Global Megatrends: เมกะเทรนด์เปลี่ยนโลก
โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป สังคมที่พฤติกรรมและค่านิยมของคนเปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างประชากรและการเข้าสู่สังคมเมือง ตลอดจนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มาพร้อมกับโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างพร้อมกันทั้ง 3 ด้านนี้เป็นเครื่องกำหนดภูมิทัศน์ของเศรษฐกิจและธุรกิจให้เปลี่ยนไปจากในอดีต องค์กรที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบในการแข่งขัน อีกทั้งยังสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลง สร้างการเติบโต ตลอดจนก้าวเดินอย่างมั่นคงและยั่งยืน
เมกะเทรนด์ที่ 1: ระเบียบโลกใหม่
โลกกำลังเปลี่ยนไปเมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งสงคราม การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ทำให้ธุรกิจเริ่มมองหาห่วงโซ่อุปทานที่ปลอดภัย โดยต้องพิจารณาความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศควบคู่กันไปด้วย เราจึงเห็นหลายธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนและการค้า ผ่านแนวคิดการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศพันธมิตร (Friend-shoring) ตลอดจนเน้นกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (Near-shoring) มากขึ้น อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยให้ความสำคัญกับบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคมากขึ้น (Regional Strategy)
เมกะเทรนด์ที่ 2: การเปลี่ยนแปลงด้านสังคมและวิธีคิดของผู้คน
โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยขณะที่เด็กเกิดใหม่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น ส่งผลให้แนวคิดเรื่องความสมดุลของชีวิต ความมั่นคง และสุขภาวะที่ดี (Wellbeing) กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจใช้จ่าย ความต้องการสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจึงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อาหารสุขภาพ เครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อดูแลตัวเอง ไปจนถึงเทคโนโลยีติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์
เมกะเทรนด์ที่ 3: เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติสามารถพลิกโฉมภาคธุรกิจทั้งด้านโครงสร้างแรงงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอาจมาพร้อมความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สะท้อนว่าหากองค์กรต้องการนำเทคโนโลยีมาใช้ ก็ควรต้องลงทุนด้านการกำกับดูแลและความปลอดภัยควบคู่ไปพร้อมกันด้วย สำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างความเสี่ยงเชิงกายภาพ จากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความท้าทายเหล่านี้ได้สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในตลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่ลงทุนด้านความยั่งยืนและการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม
มุมมองวิจัยกรุงศรี
เมกะเทรนด์กำลังทำให้การแข่งขันทางธุรกิจเปลี่ยนจากการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นและคุณค่าใหม่ให้แก่ธุรกิจ ธุรกิจจำเป็นต้องกระจายแหล่งวัตถุดิบและฐานการผลิต ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมโครงสร้างรองรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปก็เปิดโอกาสให้ตลาด Longevity ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
ในอนาคต ความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจต่างๆ อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าคู่แข่ง รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของลูกค้าและสอดรับกับทิศทางของโลกใหม่ได้อย่างทันท่วงที
ค่าครองชีพสูง รายได้โตช้า: ภาระสองชั้นของครัวเรือนไทย
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง และเพิ่มความเสี่ยงที่ครัวเรือนไทยจะเผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายจ่ายและรายรับพร้อมกันจากผลพวงของวิกฤตพลังงานหรือ “ภาวะค่าครองชีพสูงและรายได้ชะงักงัน” โดยครัวเรือนกลุ่มการเงิน “ตึงตัว” (รายได้ไม่เกิน 24,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งคิดเป็น 57.2% ของครัวเรือนทั้งหมด เผชิญความเสี่ยงดังกล่าวมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า ทำงานในภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อวิกฤต รวมถึงมีกันชนทางการเงินที่จำกัด
ค่าครองชีพสูงขึ้น ปรับตัวลำบาก
ในระยะแรก วิกฤตพลังงานส่งผลโดยตรงต่อค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ครัวเรือนกลุ่มการเงิน “แข็งแกร่ง” (รายได้มากกว่า 51,658 บาทต่อเดือน) ซึ่งมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงสูงกว่าได้รับผลกระทบชัดเจนกว่ากลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานทรงตัวสูงต่อเนื่อง ผู้ผลิตอาจทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น ผลกระทบจึงขยายจากน้ำมันไปสู่สินค้าอื่น เช่น อาหารสำเร็จรูป และค่าขนส่ง ดังนั้น ในระยะถัดมา
ครัวเรือนกลุ่มตึงตัวมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านค่าครองชีพมากที่สุด เนื่องจากสัดส่วนการใช้จ่ายสินค้าจำเป็นสูงถึง 53.4% ของรายจ่ายทั้งหมด จึงมีข้อจำกัดในการปรับลดการใช้จ่าย
รายได้โตช้า ซ้ำเติมกำลังซื้อที่อ่อนแอ
แรงกดดันด้านค่าครองชีพเกิดขึ้นท่ามกลางรายได้ที่เปราะบาง
โดยครัวเรือนกลุ่ม “ตึงตัว” ถึง 51.1% ประกอบอาชีพในภาคก่อสร้าง ค้าปลีกและค้าส่ง เกษตรกรรม รวมถึงที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ซึ่งอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนและอุปสงค์ จึงมีความเสี่ยงต่อการลดชั่วโมงทำงาน ค่าจ้าง รวมถึงการเลิกจ้าง แม้รายได้ที่เป็นตัวเงินของครัวเรือนกลุ่มนี้ขยายตัวมากกว่ากลุ่มอื่นในทศวรรษที่ผ่านมา (2558-2568) แต่หากไม่รวมเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ และหักผลของเงินเฟ้อ รายได้ที่แท้จริงของกลุ่มนี้จะขยายตัวค่อนข้างต่ำ ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนแอลง เช่นเดียวกับครัวเรือนกลุ่ม “ปานกลาง” และ “แข็งแกร่ง”
กันชนทางการเงินสะท้อนความสามารถในการรับมือ
ครัวเรือนกลุ่มตึงตัวที่
ไม่มีหนี้ มีรายได้ส่วนเกินหรือส่วนต่างระหว่างรายได้และรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนเพียงประมาณ 1,300 บาทต่อเดือน ส่วนกลุ่มตึงตัวที่
มีหนี้ มีรายได้ส่วนเกินไม่ถึง 500 บาท และมีหนี้คงค้างสูงกว่าสินทรัพย์ทางการเงินถึง 2.7 เท่า บ่งชี้ว่า
ครัวเรือนกลุ่ม “ตึงตัว” มีสภาพคล่องต่ำ และมีความสามารถที่จำกัดในการรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤต ขณะที่ครัวเรือนกลุ่มปานกลางยังพอรับแรงกระแทกได้ในระยะสั้น แต่อาจปรับตัวลำบากขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ส่วนครัวเรือนกลุ่มแข็งแกร่งมีรายได้ส่วนเกินและสภาพคล่องทางการเงินสูงกว่า จึงรับมือกับความผันผวนในช่วงวิกฤตได้ดีกว่า
มุมมองวิจัยกรุงศรี
ความเสี่ยงจากภาวะค่าครองชีพสูงและรายได้ชะงักงันต่อครัวเรือนกลุ่มการเงิน “ตึงตัว” อาจส่งผลต่อการบริโภครวมของไทยในระดับหนึ่ง โดยครัวเรือนกลุ่มนี้มีสัดส่วนการใช้จ่ายคิดเป็น 34.3% ของการบริโภครวม ขณะที่ครัวเรือนกลุ่มอื่นยังสามารถรักษาระดับการใช้จ่ายได้ดีกว่า จึงอาจช่วยพยุงการใช้จ่ายในระดับมหภาคและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานได้บ้าง อย่างไรก็ตาม การบริโภคในภาพรวมที่ยังขยายตัวได้อาจบดบังความยากลำบากที่ครัวเรือนกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่
มาตรการบรรเทาค่าครองชีพอาจช่วยลดผลกระทบได้บ้างระยะสั้น แต่ในระยะยาว ไทยควรมุ่งยกระดับโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและยกระดับค่าจ้างให้ครัวเรือนรับมือแรงกดดันในอนาคตได้ดีขึ้น