Krungsri Research Digest (กันยายน 2569)
2 กันยายน 2569
By ทีมวิเคราะห์และพัฒนางานวิจัย
เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง: เมื่อความรักมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง
กระแส Pet Humanization ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว กำลังผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง (Pet economy) และความต้องการสินค้าและบริการที่ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและอายุขัยของสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นถือเป็นภาระสำคัญของเจ้าของสัตว์เลี้ยง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อาทิ ประกันสัตว์เลี้ยง บัตรเครดิต และสินเชื่อเฉพาะทาง จะมีบทบาทมากขึ้นในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย และช่วยให้สัตว์เลี้ยงได้รับการดูแลที่เหมาะสม
ตลาดสัตว์เลี้ยงเติบโตสวนทางกับการเกิด
การเติบโตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยคนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกใช้ชีวิตโสดหรือสร้างครอบครัวโดยไม่มีบุตร ส่งผลให้สัตว์เลี้ยงเข้ามามีบทบาทเติมเต็มความผูกพันทางอารมณ์ในฐานะ “ลูก” หรือ “สมาชิกของครอบครัว” มากขึ้น
ในประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนสุนัขและแมวที่มีเจ้าของเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11.6% ต่อปีในช่วงปี 2565-2569 โดยการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งให้การเลี้ยงสัตว์ได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก
Pet Humanization ดันตลาดพรีเมียม
เมื่อสัตว์เลี้ยงถูกมองเสมือนสมาชิกในครอบครัว เจ้าของจึงให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าพรีเมียม การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน บริการทางการแพทย์ ตลอดจนเทคโนโลยีสุขภาพและการดูแลเฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยงเติบโตตามไปด้วย
นอกจากนี้ กระแสการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงยังส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่อยู่อาศัย โรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ปรับตัวสู่รูปแบบ Pet-friendly มากขึ้น สะท้อนว่าสัตว์เลี้ยงกำลังมีบทบาทในวิถีชีวิตของผู้คนมากกว่าที่เคยเป็นมา
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินกับสัตว์เลี้ยง
แม้ผู้เลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เช่น อาหาร อุปกรณ์ และการดูแลสุขภาพ แต่ค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยอาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและมีมูลค่าสูงเกินกว่าจะรับได้ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสำหรับสัตว์เลี้ยงจึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อบริหารความเสี่ยงและดูแลสภาพคล่องของผู้เลี้ยงสัตว์
ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยงจะช่วยลดความไม่แน่นอนของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในอนาคต ขณะที่บัตรเครดิตและสินเชื่อเฉพาะทางช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการชำระค่ารักษาพยาบาลเมื่อเกิดเหตุจำเป็น นอกจากนี้ ในบางประเทศยังเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เชื่อมโยงกับระบบการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น สะท้อนโอกาสของภาคธุรกิจในการต่อยอดผลิตภัณฑ์ ขยายฐานลูกค้าใหม่ และพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโต
มุมมองวิจัยกรุงศรี
การเติบโตของเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงนับเป็นโอกาสของภาคธุรกิจ รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงิน ในการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งรวมถึงการประกันและดูแลสุขภาพของสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตาม การพัฒนาตลาดประกันสัตว์เลี้ยงในไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากการขาดฐานข้อมูลสุขภาพของสัตว์ ระบบยืนยันตัวตน และมาตรฐานค่ารักษาพยาบาลที่ชัดเจน จึงอาจส่งผลต่อการบริหารความเสี่ยงและการกำหนดเบี้ยประกันของผู้ประกอบการ
ในระยะข้างหน้า ความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินและผู้ประกอบการในธุรกิจสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสถานพยาบาลสัตว์จะช่วยในการรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ ขณะที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงิน และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม
ทิศทางการลงทุนของจีนในไทย และนัยต่อภาคอุตสาหกรรม
จีนลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในประเทศ การกระจายฐานการผลิต และกลยุทธ์ China+1 โดยจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักในไทยทั้งในมิติเงินทุนไหลเข้าและการขอรับการส่งเสริมการลงทุน โดยธุรกิจจีนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC และนิคมอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การลงทุนจากจีนกำลังขยายความครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น และในระยะถัดไป ไทยยังคงมีแนวโน้มได้รับเงินลงทุนต่อเนื่องจากจีน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินไป
กลยุทธ์การลงทุนของจีนในต่างประเทศ
จีนกำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ฐานการผลิตสินค้าของโลก” ไปสู่การเป็นผู้ลงทุนที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางห่วงโซ่อุปทานในหลายภูมิภาค ทั้งนี้ การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของจีนขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า 174.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.1% จากปีก่อน ปัจจัยสำคัญคือความต้องการระบายกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV แบตเตอรี่ และโซลาร์เซลล์ ควบคู่กับการการกระจายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า โดยอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากการเป็นทั้งฐานการผลิต ตลาดที่มีศักยภาพ และจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างจีนกับตลาดโลก
ทิศทางการลงทุนและการย้ายฐานการผลิตของจีนมายังไทย
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากการขยายฐานการผลิตของจีน โดยเงินลงทุนจากจีนในช่วงปี 2564-2568 เติบโตเฉลี่ยปีละ 22.6% ขณะที่มูลค่าโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (+45.3% ต่อปี) จีนจึงก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต เช่น อุตสาหกรรมยางและพลาสติก ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ในระยะหลังการลงทุนจากจีนได้ขยายจากการผลิตสินค้าขั้นปลายไปสู่กิจกรรมต้นน้ำและกลางน้ำมากขึ้น เมื่อผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาตั้งฐานในไทย ก็เริ่มดึงผู้ผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ เครื่องจักร และธุรกิจสนับสนุนเข้ามาตาม ส่งผลให้ระบบนิเวศการผลิตของจีนในไทยมีความครบวงจรมากขึ้น โดย EEC ยังคงเป็นฐานหลัก
แนวโน้มการลงทุนจากจีนในระยะถัดไป
การลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จากแรงผลักระยะยาวทั้งสงครามการค้า ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกิน และอุปสงค์ภายในจีนที่เติบโตช้าลง ขณะที่ไทยยังมีจุดแข็งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิทธิประโยชน์การลงทุน แรงงานที่มีทักษะ และเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่เข้มแข็ง ทิศทางสำคัญในระยะถัดไปคือการขยายการลงทุนสู่ระบบนิเวศที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น เซลล์แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ชิ้นส่วน EV ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และ PCB
มุมมองวิจัยกรุงศรี
แนวโน้มการลงทุนจากจีนอาจทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะ EV และ PCB อย่างไรก็ตาม ไทยควรบริหารจัดการความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะการผลักดันการใช้วัตถุดิบและซัพพลายเออร์ในประเทศ การรักษาสมดุลท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเพียงพอของพลังงานและทรัพยากร
ท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ไทยจะได้รับจากเงินลงทุนจากจีนขึ้นอยู่กับความสามารถของไทยในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ ซึ่งภาครัฐควรมีบทบาทในการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงานและทรัพยากร รวมถึงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานจีนมากขึ้น เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศอย่างยั่งยืน
ย้อนกลับ