง โดยจากตาราง 4 พบว่า อินโดนีเซียมีความเสี่ยงทางการคลังสูงที่สุดจากการอุดหนุนราคาพลังงาน ขณะที่มีช่องว่างทางการคลังจำกัด ขณะที่ไทยและเวียดนามใช้กลไกกองทุนน้ำมัน ทำให้ภาระการคลังอยู่ในระดับปานกลางแต่มีความเสี่ยงหากราคาพลังงานสูงต่อเนื่อง ส่วนฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ สปป.ลาว เน้นกลไกตลาดและมาตรการภาษี ส่งผลให้ภาระอุดหนุนต่ำกว่าแต่มีการส่งผ่านราคาสู่ผู้บริโภคมากกว่า
มุมมองวิจัยกรุงศรี
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันได้ทำให้อุปทานพลังงานโลกหยุดชะงักลง ทั้งจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญในตะวันออกกลาง และล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ได้เกิดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน LNG ในกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออก LNG รายใหญ่อันดับสองของโลก
สะท้อนว่าวิกฤตด้านอุปทานพลังงานในครั้งนี้มีความซับซ้อน และมีข้อจำกัดด้านพลังงานหลายมิติพร้อมกัน สำหรับอาเซียน ผลกระทบจากวิกฤตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาน้ำมันและก๊าซ แต่ครอบคลุมไปถึงปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และกิจกรรมเศรษฐกิจในวงกว้าง
เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซีย (อิรัก-คูเวต) ปี 2533–2534 ซึ่งเป็นวิกฤตที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันมากที่สุด พบว่ามีทั้งประเด็นที่คล้ายคลึงและแตกต่างกัน โดยในแง่ความเหมือน ราคาน้ำมันในปี 2533 ที่พุ่งจากราว 15 เป็น 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในไม่กี่เดือน สะท้อนภาพที่คล้ายคลึงกับภาวะในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตการณ์อ่าวเปอร์เซียอย่างน้อยสามมิติ ดังนี้
-
มิติแรกคือความเสี่ยงด้านพลังงานที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงน้ำมัน เนื่องจากในปี 2533 LNG ยังไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์หลักในตลาดโลกและเอเชีย (IEA, 2019; Enerdata, 2020) ขณะที่ปัจจุบัน ความเสี่ยงได้ครอบคลุมทั้งน้ำมันและ LNG ซึ่งเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยและอาหารอย่างมาก (Quitzow et al., 2025; FAO, 2025) ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาเซียนลุกลามเกินกว่าราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
-
มิติที่สอง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายจุดสำคัญ อาจทำให้การฟื้นตัวของอุปทานใช้เวลานานกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยภาวะอุปทานที่ตึงตัวต่อเนื่องมีแนวโน้มส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่ง แม้ความรุนแรงของสงครามจะบรรเทาลงแล้วก็ตาม
-
มิติที่สาม หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดในการใช้นโยบายการคลัง เนื่องจากภาระหนี้สาธารณะที่สะสมในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิดทำให้หลายประเทศในอาเซียนมีพื้นที่การคลังจำกัดกว่าในอดีต และอาจไม่สามารถรักษามาตรการอุดหนุนราคาพลังงานไว้ได้ในระยะยาว
บทเรียนจากวิกฤตในอดีตชี้ให้เห็นว่า (1) การพึ่งพาแหล่งพลังงานที่กระจุกตัวทำให้ประเทศมีความเปราะบางต่อความผันผวนจากภายนอก (2) การตรึงราคาพลังงานยาวนานจะสร้างภาระทางการคลังและบิดเบือนกลไกตลาด และ (3) ประเทศที่มีเสถียรภาพภายนอกแข็งแกร่ง รวมถึงมีความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารจะสามารถรองรับความผันผวนได้ดีกว่า ดังนั้น ในบริบทปัจจุบัน อาเซียนควรเร่งกระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน และออกแบบมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานให้มีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อลดภาระการคลังในระยะยาว รวมถึงรักษาพื้นที่ทางการคลัง โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลทางเศรษฐกิจท่ามกลางโลกในปัจจุบันที่มีแนวโน้มซับซ้อนและอาจเกิดวิกฤตที่ยืดเยื้อกว่าในอดีต
แหล่งอ้างอิง
Alcorta, A., Mithal, A., Molloy, P., & Weiss, T. (2026, January 28). Cultivating a lower-carbon food supply chain: Unlocking Scope 3 progress through fertilizer emissions reduction. Retrieved from Center for Green Market Activation: https://gmacenter.org/news/article-cultivating-a-lower-carbon-food-supply-chain-unlocking-scope-3-progress-through-fertilizer-emissions-reduction/
Enerdata. (2020, September). The new LNG markets and their geopolitical implications. Retrieved from https://www.enerdata.net/publications/executive-briefing/lng-markets-and-geopolitical-implications-enerdata-brief.pdf
FAO. (2025, June). Fertilizer market update. Retrieved from Food Outlook: https://openknowledge.fao.org/server/api/core/bitstreams/0c79f9df-b2eb-43cb-9b84-977efea5b197/content
IEA. (2019, June 19). LNG Market Trends and Their Implications. Retrieved from https://www.iea.org/reports/lng-market-trends-and-their-implications
IEA. (2026, March 12). Oil Market Report - March 2026. Retrieved from https://www.iea.org/reports/oil-market-report-march-2026
IIRE Manila. (2026, March 19). On the Middle East crisis and the Philippines. Retrieved from International Viewpoint: https://internationalviewpoint.org/On-the-Middle-East-crisis-and-the-Philippines
Kpler. (2026, March 5). Middle East conflict - oil market implications: a continuing assessment. Retrieved from https://www.kpler.com/blog/middle-east-conflict---oil-market-implications-a-continuing-assessment?utm_source__c=chatgpt.com
Nikkei Asia. (2026, March 5). Fuel anxiety spreads in Asia as Hormuz closure throttles supplies. Retrieved from https://asia.nikkei.com/business/energy/fuel-anxiety-spreads-in-asia-as-hormuz-closure-throttles-supplies
Quitzow, R., Balmaceda, M., & Goldthau, A. (2025, January 17). The nexus of geopolitics, decarbonization, and food security gives rise to distinct challenges across fertilizer supply chains. One Earth, 8(1). Retrieved from https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2590332224006031
Reuters. (2026, March 20). Exclusive: Iran attacks wipe out 17% of Qatar’s LNG capacity for up to five years, QatarEnergy CEO says. Retrieved from https://www.reuters.com/business/energy/iran-attack-damage-wipes-out-17-qatars-lng-capacity-three-five-years-qatarenergy-2026-03-19/
ThaiPublica. (2026, March 8). ASEAN Roundup อาเซียนออกมาตรการดูแลความมั่นคงพลังงาน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง. Retrieved from https://thaipublica.org/2026/03/asean-weekly-roundup-344/
Thairath. (2026, March 17). Measures Taken by 10 Asian Countries to Tackle the Oil Crisis Triggered by the Iran War. Retrieved from https://en.thairath.co.th/scoop/world/2920719
1/ ความตึงตัวของอุปทานพลังงานสะท้อนจาก (1) กำลังการผลิตสำรองที่กระจุกตัวในอ่าวเปอร์เซียและไม่สามารถส่งออกได้หากช่องแคบฮอร์มุซปิด (2) การหยุดชะงักของกำลังการกลั่นจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน และ (3) ข้อจำกัดของเส้นทางขนส่งทางเลือกที่ไม่สามารถทดแทนได้เต็มที่ (Kpler, 2026)
2/ สัดส่วนอาหารในตะกร้าเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปอยู่ที่ประมาณ 13–14% ขณะที่ในกลุ่มประเทศอาเซียนมีสัดส่วนสูงกว่ามาก อยู่ที่ราว 30–40%
3/ แม้ สปป.ลาว และกัมพูชาจะเป็นผู้ส่งออกอาหารขั้นต้น (สินค้าเกษตรวัตถุดิบเป็นหลัก) แต่ความสามารถในการแปรรูปและผลิตอาหารสำเร็จรูปภายในประเทศยังมีจำกัด ทำให้ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารแปรรูปจากต่างประเทศ ส่งผลให้ยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในภาวะอุปทานตึงตัว และหากค่าเงินอ่อนค่าจะยิ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น (กรณี สปป. ลาว)
4/ อ่านเพิ่มเติมที่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย
5/ Vietnam Asks Japan, South Korea For Help Accessing Crude Oil Supplies, The Diplomat (March 17, 2026)
6/ กลุ่มประเทศอ่าว (Gulf States) หรือ GCC หมายถึง 6 ประเทศสมาชิก Gulf Cooperation Council ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์
บาห์เรน และโอมาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) โดยเงินโอนแรงงานฟิลิปปินส์ แหล่งรายได้หลักมาจากประเทศ GCC เป็นสำคัญ