ลูกคนกลางที่ถูกมองข้าม: ชนชั้นกลางอินโดนีเซียภายใต้แรงกดดัน

ลูกคนกลางที่ถูกมองข้าม: ชนชั้นกลางอินโดนีเซียภายใต้แรงกดดัน

30 กรกฎาคม 2569

บทสรุปผู้บริหาร


การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียขับเคลื่อนหลักโดยการบริโภคของครัวเรือนชนชั้นกลาง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มชนชั้นกลางกำลังส่งสัญญาณความเปราะบางมากขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนชนชั้นกลางต่อประชากรรวมที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากจุดอ่อนด้านนโยบายภาครัฐ โครงสร้างตลาดแรงงาน การไหลทะลักของสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน รวมถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

แรงกดดันเหล่านี้มีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป ส่งผลให้ความเสี่ยงที่ประชากรชนชั้นกลางจะเลื่อนสถานะลงสู่กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศและกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียในระยะข้างหน้า


บทนำ
 

เศรษฐกิจอินโดนีเซียขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศเป็นหลัก ด้วยการบริโภคภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 55.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากประชากรวัยทำงานที่มีจำนวนมากและอายุเฉลี่ยน้อย การเติบโตที่นำโดยการบริโภคดังกล่าวมีครัวเรือนรายได้ปานกลางเป็นกำลังซื้อสำคัญ 

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันฐานการเติบโตนี้กำลังส่งสัญญาณความเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเห็นได้จากสัดส่วนชนชั้นกลางต่อประชากรรวมที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2562 สอดคล้องกับค่าจ้างที่แท้จริงที่อ่อนแอลง เมื่อประกอบกับโครงสร้างแรงงานที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำและกึ่งฝีมือ1/ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมของอินโดนีเซียที่ใช้แรงงานเข้มข้นมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อการไหลทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีน นอกจากนี้นโยบายประชานิยมภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ของประธานาธิบดีปราโบโวยังทำให้ครัวเรือนรายได้ปานกลางต้องแบกรับภาระในการปรับตัวด้วยตนเอง ขณะที่อุปทานพลังงานที่หยุดชะงักซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดนี้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้น

บทความฉบับนี้จะวิเคราะห์ประเด็นสำคัญสามประการ ได้แก่ 1) แนวโน้มการหดตัวของสัดส่วนและจำนวนชนชั้นกลางและปัญหาด้านคุณภาพของตลาดแรงงานในอินโดนีเซีย 2) ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการหดตัวดังกล่าว โดยจำแนกเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศและปัจจัยภายนอก และ 3) การประเมินนัยยะต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาช้านาน


สัญญาณของปัญหา


ชนชั้นกลางในอินโดนีเซีย2/ ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ทั้งในแง่จำนวนและสัดส่วน โดยจำนวนประชากรชนชั้นกลางในอินโดนีเซียลดลงจาก 59.5 ล้านคนในปี 2561 เหลือ 47.9 ล้านคนในปี 2567 ในช่วงเดียวกัน สัดส่วนของชนชั้นกลางต่อประชากรทั้งหมดลดลงจากจุดสูงสุดที่ร้อยละ 22.5 ในปี 2561 เหลือเพียงร้อยละ 17.1 ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของกลุ่มที่กำลังก้าวสู่ชนชั้นกลาง (Aspiring middle class) และกลุ่มเปราะบางใกล้เส้นความยากจน (Vulnerable poor) กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (ภาพที่ 1) ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าการหดตัวของชนชั้นกลางเกิดจากครัวเรือนชนชั้นกลางบางส่วนเลื่อนสถานะลงสู่กลุ่มรายได้ต่ำ ไม่ใช่ขยับขึ้นสู่กลุ่มรายได้สูงกว่า

การหดตัวของชนชั้นกลางดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของค่าจ้างที่แท้จริง (Real wages) และคุณภาพของตลาดแรงงานที่ถดถอยลง (ภาพที่ 2 และ 3) โดยสัดส่วนของแรงงานที่ทำงานต่ำกว่าระดับศักยภาพ (Underemployment) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปี 2562 ถึง 2565 สะท้อนว่าแม้แรงงานจำนวนมากมีงานทำ แต่ไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลาหรือไม่สามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ สำหรับในช่วงปี 2565-2567 สัดส่วนแรงงานที่ทำงานต่ำกว่าระดับศักยภาพเริ่มจะชะลอลงบ้าง แต่การฟื้นตัวส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มแรงงานในระบบและยังไม่เพียงพอที่จะยกระดับคุณภาพของตลาดแรงงานโดยรวม นอกจากนี้ การจ้างงานนอกระบบ (Informal employment) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จาก 74.08 ล้านคนในปี 2562 เป็น 86.58 ล้านคนในปี 2568 (Mediana, 2025) สะท้อนว่าแรงงานจำนวนมากยังต้องพึ่งพางานที่มีคุณภาพต่ำ3/ และขาดความมั่นคง เมื่อพิจารณาภาพรวมและแนวโน้มดังกล่าวข้างต้นแล้ว ชี้ให้เห็นว่าครัวเรือนรายได้ปานกลางจำนวนไม่น้อยกำลังเคลื่อนย้ายออกจากการจ้างงานในระบบไปสู่งานนอกระบบหรือภาวะการทำงานต่ำกว่าระดับศักยภาพส่งผลให้ท้ายที่สุดสถาณะของกลุ่มครัวเรือนดังกล่าวจะเลื่อนลงสู่กลุ่มรายได้ที่ต่ำกว่า โดยสาเหตุของการหดตัวของชนชั้นกลางนี้สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศและปัจจัยภายนอก (ภาพที่ 4)

Indonesia middle class

Indonesia middle class

Indonesia middle class

Indonesia middle class
 

สาเหตุ


เบื้องหลังการหดตัวของชนชั้นกลางในอินโดนีเซียเกิดจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศและแรงกดดันจากภายนอก โดยความเปราะบางของตลาดแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียอ่อนไหวต่อแรงกระแทกจากภายนอกมากขึ้น รายละเอียดดังนี้

1. โครงสร้างภายในประเทศมีจุดอ่อน และนโยบายสนับสนุนยังไม่เพียงพอ

แรงงานของอินโดนีเซียกระจุกตัวอยู่ในอาชีพใช้แรงงาน (Blue-collar occupations) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะต่ำ โดยแรงงานชนชั้นกลางมากกว่าครึ่งหนึ่งทำงานในอาชีพกลุ่มดังกล่าว (Tresnatri et al., 2025) โครงสร้างอาชีพเช่นนี้จำกัดระดับรายได้ การเติบโตของค่าจ้าง และโอกาสในการเลื่อนสถานะขึ้นสู่กลุ่มที่รายได้สูงกว่า (ภาพที่ 5) ส่งผลให้รายได้เติบโตไม่ทันกับค่าครองชีพที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 2) เนื่องจากต้นตอของปัญหาดังกล่าวเกิดจากความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง ซึ่งต้องแก้ปัญหาด้วยนโยบายสนับสนุนที่เพียงพอในเชิงปริมาณและคุณภาพ อาทิ ยกระดับคุณภาพแรงงาน เสริมสร้างตาข่ายความคุ้มครองทางสังคม (Social safety net) และเพิ่มความน่าดึงดูดในการลงทุน 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานโยบายที่เน้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคแรงงานอินโดนีเซียยังคงไม่เพียงพอ โดยสัดส่วนชนชั้นกลางที่มีโอกาสเข้าถึงการฝึกอบรมที่ได้รับการรับรอง (Certified training) ยังคงต่ำกว่ากลุ่มครัวเรือนรายได้สูงอย่างชัดเจน (ภาพที่ 6) สะท้อนความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสพัฒนาทักษะ ขณะเดียวกัน แรงงานโดยรวมยังคงมีทักษะค่อนไปทางต่ำ ประกอบกับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียยังคงตามหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค5/ และทำให้อินโดนีเซียยังไม่สามารถดึงดูดอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูงและสร้างอุปสงค์ต่อแรงงานทักษะสูงได้เพียงพอ นอกจากนี้ ภาครัฐยังไม่มีทีท่าที่จะเร่งยกระดับคุณภาพแรงงานภายในประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ นโยบายการพัฒนาที่ไม่เพียงพอดังกล่าวจึงยิ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของอินโดนีเซียในอนาคต (OECD, 2026; World Bank, 2020) 

นอกเหนือจากจุดอ่อนเชิงโครงสร้างดังกล่าว นโยบายของประธานาธิบดีปราโบโวในระยะหลังยังแทบไม่ได้ช่วยสนับสนุนชนชั้นกลาง แม้มาตรการหลายด้านจะออกแบบมาเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในระยะสั้น แต่การที่รัฐบาลเลือกดำเนินนโยบายเหล่านี้เป็นหลัก สะท้อนจุดอ่อนของกระบวนการกำหนดนโยบายที่เน้นให้ความสำคัญกับคะแนนนิยมทางการเมืองมากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว กล่าวคือ รัฐบาลทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปกับการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย ซึ่งเป็นฐานเสียงกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ เช่น โครงการอาหารฟรีที่มุ่งเป้าไปที่คนยากจนเป็นหลัก (Ludher, 2024)

นอกจากนี้ เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศว่าด้วยการพัฒนาอินโดนีเซีย (International NGO Forum on Indonesian Development: INFID)6/ ระบุว่า รัฐบาลปราโบโวโยกงบประมาณด้านการศึกษาไปสนับสนุนโครงการอื่น ส่งผลให้สัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาในปีงบประมาณ 2026 ลดลงเหลือประมาณร้อยละ 14.2 ของงบประมาณแผ่นดิน (APBN)7/ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 20 ที่กำหนดไว้ในมาตรา 31 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1945 (Singarimbun, 2026) การลดสัดส่วนดังกล่าวสร้างความกังวลว่ารัฐบาลจะไม่สามารถยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาแรงงานทักษะต่ำ ได้อย่างเป็นรูปธรรม 

Indonesia middle class

Indonesia middle class
 

2. ปัจจัยภายนอก

นอกเหนือจากจุดอ่อนภายในประเทศแล้ว แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกยังซ้ำเติมความเปราะบางของชนชั้นกลางในอินโดนีเซียให้หนักขึ้น โดยปัจจัยที่เด่นชัดที่สุดคือสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนที่ไหลทะลักเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2566 (Kelly et al., 2025) ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (Heijmans, 2025) ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของแรงงานชนชั้นกลางที่มีทักษะต่ำและมีรายได้ไม่สูง (ภาพที่ 5) แรงกดดันดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้โรงงานสิ่งทอทยอยปิดตัวและเลิกจ้างแรงงานต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 อุตสาหกรรมสิ่งทอเลิกจ้างแรงงานราว 14,000 คน ขณะที่การล้มละลายของ Sritex8/ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ส่งผลให้แรงงานอีกราว 10,000 คนถูกเลิกจ้างในปี 2568 นอกจากนี้ ณ เดือนมิถุนายน 2569 แรงงานอีกประมาณ 50,000 คนอยู่ในภาวะเสี่ยงถูกเลิกจ้าง ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะการจ้างงานในระบบ จึงอาจต่ำกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง (Cahyoputra, 2024; SCMP's Asia Desk, 2025; Indonesia-Investments, 2026) 

การปิดโรงงานสิ่งทอดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนของกระบวนการลดบทบาทภาคการผลิตก่อนวัยอันควร (Premature Deindustrialization) ที่อินโดนีเซียเผชิญมาต่อเนื่อง อันส่งผลให้การจ้างงานในระบบของภาคการผลิตลดลงในวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor intensive) ซึ่งเดิมเป็นแหล่งจ้างงานที่มั่นคง และเป็นช่องทางหลักในการไต่ระดับสู่ชนชั้นกลาง (Rehman, 2026) แรงงานที่ถูกเลิกจ้างจำนวนมากจึงต้องหันไปพึ่งการจ้างงานนอกระบบ ซึ่งนอกจากจะให้ค่าตอบแทนต่ำกว่าแล้ว ยังไม่มีหลักประกันทางสังคมและมีรายได้ไม่แน่นอนอีกด้วย จึงบั่นทอนทั้งระดับและเสถียรภาพของรายได้ครัวเรือนและเร่งให้ชนชั้นกลางอินโดนีเซียหดตัวลงอีก

เมื่อพิจารณาปัจจัยภายในประเทศและแรงกดดันจากภายนอกร่วมกัน จะเห็นได้ว่าปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันเป็นวงจรที่เสริมแรงกันเอง (Self-reinforcing cycle) กล่าวคือ การยกระดับทักษะและการปรับทักษะแรงงาน (Upskilling and Reskilling) ที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่สามารถเคลื่อนย้ายไปสู่ภาคการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเมื่อเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้า และเมื่อถูกเลิกจ้างก็ต้องหันไปพึ่งการจ้างงานนอกระบบที่รายได้ต่ำและไม่แน่นอน ครัวเรือนจึงขาดกำลังที่จะลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะของสมาชิกรุ่นถัดไป ขณะเดียวกัน การหดตัวของชนชั้นกลางยังบั่นทอนฐานภาษีและจำกัดพื้นที่ทางการคลังของรัฐบาล ส่งผลให้รัฐบาลมีแรงจูงใจที่จะเลือกมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นมากกว่าการลงทุนเพื่อปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ดังที่สะท้อนจากการลดสัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษา วงจรดังกล่าวจึงตรึงแรงงานกลุ่มนี้ไว้ในระดับทักษะเดิม และทำให้ความเปราะบางถูกส่งต่อไปเมื่อเกิดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในรอบถัดไป

3. การประเมินนัยยะต่อการบริโภคภาคเอกชน

ครัวเรือนรายได้ปานกลางของอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญต่อการบริโภครวมภายในประเทศมาโดยตลอด แต่บทบาทดังกล่าวเริ่มลดลงต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการใช้จ่ายของครัวเรือนกลุ่มนี้ในปี 2567 คิดเป็นร้อยละ 38.3 ของการบริโภคภายในประเทศ ลดลงอย่างชัดเจนจากร้อยละ 45.4 ในปี 2562 (ภาพที่ 7) ซึ่งการลดลงดังกล่าวสะท้อนทั้งจำนวนครัวเรือนในกลุ่มนี้ที่ลดลงและกำลังซื้อที่อ่อนแรงลง อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนกลุ่มรายได้ปานกลางยังมีน้ำหนักถึงราวหนึ่งในสามของการใช้จ่ายโดยรวมของประเทศ ประกอบกับการบริโภคภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วนราวเกินครึ่งของ GDP การหดตัวอย่างต่อเนื่องของชนชั้นกลางตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการบริโภคของครัวเรือนที่เคยจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลาง โดยสัดส่วนรายจ่ายในสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงถูกปรับลดลง และถูกทดแทนด้วยสินค้าจำเป็นและสินค้าราคาถูก (ภาพที่ 8) บ่งชี้ว่ากำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่อ่อนแอลง จึงเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อการบริโภคภาคเอกชน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งนี้ แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนจากอัตราการขยายตัวของดัชนียอดค้าปลีกที่ชะลอลงจากร้อยละ 13.3 ในปี 2558 เหลือเพียงร้อยละ 3.0 ในปี 2568 และเหลือเพียงร้อยละ 0.5 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (ภาพที่ 9)

Indonesia middle class

Indonesia middle class

Indonesia middle class
 

มุมมองวิจัยกรุงศรี

 

ชนชั้นกลางของอินโดนีเซียถูกกดดันจากการกำหนดนโยบายที่ยังไม่สามารถยกระดับคุณภาพแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้แรงงานกลุ่มนี้ปรับตัวได้ยากเมื่ออุตสาหกรรมในประเทศต้องเผชิญการแข่งกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนที่สะสมต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ขณะเดียวกัน ชนชั้นกลางยังต้องเผชิญแรงกดดันผ่านช่องทางการเงินที่เกิดจากความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่อ่อนแอลง9/ โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ความเชื่อมั่นที่ถดถอยดังกล่าว ประกอบกับแรงกดดันจากภาวะตลาดการเงินโลกและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้เร่งให้เงินทุนไหลออก ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงกว่าร้อยละ 8 จากต้นปี ธนาคารกลางอินโดนีเซียจึงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวม 100 bps ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2569 มาอยู่ที่ร้อยละ 5.75 ต่อปี จากระดับร้อยละ 4.75 ในช่วงต้นปี เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินและควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวเช่นนี้ยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของครัวเรือนรายได้ปานกลาง เนื่องจากครัวเรือนกลุ่มนี้พึ่งพาสินเชื่อในการซื้อที่อยู่อาศัยและยานพาหนะเป็นหลัก 

นอกจากนี้ แม้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่อัตราการขยายตัวชะลอลงอย่างชัดเจน และเม็ดเงินส่วนใหญ่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมแปรรูปแร่ขั้นต้นและภาคโทรคมนาคม ซึ่งใช้เงินทุนเข้มข้นมากกว่าใช้แรงงาน จึงไม่สามารถดูดซับแรงงานทักษะต่ำที่ถูกเลิกจ้างจากภาคการผลิตดั้งเดิมได้ ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและส่วนชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดการลงทุนขยายกำลังการผลิตของภาคธุรกิจในประเทศ และหากความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังไม่ฟื้นตัวในระยะอันใกล้อาจกระทบต่อการไหลเข้าของ FDI ในอนาคตได้ ซึ่งจะบั่นทอนบรรยากาศการลงทุนของภาคธุรกิจ และจำกัดการขยายตัวของภาคการผลิต ส่งผลให้โอกาสการมีงานที่มั่นคงของครัวเรือนรายได้ปานกลางลดลงอีกด้วย

แรงกดดันทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงวัฏจักรดังกล่าวมีแนวโน้มดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า และเมื่อการบริโภคภาคเอกชนยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย การที่ประชากรชนชั้นกลางเลื่อนสถานะลงสู่กลุ่มรายได้ต่ำกว่าจึงอาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป ทั้งผ่านกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงโดยตรง และผ่านฐานภาษีที่แคบลง ซึ่งจะยิ่งจำกัดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ตอกย้ำวงจรที่เสริมแรงกันเองตามที่กล่าวไว้ข้างต้น



แหล่งอ้างอิง

Tresnatri, F. A., Dachlan, A. N., Wibowo, G. C., & Pasha, R. (2025). Stuck in the middle with you? An assessment of income dynamics in Indonesia (IMF Working Paper No. 2025/265). International Monetary Fund. https://doi.org/10.5089/9798229032377.001

Mediana. (2025). Pekerja Indonesia bergantung pada pekerjaan informal [Indonesian workers depend on informal work]. Kompas. https://www.kompas.id/artikel/en-pekerja-indonesia-bergantung-pada-pekerjaan-informal

Cahyoputra, L. A. L. (2024, June 13). Textile industry crisis: Factory closures and nearly 14,000 layoffs due to imported goods. Jakarta Globe. https://jakartaglobe.id/business/textile-industry-crisis-factory-closures-and-nearly-14000-layoffs-due-to-imported-goods

South China Morning Post. (2025). Over 10,000 Indonesians lose their jobs in Sritex collapse. https://www.scmp.com/week-asia/economics/article/3300816/over-10000-indonesians-lose-their-jobs-sritex-collapse

Indonesia Investments. (2026). Indonesia's 50,000-worker warning: The structural pressures driving the latest layoffs. https://www.indonesia-investments.com/business/business-columns/indonesia-s-50-000-worker-warning-the- structural-pressures-driving-the-latest-layoffs/item9943

OECD. (2026). Foundations for growth and competitiveness 2026. OECD Publishing. https://www.oecd.org/en/publications/2026/04/foundations-for-growth-and-competitiveness-2026_f68a156b.html

World Bank. (2020, June 22). Indonesia public expenditure review: Spending for better results. https://www.worldbank.org/in/country/indonesia/publication/indonesia-public-expenditure-review1

Susanti, D., Priebe, J., & Bah, A. (2020, February 4). The hard truth: Challenges of primary education in rural and remote Indonesia. World Bank Blogs (East Asia & Pacific on the Rise). https://blogs.worldbank.org/en/eastasiapacific/hard-truth-challenges-primary-education-rural-and-remote-indonesia

Shanty, M. V., Mahadtir, M., Awaluddin, A., Natalia, D., & Ramadani, R. A. (2024). Statistical modeling and factors influencing school dropout in Indonesia: A review. Sainsmat: Jurnal Ilmiah Ilmu Pengetahuan Alam. https://www.researchgate.net/publication/380131508_Statistical_Modeling_and_Factors_Influencing_School_Dropout_in_Indonesia_A_Review

Kelly, B., & Wester, S. (2025, February 20). ASEAN caught between China's export surge and global de-risking. Asia Society Policy Institute; WITA. https://www.wita.org/atp-research/asean-china-export-surge/

Heijmans, P. (2025, January 16). Indonesia garment sector faces massive layoffs on China dumping. Bloomberg. https://www.bloomberg.com/news/articles/2025-01-16/indonesia-garment-sector-faces-massive-layoffs-on-china-dumping

Rehman, S. U. (2026, June 30). Indonesia's manufacturing fell to 19% of GDP. Its middle class shrank with it. EBC Financial Group. https://www.ebc.com/forex/indonesia-manufacturing-gdp-middle-class-shrink

Ludher, E., & Nasution, M. (2024, November 20). Indonesia's Free Nutritious Meal (Makan Bergizi Gratis) programme offers policy opportunities for climate action (ISEAS Perspective 2024/96). ISEAS – Yusof Ishak Institute. https://www.iseas.edu.sg/wp-content/uploads/2024/10/ISEAS_Perspective_2024_96.pdf

Singarimbun, B. N. (2026, February 24). A tragic wake-up call: Poverty, education rights, and the Indonesian government's responsibility. Int'l J. Const. L. Blog. https://www.iconnectblog.com/a-tragic-wake-up-call-poverty-education-rights-and-the-indonesian-governments-responsibility/



1/ แรงงานทักษะต่ำ (Low-skilled labor) หมายถึงแรงงานที่ปฏิบัติงานในประเภทที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยทักษะหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และสามารถเรียนรู้งานได้ในระยะเวลาอันสั้น แรงงานกึ่งฝีมือ (Semi-skilled labor) หมายถึงแรงงานที่ปฏิบัติงานในประเภทที่อาศัยทักษะหรือความรู้เฉพาะด้านในระดับพื้นฐาน ซึ่งได้จากการฝึกอบรมหรือประสบการณ์ในการทำงาน 
2/ ชนชั้นกลาง (Middle class) หมายถึงผู้ที่ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค 73-353 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อเดือน ขณะที่กลุ่มที่กำลังก้าวสู่ชนชั้นกลาง (aspiring middle class) ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค 31-73 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อเดือน และกลุ่มเปราะบางใกล้เส้นความยากจน (Vulnerable poor) ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค 21–31 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อเดือน
3/ งานที่มีคุณภาพต่ำ (Low-quality job) หมายถึงงานที่มีลักษณะ ได้แก่ ค่าตอบแทนต่ำ ขาดความมั่นคงในการจ้างงาน มักเป็นการจ้างงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการและความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน
4/ อาชีพใช้แรงงาน (Blue Collar) หมายถึง แรงงานที่ทำงานใช้กำลังกาย งานช่างฝีมือ หรืองานเทคนิคพนักงานออฟฟิศ (White Collar) หมายถึง ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงาน งานธุรการ หรืองานบริหาร ซึ่งโดยทั่วไปทำงานที่โต๊ะทำงานกลุ่มแรงงานที่มีทักษะ (Grey Collar) หมายถึง งานที่ผสมผสานทั้งสองลักษณะ โดยต้องใช้ทั้งแรงกายและทักษะเฉพาะทาง ทักษะเชิงเทคนิค หรือทักษะเชิงความคิด
5/ เพิ่มเติมใน “อาเซียนในฐานะจุดหมายการลงทุนในยุค Trump 2.0: ยืนหยัดหรือเปราะบาง?; การวิเคราะห์ศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนรายประเทศ”
6/ INFID เป็นเครือข่ายองค์กรที่มุ่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการพัฒนาและความยุติธรรมทางสังคม
7/ APBN (Anggaran Pendapatan dan Belanja Negara) คือ แผนรายรับและรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล
8/ Sritex เป็นผู้ผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มรายใหญ่ของอินโดนีเซีย ซึ่งล้มละลายในช่วงปี 2567-2568
9/ ดูเพิ่มเติมใน “จากดาวรุ่งแห่งอาเซียนสู่ความกังวลของนักลงทุน: อินโดนีเซีย ณ ทางแยกสำคัญ”

 
ย้อนกลับ
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา