ปริมาณฝน: ปริมาณฝนสะสมสูงถึง 630 มม. ใน 3 วัน ในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งสูงกว่าสถิติน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 (428 มม.) (ที่มา: กรมชลประทาน)
ครัวเรือนผู้ประสบภัย: มีจำนวนทั้งสิ้น 806,677 ครัวเรือน จำนวนผู้ประสบความเดือดร้อนรวมกว่า 2.2 ล้านคน (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)
ความสูญเสีย: มีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 ราย (ที่มา: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)
ความเสียหายรายวัน: มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 1,000 - 1,500 ล้านบาทต่อวัน
ความเสียหายเฉพาะ อ.หาดใหญ่: ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท (ที่มา:หอการค้าจังหวัดสงขลา)
ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของระบบน้ำประปา: โรงกรองน้ำของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาหาดใหญ่ ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร (สูงกว่าปี 2553) ทำให้ไม่สามารถผลิตและจ่ายน้ำในเขตเมืองหาดใหญ่ได้
การคมนาคม: ถนนและสะพานจำนวนมากได้รับความเสียหาย (สงขลา: ถนนเสียหาย 228 สาย, สะพาน 12 แห่ง) และ เส้นทางรถไฟในหลายพื้นที่ถูกตัดขาด ทำให้การสัญจรทางบกสู่ภาคใต้ตอนล่างหยุดชะงัก (ที่มา: กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา และการรถไฟแห่งประเทศไทย)
การเกษตร: เฉพาะในจังหวัดสงขลา มีพื้นที่เกษตรเสียหายรวมกว่า 37,000 ไร่ (ที่มา: กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสงขลา)
อุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้สร้างความเสียหายหลายรูปแบบ ทั้งต่อสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือน โรงงาน เครื่องจักร ยานพาหนะ และเส้นทางคมนาคม นอกจากนี้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเป็นเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจเป็นหลัก หากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการค้าและบริการ ภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนโรงแรมและภัตตาคาร
ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีได้ประเมินมูลค่าความเสียหายต่อเศรษฐกิจจากอุทกภัยภาคใต้ปี 2568 ภายใต้การจำลองสถานการณ์ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้
กรณีดีที่สุด (Best case) หรือกรณีที่เกิดความเสียหายน้อยสุด โดยใช้สมมติฐานว่าภาคธุรกิจและบริการต้องหยุดชะงักและต้องดำเนินการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วมรวมเป็นระยะเวลา 15 วัน คาดว่ามูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ราว 11.8 พันล้านบาท
กรณีฐาน (Base case) ใช้สมมติฐานว่าจำนวนวันที่ภาคธุรกิจและบริการหยุดชะงักและต้องดำเนินการฟื้นฟู รวม 25 วันคาดว่ามูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ราว 19.7 พันล้านบาท
กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst case)ใช้สมมติฐานว่าจำนวนวันที่ภาคธุรกิจและบริการหยุดชะงักและดำเนินการฟื้นฟูรวม 30 วัน คาดว่ามูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ราว 23.6 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาที่ใช้ในการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ
ความสูงของระดับน้ำและระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง: หากน้ำท่วมสูงและขังนาน ภาคธุรกิจต้องทำความสะอาดและตรวจสอบระบบไฟฟ้า/เครื่องจักร ซึ่งทำให้การกลับมาดำเนินธุรกิจต้องใช้เวลานานขึ้น
ประเภทของธุรกิจ: กลุ่มร้านค้าปลีก/บริการ อาจสามารถฟื้นฟูได้เร็ว แต่หากเกิดความเสียหายกับเครื่องจักร เฟอร์นิเจอร์ หรือสต็อกสินค้า หรือหากต้องซ่อมแซมผนัง พื้น และรอการเปลี่ยนอุปกรณ์/เครื่องมือ อาจต้องใช้เวลานานขึ้นก่อนกลับมาดำเนินการใหม่ได้ โดยเฉพาะโรงงาน/โรงแรมที่มีเครื่องจักรและระบบที่ซับซ้อน อาจต้องใช้เวลาตรวจซ่อมและติดตั้งใหม่ยาวนานกว่า
การเข้าถึงความช่วยเหลือ: ธุรกิจจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หากภาครัฐมีความพร้อมและเร่งตรวจสอบ ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและประปา และสนับสนุนการเร่งรัดการอนุมัติ/จ่ายเงินประกันภัยเพื่อเป็นทุนฟื้นฟูกิจการ