โลกได้ก้าวเข้าสู่ภาวะเอลนีโญอีกครั้งตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2569 และคาดว่าปรากฏการณ์ในครั้งนี้จะทวีความรุนแรงถึงระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) จนอาจจัดว่าเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจไทยโดยรวมในช่วงปี 2569-2570
ในปี 2569 แม้ในช่วงครึ่งปีหลังประเทศไทยจะได้อานิสงส์จากการเข้าสู่ฤดูฝนประจำปี แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ประกอบกับปัจจัยลบที่คาดว่าจะยังมีอยู่ อาทิ อุณหภูมิที่สูงขึ้น อัตราการระเหยของน้ำที่เร็วขึ้น และปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง กระทบต่อการอุปโภคบริโภค ระบบนิเวศ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องตามลำดับ วิจัยกรุงศรีคาดว่าพืชสำคัญที่อ่อนไหวต่อภัยแล้งจะได้รับความเสียหาย คิดเป็นมูลค่าราว 25.1 พันล้านบาทในกรณีฐาน นอกจากภัยแล้งแล้ว ไทยยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงจากอุทกภัยควบคู่กันไป เนื่องจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนและลมมรสุมประจำถิ่นที่พัดผ่านเข้ามาเป็นประจำทุกปี แม้ปริมาณฝนรวมจะลดลงจากอิทธิพลของเอลนีโญก็ตาม โดยคาดว่าพื้นที่ประสบอุทกภัยในปี 2569 จะอยู่ที่ 3.1 ล้านไร่ สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจอีกราว 10.4 พันล้านบาท ทำให้ความเสียหายรวมในปี 2569 จะสูงถึง 35.5 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.19% ของ GDP
ทั้งนี้ สถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในปี 2570 จากการเผชิญความเสี่ยงทั้งภัยแล้งสะสมและอุทกภัยระลอกใหม่ โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ผลกระทบจากภัยแล้งจะขยายวงกว้างและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 110.0 พันล้านบาท ขณะเดียวกัน ในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ภาวะเอลนีโญจะลดลงและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญาเป็นลำดับถัดไป อันจะส่งผลให้ไทยได้รับอิทธิพลจากพายุและปริมาณฝนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่เสี่ยงต่ออุทกภัยจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.2 ล้านไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะสร้างความเสียหายโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าราว 17.1 พันล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยแล้งและอุทกภัยในปี 2570 พุ่งสูงขึ้นเป็น 127.1 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.65% ของ GDP
หลังจากที่โลกเผชิญกับภาวะลานีญา (La Niña) ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2567 จนถึงต้นปี 2569 ที่ส่งผลให้อุณหภูมิต่ำกว่าค่าเฉลี่ยและฝนตกชุกกว่าปกติ แต่ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เป็นต้นไป โลกได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญ (El Niño1/) หรือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิสูงขึ้น2/ โดยครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 สะท้อนจากค่าดัชนี Relative Oceanic Niño Index (RONI) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกแนวเส้นศูนย์สูตร ณ เดือนพฤษภาคม 25693/ เพิ่มสูงขึ้นมาแตะระดับ 0.5°C ซึ่งเป็นจุดชี้การเปลี่ยนผ่านจากภาวะปกติ (Neutral Phase) เข้าสู่ภาวะเอลนีโญ และคาดว่าจะทวีความรุนแรงสูงสุดในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ทั้งนี้ ภาวะเอลนีโญในครั้งนี้มีโอกาสที่จะอยู่ในระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) หรือค่าดัชนี RONI ระดับ 2.6-2.7°C ซึ่งเป็นค่ารุนแรงสูงสุดในประวัติศาสตร์ (Above Historical High)4/ เมื่อเทียบกับเอลนีโญระดับรุนแรงมากที่ผ่านมา 5 ครั้ง ได้แก่ปี 2515 (2.3°C) ปี 2525 (2.5oC) ปี 2535 (2.1oC) ปี 2540 (2.4oC) และปี 2558 (2.4oC) หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วภาวะเอลนีโญจะทยอยลดความรุนแรงลงในช่วงต้นปี ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่ดัชนี RONI จะปรับลดลงในช่วงต้นปี 2570 และค่อยๆ ปรับลงสู่เกณฑ์ปกติ5/ (Neutral) ตลอดช่วงที่เหลือของปี (ภาพที่ 1) ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีได้คาดการณ์ภาวะเอลนีโญตาม 3 ฉากทัศน์6/ (ภาพที่ 2-3) ดังนี้
กรณีเบา (Mild case): ดัชนี RONI เร่งตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ในภาวะเอลนีโญระดับปานกลาง (Moderate El Niño) ในไตรมาส 3 ของปี 2569 และปรับเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง (Strong El Niño) ในช่วงต้นไตรมาส 4 แต่ไม่เกินระดับ 1.6oC จากนั้นดัชนีจะเริ่มปรับตัวเย็นลงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป จนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในเดือนพฤษภาคม 2570 แล้วทยอยปรับลดลงต่อเนื่องเข้าสู่ภาวะเป็นกลางค่อนไปทางลานีญา (Neutral- หรือ Neutral leaning La Niña7/) ตลอดไตรมาส 3-4 ของปี 2570
กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño) ซึ่งใช้เป็นกรณีฐาน (Base case scenario): ในกรณีนี้ ดัชนี RONI จะปรับเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง (Strong El Niño) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 และเร่งเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) ในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2569 ซึ่งใกล้เคียงกับเอลนีโญระดับรุนแรงมากที่ผ่านมา (ปี 2535 และปี 2558) จากนั้นดัชนีจะเริ่มทยอยปรับลดลงจนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2570 ก่อนจะลดระดับลงต่อเนื่องเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2570 ไปจนถึงสิ้นปี 2570
กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ Above Historical High): ดัชนี RONI มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง สู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 แล้วไต่ระดับความรุนแรงขึ้นอีกขั้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) ในเดือนกันยายน และเร่งตัวขึ้นเป็นจุดสูงสุดใหม่ (New High) ในเดือนพฤศจิกายน 2569 หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นกรณี “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) จากนั้นดัชนีจะพลิกกลับทิศทางอย่างรวดเร็ว โดยลดตัวลงต่อเนื่องอย่างฉับพลันจนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2570 ก่อนจะลดต่ำลงกลายเป็นภาวะลานีญาระดับอ่อนในเดือนมิถุนายน และลดลงสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลางตลอดไตรมาส 3-4 ของปี 2570


1) ปริมาณฝนลดลง กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้วตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่ปริมาณฝนทุกภาคมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10% ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2569 และความรุนแรงจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปี 25699/ ตามทิศทางของดัชนี RONI ที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงเอลนีโญระดับปานกลางขึ้นไป (ภาพที่ 3) โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าปริมาณน้ำฝนรวมทั้งปี 256910/ จะมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10-13% จากค่าปกติ หรืออยู่ที่ราว 1,298-1,344 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลัง ที่ระดับ 1,499 มิลลิเมตร (ภาพที่ 4) ปริมาณฝนที่ลดลงนี้จะส่งผลให้สามารถกักเก็บน้ำฝนในช่วงฤดูฝนปี 2569 ได้น้อยลง ซึ่งอาจทำให้พื้นที่แล้งซ้ำซากบริเวณนอกเขตชลประทานขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตรได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

2) ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ลดลง นอกจากปริมาณฝนจะลดลงแล้ว ภาวะฝนทิ้งช่วงยังทำให้ระยะเวลาที่สามารถกักเก็บน้ำได้สั้นลงอีกด้วย ซึ่งปัจจัยทั้งสองส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำกักเก็บ ทั้งในแหล่งน้ำตามธรรมชาติและในเขื่อนขนาดใหญ่ ทำให้อัตราปริมาณน้ำใช้การได้ (Usable Water) ของเขื่อนแต่ละภูมิภาคในช่วงฤดูฝนปี 2569 มีแนวโน้มลดต่ำลงหรือทำได้เพียงใกล้เคียงกับระดับค่าเฉลี่ย11/ ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่แล้งซ้ำซากที่อยู่นอกเขตชลประทานต้องเสี่ยงขาดแคลนน้ำสำหรับการทำการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 (ภาพที่ 5)

แม้การเปลี่ยนแปลงจากภาวะลานีญาเป็นภาวะเอลนีโญแบบเต็มตัวในปี 2569 จะค่อนข้างฉับพลัน แต่ในปีถัดมาหรือปี 2570 สภาพภูมิอากาศโลกมีโอกาสที่จะแปรปรวนสูงมากขึ้นไปอีก โดยสำหรับประเทศไทยแล้ว เราอาจต้องเผชิญกับภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก แล้วลดระดับลงไปและกลับกลายเป็นภาวะลานีญาระดับปานกลางภายในเวลาเพียงหนึ่งปีปฏิทิน (ภาพที่ 6) โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ค่าดัชนี RONI จะยังคงบ่งชี้ภาวะเอลนีโญ ประเทศไทยจึงอาจยังคงเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี ดัชนีฯ มีแนวโน้มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลาง ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีดังกล่าวบวกกับอิทธิพลของมรสุม ร่องมรสุม และพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่านประเทศไทยเป็นประจำทุกปี จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยพลิกกลับมาเผชิญกับความเสี่ยงต่ออุทกภัยที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีจึงได้คาดการณ์ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ ภายใต้ความเสี่ยง 2 ประเภท ดังนี้

1 ความเสี่ยงภัยแล้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เนื่องจาก
1) อุณหภูมิสูงขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 2569 จนถึงกลางปี 2570 อิทธิพลของภาวะเอลนีโญจะทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น โดยคาดว่าประเทศไทยจะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนประจำปีของไทย ระหว่างครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2570 โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดจะแตะระดับ 40-43oC ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ “อากาศร้อนจัด”13/ นอกจากนี้ปริมาณฝนรวมในช่วงฤดูร้อนยังมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับปกติราว 30-40% อีกด้วย
2) ปริมาณน้ำใช้การได้ในบางภูมิภาคอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดและความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบวิกฤตภัยแล้งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ที่เป็นช่วงฤดูร้อนประจำปี สถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาเพียงแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยหากประเมินความเสี่ยงรายภูมิภาค พบว่าภาคตะวันออกมีความเสี่ยงสูงสุด และคาดว่าปริมาณน้ำจะลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากต้องรองรับความต้องการใช้น้ำที่สูงมากจากทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกและภาคกลางที่ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากมีความต้องการน้ำจากภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการใช้น้ำในภาคเกษตร (ภาพที่ 5)
2. ความเสี่ยงอุทกภัยที่เข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 เนื่องจากปัจจัยต่อไปนี้
1) จำนวนพายุที่จะเข้าไทย คาดว่าในปี 2570 จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างน้อย 2-3 ลูก ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย14/ ซึ่งจะนำพามวลน้ำฝนเข้ามามากกว่าปกติในช่วงครึ่งหลังของปี โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับแต่ละฉากทัศน์ ซึ่งตามปกติแล้ว พายุหมุนเขตร้อนสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม และบางครั้งอาจมีอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่พายุมีโอกาสเกิดมากและเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบ่อยที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน โดยเฉพาะระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 54% ของโอกาสการเกิดพายุทั้งหมด อิทธิพลของพายุในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะฝนตกหนัก นำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้
2) ปริมาณน้ำฝน ผลกระทบจากการเข้าสู่ภาวะลานีญาจะส่งผลให้ปริมาณฝนในช่วง 5-6 เดือนสุดท้ายของปี 2570 สูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า แม้ปริมาณน้ำฝนรวมตลอดทั้งปี 2570 อาจจะมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อยราว 0.5-3.5% หรืออยู่ที่ระดับประมาณ 1,447-1,491 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลังที่ 1,499 มิลลิเมตรก็ตาม (ภาพที่ 4) เนื่องจากในช่วงต้นปีสภาพภูมิอากาศจะยังได้รับอิทธิพลจากภาวะเอลนีโญอยู่ ก่อนจะเข้าสู่ภาวะลานีญา ทว่าปริมาณฝนที่ตกหนักและเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปีดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับความเสียหายจากอุทกภัยทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
3) พื้นที่ฝนตกนอกเขื่อน แม้พื้นที่กักเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่จะยังคงมีขีดความสามารถในการรองรับมวลน้ำได้อีกมาก สะท้อนจากอัตราส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนที่ยังคงใกล้เคียงกับระดับค่าเฉลี่ย (ภาพที่ 7) แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะการตกของฝนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) กล่าวคือ ฝนมักตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางพื้นที่ในช่วงเวลาสั้นๆ หรือที่เรียกกันว่า “ระเบิดฝน” (Rain bomb)15/ และมักอยู่นอกเหนือเขตพื้นที่รับน้ำหรือกักเก็บน้ำของเขื่อน ส่งผลให้ความเสี่ยงจากอุทกภัยมีมากขึ้น
นอกจากปัจจัยหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่ไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน ซึ่งอาจเข้ามาเป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อน้ำท่วมในปี 2570 ให้สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ภาวะระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นบริเวณอ่าวไทย หรือปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจัยสมทบเหล่านี้จะยิ่งทวีความเสี่ยงและเพิ่มความเสียหายจากอุทกภัย เนื่องจากเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ล่าช้า

วิจัยกรุงศรีประเมินว่าภาวะเอลนีโญในปี 2569 นี้ที่อาจเปลี่ยนขั้วกลายเป็นภาวะลานีญาในปี 2570 จะยังคงสร้างผลกระทบต่อเนื่องต่อระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนี้
1) ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
ภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อพืชสำคัญหลายชนิด แต่ระดับความเสียหายจะแตกต่างกันไปตามบริบทที่แตกต่างกัน ตามประเภทของพืช พื้นที่และภูมิภาคที่เพาะปลูก ช่วงเวลาเพาะปลูก และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต ยกตัวอย่างเช่นไม้ยืนต้น อาทิ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะม่วง ทุเรียน โดยธรรมชาติแล้วจะสามารถทนแล้งได้นานกว่าพืชระยะสั้นหรือพืชล้มลุก แต่ปริมาณผลผลิตอาจลดลงตามพื้นที่ปลูกในแต่ละภูมิภาค แต่ในกรณีพืชล้มลุก อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ผลกระทบจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงฤดูเพาะปลูก ช่วงระยะเติบโต และช่วงเก็บเกี่ยว
วิจัยกรุงศรีจึงได้ประเมินผลกระทบในแง่ผลผลิตพืชสำคัญ ได้แก่ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อภัยแล้งและยังมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมปลายน้ำต่างๆ16/ (ตารางที่ 1) โดยผลผลิตที่ลดลงนี้อาจส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น จากปัญหาภาวะอุปทานขาดแคลน (Supply Shortage) ได้
เมื่อพิจารณาหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเพาะปลูก อาทิ (1) ความครอบคลุมของพื้นที่ชลประทานและระดับน้ำในเขื่อนที่จำกัด (2) ภาวะฝนทิ้งช่วงทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช (3) สภาพอากาศที่แห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ความชื้นในดินลดต่ำลงตามการระเหยของน้ำที่มากขึ้น ทำให้พืชมีโอกาสเสียหายจากการขาดน้ำ (4) ต้นทุนการเพาะปลูกที่สูง (อาทิ ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ ค่าใช้จ่ายในการปราบศัตรูพืชและวัชพืช) เป็นต้น จึงคาดว่าผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่อาจเสียหายมากในปี 2569 ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ส่วนพืชเศรษฐกิจหลักที่ได้รับความเสียหายในปี 2570 ได้แก่ ข้าว อ้อย และปาล์มน้ำมัน (ตารางที่ 1)

2) ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิต
วิจัยกรุงศรีวิเคราะห์ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร โดยเลือกเฉพาะพืชหลักที่อาจได้รับความเสียหายจากภาวะภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (Input-output Table) ปี 2564 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์โครงสร้างการผลิต17/ โดยผลการวิเคราะห์พบว่า ภัยแล้งไม่ได้สร้างความเสียหายแก่ภาคการเกษตรเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และบริการ ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย ซึ่งผลกระทบจากภัยแล้งถูกส่งผ่านไปยังภาคส่วนต่างๆ ดังนี้
2.1) ผลกระทบสู่ภาคอุตสาหกรรม: ในปี 2569 ภัยแล้งอาจทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยภาคเกษตรและอาหารสดซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด เนื่องจากภาคเกษตรต้องพึ่งพาวัตถุดิบเพื่อใช้ในการเพาะปลูกรอบถัดไป ขณะที่กลุ่มอาหารสดใช้ผลผลิตพืชหลักเป็นวัตถุดิบโดยตรง ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแปรรูปที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบในกระบวนการผลิต และธุรกิจการค้า ร้านอาหาร และโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนอาหารและสินค้าเกษตรแปรรูป อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 สภาวะอากาศที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติจนถึงลานีญาระดับปานกลาง จะช่วยกระตุ้นผลผลิตทางการเกษตรให้เติบโต ทำให้อุตสาหกรรมที่เคยได้รับผลกระทบจากภัยแล้งสามารถฟื้นตัวและกลับมาเติบโตได้ แม้ว่าระดับการฟื้นตัวจะยังไม่เทียบเท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นในปีก่อนหน้า โดยเฉพาะในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มแปรรูป (ภาพที่ 8)
2.2 ผลกระทบเชิงพื้นที่18/: ภัยแล้งอาจสร้างความเสียหายในทุกภาค โดยศูนย์กลางความเสียหายสูงสุดในปี 2569 จะกระจุกอยู่ที่ภาคเหนือ (ตารางที่ 2) รองลงมาคือภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งทั้ง 3 ภาคได้รับผลกระทบจากผลผลิตมันสำปะหลังและข้าวที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่ในปี 2570 ศูนย์กลางความเสียหายอาจย้ายลงสู่ภาคใต้ เนื่องจากผลผลิตปาล์มน้ำมันที่ลดลงเป็นหลัก ตามด้วยภาคตะวันออกและภาคกลางที่คาดว่าผลผลิตอ้อยและข้าวจะหดตัวสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ทั้งนี้ แม้ผลกระทบด้านการเกษตรจะเกิดขึ้นที่ภาคเหนือ ตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก แต่มูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป การค้า และบริการจะกระจุกตัวที่ภาคกลางและภาคตะวันออกซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานและภาคบริการ (ภาพที่ 9) โดยจากการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาคเกษตรที่ส่งผ่านสู่อุตสาหกรรม (Spillover) พบว่าภาคกลางและภาคตะวันออกได้รับผลกระทบสูงสุด (7.9 และ 5.9 พันล้านบาท) ขณะที่ภาคเหนือซึ่งเป็นต้นทางกลับมี Spillover เพียงเล็กน้อย ผลกระทบที่ได้จึงสะท้อนถึงความเสี่ยงภัยแล้งที่กระจายตามพื้นที่แตกต่างไปตามโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยภาคเกษตรในภาคเหนือ ตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือมีความเสี่ยงโดยตรง ส่วนภาคอุตสาหกรรมในภาคกลางและตะวันออกเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบผ่านห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะภาคตะวันออกที่เผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มอีกชั้นจากปริมาณน้ำใช้การได้ที่ลดต่ำลง



3) ผลกระทบของภัยแล้งต่อ GDP
ขนาดของผลกระทบต่อ GDP ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เกิดภาวะเอลนีโญ ปริมาณน้ำที่สามารถใช้ได้ และช่วงเวลาเพาะปลูก โดยในเบื้องต้นวิจัยกรุงศรีได้ประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในปี 2569-2570 ออกเป็น 3 กรณี ตามสมมติฐานการเกิดเอลนีโญตามตารางที่ 3 ดังนี้
กรณีเบา (Mild case) จากภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 19.9 พันล้านบาท หรือราว 0.11% ของ GDP และจะสร้างความเสียหายมากขึ้นเป็น 105.8 พันล้านบาท หรือราว 0.54% ของ GDP ในปี 2570
กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño ซึ่งเป็นกรณีฐาน) จากปรากฏการณ์เกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมาก ทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 25.1 พันล้านบาท หรือราว 0.13% ของ GDP และความเสียหายจะเพิ่มขึ้นเป็น 110.0 พันล้านบาท หรือราว 0.56% ของ GDP ในปี 2570
กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ “Super El Niño”) เป็นการเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมากเป็นประวัติการณ์ โดยจะสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 31.9 พันล้านบาท หรือราว 0.17% ของ GDP และจะสร้างความเสียหายกว่า 113.2 พันล้านบาท หรือราว 0.57% ของ GDP ในปี 2570

4) ผลกระทบของอุทกภัยต่อ GDP
ขนาดความเสียหายจากอุทกภัยต่อเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับ (1) ปริมาณน้ำฝนและการบริหารจัดการน้ำ (2) พื้นที่ที่เกิดอุทกภัย และ (3) ตำแหน่งที่ตั้งหน่วยเศรษฐกิจ (ครัวเรือน โรงงาน อาคารเชิงพาณิชย์ พื้นที่เกษตร และชนิดของพืช) ดังนั้น หากพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยอยู่ในบริเวณที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจสูง เช่น เป็นที่ตั้งนิคมอุตสาหกรรมหรือย่านธุรกิจ แหล่งพื้นที่เกษตรที่สำคัญ หรือเส้นทางคมนาคมสำคัญที่ได้รับความเสียหาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งทำให้ความเสียหายต่อเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีได้ประเมินพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั้งปี 2569-2570 ภายใต้การจำลองสถานการณ์ 3 ฉากทัศน์ตามสมมติฐานการเกิดเอลนีโญในตอนต้น19/ และประเมินผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (ตารางที่ 4) ดังนี้
กรณีเบา (Mild case) แม้อิทธิพลของเอลนีโญระดับรุนแรงจะทำให้ปริมาณฝนที่ตกตามฤดูกาลในปี 2569 ลดลง แต่ยังทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยราว 3.7 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 13.6 พันล้านบาท หรือราว 0.07% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ความเสียหายในปี 2570 มีแนวโน้มลดลง โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบราว 4.1 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 12.1 พันล้านบาท หรือราว 0.06% ของ GDP
กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño) ปรากฏการณ์เอลนีโญระดับรุนแรงมากอาจทำให้ปริมาณฝนที่ตกตามฤดูกาลในปี 2569 ลดลงจากค่าเฉลี่ยกว่า 11-12% แต่ยังทำให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมราว 3.1 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 10.4 พันล้านบาท หรือราว 0.06% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ความเสียหายในปี 2570 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากในฉากทัศน์นี้ จะเกิดภาวะลานีญาระดับอ่อนในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยอยู่ที่ราว 5.2 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 17.1 พันล้านบาท หรือราว 0.09% ของ GDP
กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ “Super El Niño”) ในกรณีนี้ ปริมาณฝนที่ตกตามฤดูกาลในปี 2569 จะลดลงจากค่าเฉลี่ยกว่า 13-14% เป็นกรณีที่เกิดความเสียหายจากน้ำท่วมในปีนี้น้อยที่สุด โดยมีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมเพียงราว 2.8 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 8.2 พันล้านบาท หรือราว 0.04% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ความเสียหายในปี 2570 มีแนวโน้มสูงกว่ากรณีอื่น เนื่องจากในฉากทัศน์นี้ จะเกิดภาวะลานีญาระดับปานกลางในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้มีพื้นที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมที่ราว 6.4 ล้านไร่ มูลค่าความเสียหายรวม 23.3 พันล้านบาท หรือราว 0.12% ของ GDP

เมื่อรวมผลกระทบของทั้งภัยแล้งและอุทกภัยเข้าด้วยกันใน 3 ฉากทัศน์ จะสามารถประเมินความเสียหายตลอดห่วงโซ่อุปทานที่จะกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจได้ (ภาพที่ 10) ดังนี้
กรณีเบา (Mild case) ผลจากภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง และอุทกภัยระดับเบาจากฝนตกตามฤดูกาลในปี 2569 ทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 33.5 พันล้านบาท หรือราว 0.18% ของ GDP อย่างไรก็ตาม ในปี 2570 ภาวะเอลนีโญที่ลดลงและกลับมาสู่สภาวะเป็นกลางจะสร้างความเสียหายมากขึ้นเป็น 117.9 พันล้านบาท หรือราว 0.60% ของ GDP
กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño) เอลนีโญระดับรุนแรงมากและอุทกภัยตามฤดูกาลในปี 2569 จะทำให้เกิดความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 35.5 พันล้านบาท หรือราว 0.19% ของ GDP ทั้งนี้ ในปี 2570 มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจะเพิ่มมากขึ้น จากการเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อน ทำให้ความเสียหายรวมทั้งจากภัยแล้งและอุทกภัยในปี 2570 อยู่ที่ 127.1 พันล้านบาท หรือราว 0.65% ของ GDP
กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ “Super El Niño”) ในฉากทัศน์นี้ ในปี 2569 จะเกิดภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับอาจเกิดอุทกภัยตามฤดูกาล ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด 40.1 พันล้านบาท หรือราว 0.21% ของ GDP ขณะที่ในปี 2570 มูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจจะมากขึ้นจากการเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลาง คิดเป็นความเสียหายกว่า 136.5 พันล้านบาท หรือราว 0.69% ของ GDP ในปี 2570

นอกจากนี้ ทั้งภัยแล้งและอุทกภัยยังสามารถส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อได้ เนื่องจากจะส่งผลให้ผลผลิตภาคเกษตรลดลงและนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนอุปทานในห่วงโซ่การผลิต จนทำให้ระดับราคาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าว น้ำตาล น้ำมันพืช ตลอดจนราคาพืชผักต่างๆ ส่งผลให้ต้นทุนการบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนต้นทุนของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องรวมทั้งภาคบริการเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากผลทางตรงและทางอ้อม20/ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อในปี 2569 ให้ปรับสูงขึ้นจากกรณีฐานราว 0.09-0.12% และปรับสูงขึ้นจากกรณีฐานราว 0.21-0.30% ในปี 257021/ (ภาพที่ 11) นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องนิยมปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นจำนวนเต็มบาทต่อหน่วยสินค้า ดังนั้นผลต่ออัตราเงินเฟ้อจึงอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้เบื้องต้นนี้ได้
