ระบบกักเก็บพลังงาน: ฟันเฟืองหลักแห่งโลกพลังงานสะอาด

ระบบกักเก็บพลังงาน: ฟันเฟืองหลักแห่งโลกพลังงานสะอาด

20 มีนาคม 2569

บทนำ


ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) เป็นเทคโนโลยีหัวใจสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานไฟฟ้า โดยสามารถจำแนกได้เป็น 5 ประเภทหลักตามกลไกการทำงาน ได้แก่ Chemical (เปลี่ยนไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงสะอาด) Mechanical (ใช้แรงกลและการเคลื่อนที่) Electrical (กักเก็บประจุโดยตรง) Thermal (สะสมความร้อน/เย็น) และ Electrochemical หรือแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสูงสุดในปัจจุบัน

ตลาดระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลกขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ไฟฟ้าที่เร่งตัวขึ้นและสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนยังคงเป็นเทคโนโลยีหลักเนื่องจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage: LDES) เช่น แบตเตอรี่แบบไหล (Flow Battery) และเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานความร้อน เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเพื่อรองรับการจ่ายไฟที่ยาวนานกว่า 8 ชั่วโมง

สำหรับประเทศไทย ตลาดระบบกักเก็บพลังงานมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) โดยเฉพาะโครงการโซลาร์เซลล์พ่วงแบตเตอรี่ที่ได้รับอานิสงส์จากสัญญาแบบ Partial-firm PPA ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีมองว่าความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่มูลค่าการลงทุนในการยกระดับโครงข่าย (Grid Modernization) และการพัฒนากฎระเบียบ เช่น ข้อกำหนด TPA Code ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าเสรีและผลักดันประเทศสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
 

มาทำความรู้จักกับระบบกักเก็บพลังงาน


ระบบกักเก็บพลังงานคืออะไร?


ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) คือเทคโนโลยีสำคัญในการบริหารจัดการสมดุลระหว่างอุปทานพลังงาน (Energy Supply) และอุปสงค์ (Energy Demand) ผ่านกลไกการเคลื่อนย้ายช่วงเวลาการใช้พลังงาน (Time-shifting) โดยระบบกักเก็บพลังงานจะทำหน้าที่เก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off-peak/Surplus) และทำการจ่ายพลังงานกลับคืนสู่ระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง (Peak Demand) กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความผันผวนของระบบไฟฟ้า แต่ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น (Flexibility) และความมั่นคง (Security) ของระบบโครงข่ายไฟฟ้าในภาพรวม และช่วยให้ใช้ทรัพยากรพลังงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง


ประเภทของระบบกักเก็บพลังงาน


ในปัจจุบัน เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสามารถจำแนกตามกลไกการทำงานและคุณสมบัติทางเทคนิคได้เป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้
 
  1. เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเคมี (Chemical Energy Storage): ใช้กระบวนการแปลงพลังงานไฟฟ้าหรือพลังงานในรูปแบบอื่นๆ ให้เป็นพลังงานในพันธะเคมี ผ่านการแยกโมเลกุลสาร (Electrolysis) เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงสะอาด เช่น ไฮโดรเจน (Green Hydrogen) หรือแอมโมเนีย1/ เทคโนโลยีนี้มีความโดดเด่นเนื่องจากสามารถกักเก็บพลังงานได้ยาวนาน (Long-duration Storage) และสามารถขนส่งเพื่อนำไปใช้ในภาคขนส่งหนักหรืออุตสาหกรรมที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้ยาก (Hard-to-abate sectors)

  2. เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานเชิงกล (Mechanical Energy Storage): เป็นการกักเก็บในรูปของพลังงานศักย์ (Potential Energy) หรือพลังงานจลน์ (Kinetic Energy) เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ2/ (Pumped Hydro Storage: PHS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนการใช้งานสูงสุดในโลกเนื่องจากมีความจุพลังงานมหาศาล รวมถึงระบบล้อตุนกำลัง (Flywheel) ที่ใช้การหมุนความเร็วสูงเพื่อตอบสนองต่อการรักษาสมดุลระหว่างกำลังการผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าของโครงข่ายไฟฟ้าให้เท่ากันตลอดเวลา

  3. เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไฟฟ้า (Electrical Energy Storage): เป็นการจัดเก็บประจุไฟฟ้าโดยตรงในสนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กโดยปราศจากปฏิกิริยาเคมี เช่น ตัวเก็บประจุยิ่งยวด (Supercapacitor) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการอัดและคายประจุไฟฟ้า (Charge/Discharge) ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที เหมาะสำหรับปรับสมดุลแรงดันไฟฟ้า รักษาความเสถียรของแรงดันไฟฟ้าและป้องกันไฟกระชากในภาคอุตสาหกรรม

  4. เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานความร้อน (Thermal Energy Storage): เป็นการกักเก็บพลังงานในรูปอุณหภูมิ ไม่ว่าจะเป็นความร้อนหรือความเย็น โดยใช้วัสดุที่สามารถสะสมความร้อนได้ดี เช่น เกลือหลอมเหลว (Molten Salt) หรือวัสดุเปลี่ยนเฟส (Phase Change Materials: PCMs) เพื่อใช้กักเก็บความร้อนส่วนเกินจากโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์สำหรับผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ไม่มีแสงแดด รวมถึงกักเก็บพลังงานในรูปความเย็นเพื่อบริหารจัดการระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยลดภาระการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการสูง

  5. เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเคมี (Electrochemical Energy Storage): เป็นการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าผ่านกระบวนการปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่ โดยเฉพาะประเภทลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสูงสุดในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงานระดับที่อยู่อาศัย เนื่องจากมีความหนาแน่นของพลังงานสูง (High Energy Density) และมีการตอบสนองที่แม่นยำ ส่งผลให้มีขนาดกะทัดรัดกว่าเทคโนโลยีประเภทอื่น สะดวกต่อการติดตั้งทั้งในยานยนต์และอาคารที่พักอาศัย


Energy Storage
 

บทบาทหลักของระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันและอนาคต 


นอกเหนือจากช่วยสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับโครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิม (Traditional Grid) แล้ว บทบาทหลักของระบบกักเก็บพลังงานในปัจจุบันและอนาคตยังมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติใหม่ ดังนี้
 
  • การสร้างเสถียรภาพแก่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Stability): ระบบกักเก็บพลังงานคือหัวใจสำคัญในการบริหารจัดการความผันผวน (Intermittency) ของพลังงานแสงอาทิตย์และลม โดยทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานที่ไม่แน่นอนให้เป็นพลังงานที่จ่ายได้ต่อเนื่อง ผ่านกลไกการกักเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่กำลังการผลิตสูง เพื่อนำมาจ่ายคืนสู่ระบบในช่วงที่แหล่งพลังงานธรรมชาติมีข้อจำกัด เช่น ช่วงกลางคืนหรือกระแสลมต่ำ ซึ่งการทำหน้าที่เป็นโครงข่ายสำรองพลังงานขนาดใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการสูญเสียพลังงานสะอาดโดยเปล่าประโยชน์ แต่ยังเป็นฟันเฟืองหลักที่ช่วยรองรับการขยายตัวของสัดส่วนพลังงานทดแทนตามเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ของประเทศอย่างยั่งยืน

  • การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายไฟฟ้ากระจายศูนย์ (Distributed Energy Resources: DER): โครงสร้างระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบรวมศูนย์แบบเดิมที่ผู้ใช้เป็นเพียงผู้ซื้อ (Passive Consumer) ไปสู่โครงข่ายกระจายศูนย์ ที่ขับเคลื่อนโดยผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้เอง หรือ “Prosumer” ท่ามกลางอุปสงค์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า (Electrification) ทั้งในภาคยานยนต์และอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้ไม่สามารถขยายโครงข่ายสายส่งแบบเดิมได้ทันท่วงที อีกทั้งยังต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ระบบกักเก็บพลังงานจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่น โดยประสานพลังงานจาก Prosumer ทั้งจากแผงโซลาร์และแบตเตอรี่แบบ Real-time เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสนับสนุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าในช่วงความต้องการพุ่งสูง (Peak Demand) วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดแรงกดดันต่อสายส่งไฟฟ้าหลัก แต่ยังช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าสำรองต้นทุนสูง ทำให้โครงข่ายที่มีอยู่เดิมทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น

  • การขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem): ระบบกักเก็บพลังงานเป็นกลไกสำคัญในการรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการจ่ายไฟฟ้าจากยานพาหนะสู่โครงข่าย (Vehicle-to-Grid: V2G) อันจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบไฟฟ้าและสร้างรายได้เสริมให้แก่เจ้าของรถในอนาคต


สถานการณ์ที่ผ่านมา (Situation)


การเติบโตโดยรวมของอุตสาหกรรม


ในช่วงปี 2557-2566 ยอดความจุสะสมของการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลกขยายตัวเฉลี่ยราว 4.0% ต่อปี (CAGR) โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการ ดังนี้
 
  • อุปสงค์ไฟฟ้าโลกเร่งตัว จากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ไฟฟ้าในระดับโลก (Global Electrification Trend): อุปสงค์ไฟฟ้าทั่วโลกในปี 2567 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 4.3% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 2.7% ในช่วงปี 2553-2566 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจาก (1) ความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่า 4 เท่า (เทียบจากฐานปี 2567) โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากวิกฤตคลื่นความร้อนในจีนและอินเดียที่ทำให้ความต้องการทำความเย็นเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ (Data Centers) เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI และ (2) อุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด ได้แก่ การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ภายใต้สภาวะดังกล่าว ระบบกักเก็บพลังงานจึงก้าวเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการบริหารจัดการโหลดไฟฟ้า (Load Management) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างสมดุลและรองรับการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกภาคส่วน

Energy Storage
 
 
  • สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น (Higher Renewable Energy Penetration): สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับราว 10% ในอดีต สู่ระดับ 32.1% ในปี 2567 โดยมีพลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหลักของพลังงานหมุนเวียนคือมีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ ระบบกักเก็บพลังงานจึงกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยให้พลังงานหมุนเวียนสามารถจ่ายไฟฟ้าได้สม่ำเสมอและอย่างต่อเนื่องและลดการสูญเสียพลังงานสะอาดที่ผลิตได้เกินความต้องการ

  • ความต้องการความมั่นคงทางพลังงานและบริการเสริมสูงขึ้น (Grid Resilience & Ancillary Services): ระบบกักเก็บพลังงานถูกนำมาใช้เป็นระบบสำรอง (Backup Power) เพื่อรองรับวิกฤตไฟฟ้าดับ (Outage/Blackout) ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลจาก EIA ระบุว่าไฟฟ้าดับในสหรัฐฯ มีระยะเวลาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น จาก 3.5 ชั่วโมงในปี 2556 เป็นกว่า 7 ชั่วโมงในปี 2564 เมื่อความผันผวนในโครงข่ายเพิ่มสูงขึ้น ระบบกักเก็บพลังงานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ควบคุมความถี่ (Frequency Regulation) เพื่อรักษาเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ขัดข้องเล็กน้อยลุกลามจนกลายเป็นไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง (Grid Collapse)

  • ระบบผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ได้รับความนิยมมากขึ้น (Distributed Energy Resources: DER): การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ รวมถึงระบบไฟฟ้าแบบแยกอิสระ (Off-grid) เติบโตขึ้นตามทิศทางการกระจายศูนย์ระบบไฟฟ้า (Decentralization) โดยระบบเหล่านี้ติดตั้งใกล้จุดใช้งานและพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก ระบบกักเก็บพลังงานจึงทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญในการเปลี่ยนแหล่งพลังงานที่ผันผวนให้เป็นแหล่งจ่ายไฟที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานของสายส่งหลักเข้าไม่ถึง สะท้อนจากอัตราการเติบโตของยอดความจุสะสมทั่วโลกของระบบกักเก็บพลังงานโซล่าเซลล์แบบแยกอิสระ (Off-grid Solar Photovoltaic) ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย16.5% ระหว่างปี 2558-2567 

 

การวิเคราะห์เชิงมิติเทคโนโลยี


หากพิจารณาตามสัดส่วนเทคโนโลยี จะพบว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับยังคงเป็นเทคโนโลยีที่มีความเสถียรสูงสุด และเริ่มกลายเป็นเทคโนโลยีระดับที่พัฒนาเต็มที่แล้ว (Mature Technology) โดยครองส่วนแบ่งตลาดด้วยความจุพลังงานติดตั้งสะสมกว่า 777.1 GWh หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 91% ของยอดความจุสะสมของการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานทั้งหมดในปี 2566 แต่มีการขยายตัวเฉลี่ยเพียง 0.4% นับจากปี 2557 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเคมีโดยเฉพาะกลุ่มแบตเตอรี่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเทคโนโลยีที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดอย่างมีนัยสำคัญ แม้ปัจจุบันจะมีกำลังการติดตั้งสะสมเพียง 15.7 GWh แต่พบว่าอัตราการขยายตัวเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 22.7% โดยเพิ่มขึ้นจากเพียง 2.5 GWh ในปี 2557

Energy Storage

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนก้าวขึ้นเป็นเทคโนโลยีหลักในกลุ่มพลังงานไฟฟ้าเคมี โดยครองสัดส่วนกว่า 80% ของความจุสะสมรวมในกลุ่มนี้ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากต้นทุนระดับเซลล์แบตเตอรี่ (Lithium-ion Battery Cell) และแพ็คแบตเตอรี่ (Lithium-ion Battery Pack) ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษ โดยลดลงจาก 475 ดอลลาร์สหรัฐต่อ KWh ในปี 2558 มาสู่ระดับ 108 ดอลลาร์สหรัฐต่อ KWh ในปี 2568 หรือลดลงเฉลี่ย -13.8% ต่อปี เนื่องจากอุปทานล้นตลาด (Overcapacity) อย่างรุนแรง โดยในปี 2567 กำลังการผลิตทั่วโลกพุ่งสูงถึง 2,600 GWh ซึ่งมากกว่าความต้องการใช้งานจริงที่ 950 GWh ถึงกว่าสองเท่า นอกจากนี้ ประสิทธิภาพทางเทคนิคที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะความสามารถในการกักเก็บพลังงานที่ขยายระยะเวลาจาก 4 ชั่วโมง สู่ระดับ 6-8 ชั่วโมง ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long-Duration Energy Storage: LDES) ชนิดอื่นๆ ส่งผลให้ความต้องการใช้งานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในทุกภาคส่วน
 

แนวโน้มอุตสาหกรรม (Outlook)


Bloomberg NEF คาดการณ์ว่ากำลังการติดตั้งสะสมของระบบกักเก็บพลังงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.3 TWh ภายในปี 2035 หรือขยายตัวกว่า 8 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2025 โดยขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงราว 23% ต่อปี นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษหน้าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในภาคยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่ (Stationary Storage) ผลจากปัจจัยการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ที่ส่งผลให้ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

Energy Storage
 
อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ลิเธียมยังมีข้อจำกัดด้านการจ่ายไฟที่มักทำได้เพียงไม่เกิน 8 ชั่วโมง ทำให้เทคโนโลยีนี้อาจไม่เพียงพอต่อการรักษาเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้าในระยะยาวเมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงขึ้นเกินระดับ 40-50% ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานระยะยาวจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเติมเต็ม โดยสามารถเก็บพลังงานส่วนเกินจากแสงแดดและลมไว้ใช้ได้นาน 8-24 ชั่วโมงขึ้นไป อันจะช่วยลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและไม่ต้องพึ่งพาแร่แรร์เอิร์ธ (Rare earths) เหมือนแบตเตอรี่ทั่วไป ตัวอย่างเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ได้แก่ แบตเตอรี่แบบไหล (Flow Battery) ที่ใช้สารละลายเคมีซึ่งเหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ และระบบกักเก็บพลังงานความร้อน อย่างอิฐเก็บความร้อน (Heat Bricks) ที่สามารถสะสมความร้อนสูงเพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรมหนัก ทำให้เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานระยะยาวกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าพลังงานสะอาดในอนาคต

Energy Storage

ปัจจุบันภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรปเป็นผู้นำในการกำหนดนโยบายสนับสนุนเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานระยะยาว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้จัดสรรงบ 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว โดยตั้งเป้าลดต้นทุนลงกว่า 90% ภายในปี 2573 ขณะที่จีนเร่งลงทุนในโครงการแบตเตอรี่แบบไหลเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงทางพลังงาน ส่วนภูมิภาคอื่นๆ เริ่มเคลื่อนไหวผ่านการสนับสนุนเงินทุนจากยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานระดับโลก เช่น Saudi Aramco และ Shell สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานระยะยาวนี้
 

ตลาดเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานในไทย

 

เทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับการเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) ที่ตั้งเป้าหมายพลังงานสะอาดไว้ที่ 51% ภายในปี 2580 โดยมีประเด็นสำคัญคือการเพิ่มกำลังผลิตจากแสงอาทิตย์ให้ครอบคลุมถึง 70% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุนส่วนใหญ่ได้มุ่งเน้นไปที่ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่เป็นหลัก สะท้อนจากผลการคัดเลือกโครงการพลังงานหมุนเวียนในปี 2565 ที่มีการอนุมัติโครงการโซลาร์เซลล์พ่วงระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ไปถึง 24 โครงการ รวมกำลังการผลิต 994 MWh ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานชนิดอื่น อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับกำลังถูกยกระดับความสำคัญขึ้นอีกครั้ง โดยกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ระหว่างพิจารณาเป้าหมายการติดตั้งที่สูงถึง 10 GWh เพื่อรองรับโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำบนเขื่อน (Floating Solar) ที่มีแผนขยายตัวกว่า 2.7 GWh ภายในปี 2573 เพื่อสร้างเสถียรภาพสูงสุดให้กับระบบไฟฟ้าของไทย

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่เติบโตอย่างรวดเร็ว คือต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการกักเก็บที่ยาวนานขึ้น ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดด้านความคุ้มค่าในอดีต นอกจากนี้ นโยบายภาครัฐยังช่วยเอื้อผ่านรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบ Partial-firm PPA ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการรับประกันความพร้อมในการจ่ายไฟ (Availability Guarantee) โดยรัฐจะจ่ายเงินซื้อความมั่นใจว่าผู้พัฒนาโครงการต้องพร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบตามเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น ช่วงหัวค่ำที่ไม่มีแสงแดด เงื่อนไขนี้บังคับให้โครงการโซลาร์เซลล์จำเป็นต้องติดตั้งแบตเตอรี่ (Solar-plus-storage) เพื่อกักเก็บพลังงานไว้จ่ายตามคำสั่งการไฟฟ้า ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุนในการเปลี่ยนรายได้ที่ผันผวนให้กลายเป็นกระแสเงินสดที่มั่นคง ต่างจากโครงการแบบ Standalone ทั่วไปที่เป็นสัญญาประเภท Non-firm PPA ซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากการถูกสั่งลดการรับซื้อไฟฟ้า (Curtailment)

ด้วยเหตุนี้ ในประเทศไทยจึงเกิดการลงทุนในโครงการระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ระดับโครงข่าย (Utility-scale) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาด 24 ชั่วโมง เช่น ดาต้าเซนเตอร์ รวมไปถึงนวัตกรรมใหม่ในภาคอุตสาหกรรมอย่างระบบกักเก็บพลังงานความร้อน ดังเช่นความร่วมมือระหว่างกลุ่ม SCG และ Rondo Energy ในการผลิตแบตเตอรี่ความร้อนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโรงงานอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การขยายตัวในภาคประชาชนยังเผชิญข้อจำกัดจากการใช้ระบบแยกคำนวณหน่วยไฟฟ้า (Net Billing) แทนการหักลบกลบหน่วยตามจริง (Net Metering) ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนของผู้ใช้ไฟฟ้า (Customer-owned Storage) ยังไม่อยู่ในระดับที่จูงใจเพียงพอเมื่อเทียบกับต่างประเทศ


มุมมองวิจัยกรุงศรี


แม้ศักยภาพเติบโตของระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่จะมีอยู่สูง แต่ความท้าทายยังอยู่ที่มูลค่าการลงทุนมหาศาลเพื่อยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Modernization) และความล่าช้าในการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง แม้ภาครัฐจะเริ่มขับเคลื่อนนโยบาย Direct PPA อัตราค่าบริการ UGT และใบรับรอง REC แล้วก็ตาม แต่ยังคงขาดกลไกราคาที่เอื้อต่อการทำกำไรจากส่วนต่างราคาไฟฟ้า (Arbitrage) หรือบริการเสริมอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาคือการพัฒนาข้อกำหนดที่เปิดให้บุคคลที่สามใช้สายส่ง (TPA Code) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งหากมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จะเป็นการปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าเสรีระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อในระยะถัดไป ช่วยสร้างรายได้แบบใหม่ (Revenue Stacking) ให้แก่ผู้พัฒนาโครงการ และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม


แหล่งอ้างอิง

An EMIS Insights Thematic Report (2025) Southeast Asia Gears Up for Energy Storage Growth. Retrieved January 22, 2026 from EMIS Next Market Intelligence & Strategic Planning
An EMIS Insights Industry Report (2025) Thailand Renewable Energy Sector Report2025-2026. Retrieved January 19, 2026 from EMIS Next Market Intelligence & Strategic Planning
BloombergNEF (2025, December 9) Lithium-ion battery pack prices fall to $108 per kilowatt-hour, despite rising metal prices: BloombergNEF. Retrieved January 25, 2026 from https://about.bnef.com/insights/clean-transport/lithium-ion-battery-pack-prices-fall-to-108-per-kilowatt-hour-despite-rising-metal-prices-bloombergnef/
BloombergNEF (2026, January 7) Global energy storage boom: Three things to know. Retrieved January 25, 2026 from https://about.bnef.com/blog/global-energy-storage-boom-three-things-to-know/
BloombergNEF (2025, June 18) Global energy storage growth upheld by new markets. Retrieved January 25, 2026 from https://about.bnef.com/insights/clean-energy/global-energy-storage-growth-upheld-by-new-markets/
Frost & Sullivan (2025) Top 10 Growth Opportunities for Energy Storage, 2025: The Decade of Energy Storage Continues with Strong Growth Forecast. Retrieved December 12, 2025 from EMIS Next Market Intelligence & Strategic Planning
IEA (2022) Unlocking the Potential of Distributed Energy Resources: Power System Opportunities and Best Practices. Retrieved February 15, 2026 from https://www.iea.org/reports/unlocking-the-potential-of-distributed-energy-resources
IEA (2025) Renewable 2025: Analysis and Forecasts to 2030. Retrieved February 25, 2026 from https://www.iea.org/reports/renewables-2025
IRENA (2025) Off-grid renewable energy statistics 2025, International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. Retrieved February 10, 2026 from https://www.irena.org/Publications/2025/Dec/Off-grid-Renewable-Energy-Statistics-2025
IRENA (2017) Electricity Storage and Renewables: Costs and Markets to 2030, International Renewable Energy Agency, Abu Dhabi. Retrieved November 2, 2025 from https://www.irena.org/Publications/2025/Dec/Off-grid-Renewable-Energy-Statistics-2025
The Standard Team (2568, 6 มิถุนายน) รู้จักBESS”: Power Bank ของระบบไฟฟ้าไทย ช่วยให้ไฟไม่ดับในยุคพลังงานใหม่ เสริมความมั่นคงระบบพลังงานไทย. The Standard. Retrieved January 25, 2026 from https://thestandard.co/bess-thailand-power-bank-energy-stability/
วิจัยกรุงศรี (2567) แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2568-2570: อุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า. Retrieved January 25, 2026 https://www.krungsri.com/getmedia/8029e33f-4b28-43ad-8046-de5c74a65635/IO_Power_Generation_241224_TH_EX.pdf.aspx

1/ พลังงานเคมีจะถูกเก็บอยู่ในรูปของสารเคมีเหล่านี้ และเมื่อมีการนำสารไปทำปฏิกิริยาเคมี เช่น การเผาไหม้ หรือการใช้ในเซลล์เชื้อเพลิง พลังงานเคมีจะถูกปล่อย
2/ ออกมาในรูปพลังงานความร้อนหรือพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ใช้กระบวนการแปลงพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน จากการผลิตไฟฟ้าในการสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำที่อยู่สูงในรูปของพลังงานศักย์ และเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้า น้ำจะไหลลงสู่ที่ต่ำผ่านกังหันน้ำ ทำให้กังหันหมุนและขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าส่งกลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้า
ย้อนกลับ
พิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหา