เศรษฐกิจโลกปี 2569-2571 มีแนวโน้มเติบโตต่ำ ท่ามกลางการกีดกันทางการค้า และปัญหาเชิงโครงสร้าง: เศรษฐกิจโลกในระยะ 3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเติบโตต่ำราว 3.2% ซึ่งใกล้เคียงกับปี 2568 และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนโควิด-19 หรือช่วงปี 2554–2562 ที่ 3.7% แม้มีแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นทางการคลังในหลายประเทศ รวมถึงการลงทุนในกลุ่มดิจิทัลและ AI แต่หลายปัจจัยยังกดดันการเติบโต อาทิ มาตรการกีดกันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และระดับหนี้ที่สูง รวมทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างในแต่ละประเทศ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ คาดว่าจะขยายตัวราว 2.1% ต่อปีในช่วง 2569–2571 เทียบกับ 2.0% ในปี 2568 แม้จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันผู้อพยพผิดกฎหมาย ซึ่งจะกระทบต่อการผลิตและการจ้างงาน รวมทั้งการบริโภคในประเทศ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการลงทุนในเทคโนโลยี AI จะช่วยยกระดับผลิตภาพในระยะยาว แม้อาจยังมีความเสี่ยงภาวะฟองสบู่ในการลงทุนสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ก็ตาม ทั้งนี้ เฟดอาจสิ้นสุดวงจรการปรับลดดอกเบี้ยภายในปี 2569 ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ปรับขึ้นในกรอบจำกัด เศรษฐกิจยูโรโซน คาดว่าการเติบโตในช่วงปี 2569–2571 จะทรงตัวต่ำที่ราว 1.3% ต่อปี เทียบกับ 1.2% ในปี 2568 แม้จะมีปัจจัยหนุนจากนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายในเยอรมนี ผนวกกับภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัวในหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯและการชะลอตัวของภาคการผลิตยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ทั้งนี้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมท่ามกลางเงินเฟ้อที่เข้าใกล้กรอบเป้าหมายที่ 2% เศรษฐกิจญี่ปุ่น คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 0.6% ต่อปีในช่วงปี 2569–2571 จาก 1.1% ในปี 2568 เนื่องจากภาคการผลิตมีแนวโน้มอ่อนแอและการส่งออกมีทิศทางชะลอตัว ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างไรก็ตาม แรงหนุนจากนโยบายการคลังเชิงรุกที่มุ่งบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่เข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจาก 4.8% ในปี 2568 สู่ระดับเฉลี่ย 4.1% ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน เช่น วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ภาระหนี้ภาครัฐและเอกชน กำลังการผลิตส่วนเกิน สังคมสูงวัย และสงครามการค้าและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม มาตรการสำคัญที่จะช่วยประคับประคองแรงส่งการเติบโต ได้แก่ การกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน การสนับสนุนกำลังการผลิตที่มีคุณภาพใหม่ (New Productive Forces) การควบคุมการแข่งขันทางด้านราคา (Anti-Involution) การบรรเทาภาระหนี้สินของรัฐบาล นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งการเร่งฟื้นภาคอสังหาริมทรัพย์

เศรษฐกิจไทยในระยะ 3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเติบโตช้าและต่ำกว่าระดับศักยภาพ ปัจจัยฉุดรั้งทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยคาดว่าช่วงปี 2569-2571 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 2.1% ต่อปี โดยเติบโตต่ำต่อเนื่องใกล้เคียงกับปี 2568 (ภาพที่ 2) ซึ่งนับเป็นอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตช่วง 10 ปีก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 (ปี 2553-2562) ที่ 3.6% ท่ามกลางแรงกดดันจาก
การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยของสหรัฐฯ ในอัตรา 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 และผลของ Payback Effect จากการที่คำสั่งซื้อถูกเร่งดำเนินการล่วงหน้าในปี 2568 ภาคส่งออกจึงมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่ไม่แน่นอนและมีแนวโน้มกีดกันทางการค้ายังเพิ่มความเปราะบางให้กับภาคการผลิตและการจ้างงาน
ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศในช่วงรัฐบาลรักษาการหรือการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นช่วงต้นปี 2569 อาจกระทบการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก รวมถึงการจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่อาจล่าช้าเล็กน้อย
หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้พื้นที่ในการดำเนินนโยบายการคลัง (Fiscal space) เหลือน้อยลง และจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงปี 2569–2571
แม้หนี้ครัวเรือนของไทยจะทยอยลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 86% ของ GDP ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2568 นับเป็นระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน-5 ขณะที่รายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้าอาจกดดันการบริโภคภาคเอกชนและจำกัดประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบางประการที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจอยู่บ้าง อาทิ (1) ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากที่หดตัวลงในปี 2568 เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนยังกังวลด้านความปลอดภัย แต่อาจได้แรงหนุนจากแรงส่งการเติบโตของการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงการเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศและเส้นทางบินใหม่จากจีนและอินเดีย จึงคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 35.5 ล้านคนในปี 2569 และปรับเพิ่มเป็น 37.5-39.5 ล้านคนในปี 2570-2571 และ (2) การลงทุนภาคเอกชนที่มีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ BOI ยังได้ดำเนินมาตรการ “Thailand FastPass” เพื่อเร่งรัดให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมฯ ตั้งแต่ปี 2566 ถึงต้นปี 2568 มูลค่าลงทุนราว 4.8 แสนล้านบาท สามารถเริ่มลงทุนจริงได้เร็วขึ้น

ในระยะ 3 ปีข้างหน้า (ปี 2569-2571) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและเติบโตในอัตราต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอาเซียน-5 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าเศรษฐกิจกลุ่มอาเซียน-5 จะขยายตัวเฉลี่ยราว 4.2% ต่อปี ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ทั้งความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ขณะที่ยังต้องเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง การขาดแคลนแรงงานและผลิตภาพแรงงานที่อยู่ในระดับต่ำ ตลอดจนภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงซึ่งจะจำกัดการบริโภคภาคเอกชนและลดความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการคลัง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยง แม้จะมีการเลือกตั้งในปี 2569 ก็ตาม แต่หากขาดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการรักษาวินัยทางการคลัง อาจส่งผลทางลบต่อแรงส่งการเติบโตและอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพในระยะปานกลาง
ห่วงโซ่การผลิตที่มุ่งสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อความยั่งยืน (Upstream resilience) ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน และการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากนโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้าทั่วโลกไม่เพียงแค่จีน ตลอดจนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ล้วนส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานของโลกเกิดความไม่มั่นคง ซึ่งเอื้อต่อการขยายฐานลงทุนของประเทศมหาอำนาจสู่ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย โดยอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงในการขยายการลงทุนใหม่ (Greenfield investment) ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มสินค้าหรือบริการสมัยใหม่ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน (ได้แก่ สินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล พลังงานสะอาด และวัสดุพื้นฐานที่รองรับอุปกรณ์อัจฉริยะและยานยนต์รุ่นใหม่) (ภาพที่ 3) ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตสมัยใหม่ที่จะช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น จากเดิมที่ยังต้องพึ่งการนำเข้าสินค้าต้นน้ำเหล่านี้เป็นหลัก ปรากฏการณ์นี้เป็นไปตามทิศทางการปรับตัวด้านอุปทานของโลกที่เห็นได้ตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤต COVID-19 สะท้อนจากดัชนีบ่งชี้ด้านความเข้มข้นของการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ในสายการผลิต (Import intensity of production) ที่ทยอยปรับลดลงตั้งแต่ช่วงปี 2554-2562 (ภาพที่ 4) ซึ่งหลังจากนั้น การลงทุนโดยตรง (FDI) ที่มุ่งสู่ประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียรวมทั้งไทยก็ยังคงเน้นอุตสาหกรรมต้นน้ำมากกว่าปลายน้ำ โดยเฉพาะจีนกลายเป็นประเทศผู้นำที่มีการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเทียบเคียงสหรัฐฯ ภายใต้การแข่งขันด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น
ในระยะต่อไป การลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน อันจะช่วยรองรับความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและสงครามเทคโนโลยีที่จะรุนแรงมากขึ้น

การสร้างห่วงโซ่มูลค่าจากความร่วมมือเชิงบูรณาการในภูมิภาค (Regional cooperation and integration: RCI) การสร้างพันธมิตรในภูมิภาคเดียวกันจะมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและรักษาความสามารถในการแข่งขันร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างภูมิภาคที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยการรวมกลุ่มจะเน้นเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่มูลค่าภายในภูมิภาค (Regional value chain) (ภาพที่ 5) ซึ่งนอกจากการร่วมมือด้านการค้าแล้ว ยังมีแนวโน้มขยายไปสู่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ได้แก่ การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับภูมิภาคเอเชียในปัจจุบัน การสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่มูลค่าส่วนใหญ่จะเน้นเชื่อมโยงในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล อุปกรณ์ด้านพลังงานสะอาด ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และวัสดุพื้นฐาน โดยรูปแบบความร่วมมือจะเน้นสร้างความแข็งแกร่งของฐานการผลิตในอุตสาหกรรมต้นน้ำมากขึ้น (ภาพที่ 6) อย่างไรก็ตาม แม้เสาหลักของความร่วมมือฯ จะยังคงเป็นด้านการค้า การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่รูปแบบของความร่วมมือในอนาคตจะเน้นการเชื่อมโยงด้านเทคโนโลยีและโครงข่ายดิจิทัลระหว่างกัน (Technology and digital connectivity) ภายในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิกอาเซียนซึ่งความร่วมมือด้านนี้เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา (ภาพที่ 7) เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นพัฒนาโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมไฟเบอร์ออปติก แลกเปลี่ยนข้อมูลแบบข้ามประเทศ รวมถึงโครงการความร่วมมืออื่นๆ ทางด้านดิจิทัล

สงครามการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดการลงทุน (Investment incentive war) ประเทศที่เป็นฐานการผลิตโดยเฉพาะในเอเชียต่างต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยการกีดกันการค้าจากประเทศมหาอำนาจ ทำให้แต่ละประเทศเร่งดึงดูดการลงทุน โดยแข่งขันกันให้สิทธิประโยชน์ (Investment incentive) จนกลายเป็นสงครามในรูปแบบใหม่ที่แข่งกันด้วยมาตรการจูงใจนักลงทุน โดยจะเห็นได้จากจำนวนการให้สิทธิประโยชน์ในการดึงดูดเงินลงทุนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแก่ภาคการผลิตและภาคบริการที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก (ภาพที่ 8) ทั้งในรูปแบบการยกเว้นและลดภาษี รวมถึงขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (ภาพที่ 9-10) จนเป็นที่มาของนโยบาย Global Minimum Tax (GMT) ซึ่งองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กำหนดให้แต่ละประเทศต้องเก็บภาษีเงินได้อย่างน้อย 15% กับบริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนดำเนินธุรกิจและมีรายได้เกิน 750 ล้านยูโรต่อปี โดยทยอยมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2567-2568 ตามความพร้อมของแต่ละประเทศ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม แม้นโยบาย GMT อาจช่วยลดทอนความรุนแรงของสงครามการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้บ้าง แต่คาดว่าประเทศกำลังพัฒนาจะยังคงแข่งขันเพื่อดึงดูดเงินลงทุนกันต่อไป รวมถึงไทยซึ่งยังคงเสียเปรียบในด้านความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) อีกหลายด้าน โดยผลสำรวจของ IMD ปี 2568 พบว่าภาพรวมความสามารถในการแข่งขันของไทย (IMD World Competitiveness Ranking) ลดลงสู่อันดับที่ 30 จากอันดับ 25 ในปี 2567 (ภาพที่ 11) ในด้าน (1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (จากอันดับ 5 เป็นอันดับ 8) (2) โครงสร้างพื้นฐาน (จาก 43 เป็น 47) (3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (จาก 20 เป็น 24) และ (4) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (จาก 24 เป็น 32) ยิ่งทำให้การใช้เครื่องมือดึงดูดการลงทุนยังมีความจำเป็นในแข่งขันบนเวทีโลก

การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าจีนเพื่อระบายอุปทานส่วนเกิน สร้างแรงกดดันต่อสินค้าท้องถิ่นทั่วโลก กำลังการผลิตสินค้าภาคอุตสาหกรรมของจีนที่สูงเกินความต้องการของตลาดภายใน (Industrial Overcapacity) สะท้อนได้จากระดับสินค้าคงเหลือของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง (ภาพที่ 12) สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดลงขณะที่การลงทุนส่วนเกินในสินทรัพย์ถาวรยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในสินค้ากลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ตลอดจนเครื่องจักรอุปกรณ์ไฟฟ้า ไปจนถึงอาหาร ผลิตภัณฑ์ยา และเคมีภัณฑ์บางประเภท (ภาพที่ 13-14) ซึ่งต่างจากอดีตที่กำลังการผลิตส่วนเกินของจีนจะอยู่ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น สิ่งทอ เหล็ก และอะลูมิเนียม) เป็นส่วนใหญ่ เมื่อผนวกกับความได้เปรียบด้านต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าเนื่องจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of scale) และแรงกดดันจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น ทำให้จีนเร่งระบายสินค้าส่วนเกินเหล่านี้สู่ตลาดโลก จนทำให้หลายประเทศออกมาตรการภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน โดยเฉพาะสหรัฐฯ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเป็น 102.5% จากเดิม 27.5% (มีผล 27 กันยายน 2568) และสหภาพยุโรปบวกเพิ่มภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในช่วง 7.8-38.1% จากเดิม 10% (มีผล 4 กรกฎาคม 2568) รวมถึงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-dumping duties) และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing duties) ที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น โลหะและพลาสติก

ความท้าทายต่อผู้ประกอบการไทยในระยะข้างหน้า คือ (1) สินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนที่ไหลทะลักเข้ามา จะกดดันผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ด้วยการประหยัดจากขนาด รวมถึงประเด็นการถ่ายโอนสินค้าผ่านประเทศที่สามหรือสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ทั้งในรูปของการใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกต่อ และการนำเข้าชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากจีนในสัดส่วนสูงเพื่อการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสี่ยงต่อการถูกสหรัฐฯ ตัดสินว่าเข้าข่ายการ “สวมสิทธิ์” และอาจถูกตอบโต้รุนแรง และ (2) การขยายฐานการผลิตมาสู่อาเซียนรวมถึงไทย เพื่อถ่ายโอนกำลังการผลิตที่ล้นเกินในจีนมาสู่ตลาดเป้าหมายในอาเซียนโดยตรง แม้ในด้านบวกจะช่วยพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของบางอุตสาหกรรม แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการเดิมของไทยที่ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุน นอกจากนี้ การขยายฐานดังกล่าวอาจใช้ไทยเป็นเพียงฐานการประกอบ แต่ใช้ชิ้นส่วนและแรงงานนำเข้าจากจีนทั้งหมด จึงสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่การผลิตของไทยได้จำกัด
เศรษฐกิจดิจิทัล คือพลังขับเคลื่อนหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ แม้กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกมีทิศทางชะลอตัว แต่การลงทุนด้านดิจิทัลยังขยายตัวได้เฉลี่ยสูงถึง 10–12% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลก โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนสูงกว่าโครงการอื่นที่เป็นการลงทุนใหม่ (Greenfield investment) ของกลุ่มบริษัทข้ามชาติในประเทศกำลังพัฒนา ตลอดช่วงปี 2563-2567 ที่ผ่านมา (ภาพที่ 15) และในช่วงดังกล่าว ไทยอยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศที่มีมูลค่าเงินลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์สูงสุดภายใต้แผนการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ (ภาพที่ 16) (ที่มา: UNCTAD, 2025) เพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI, Cloud computing, และ Data analytics และรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อันจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ได้แก่ Smart electronics, ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation vehicles) และบริการดิจิทัล ภายใต้ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย อย่างไรก็ตาม โอกาสของการลงทุนดังกล่าวมาพร้อมกับปัจจัยท้าทายในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะความเพียงพอของแหล่งพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดผลสำเร็จ (Enabling factor) ของการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ (ภาพที่ 17) เนื่องจากธุรกิจนี้จำเป็นต้องใช้พลังงานสะอาดเพื่อสอดรับกับเป้าหมายความยั่งยืนที่มุ่งสู่สังคมสีเขียวเต็มรูปแบบในอนาคต แต่อุปทานด้านพลังงานหมุนเวียนในไทยยังต้องได้รับการพัฒนาให้มีปริมาณที่มากพอเพื่อให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง นอกจากนี้ การบรรลุจุดหมายดังกล่าวยังต้องเผชิญอุปสรรคทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น เช่น ภัยธรรมชาติ ตลอดจนความล่าช้าในการออกระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนระบบสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ให้เป็นรูปธรรมได้ทันเวลา (ที่มา: Direct PPA โอกาสใหม่เสริมความยั่งยืนให้ธุรกิจไทย, Krungsri Research 2025)


ภาวะโลกรวน (Global climate disruption) จากวัฏจักรของการเกิดปรากฏการณ์ลานีญาและเอลนีโญที่สั้นลง ภาวะแปรปรวนของภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ นอกจากจะทำให้อุณหภูมิของโลกมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ (ภาพที่ 18) แล้ว ยังเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังทำลายความสมดุลในวัฏจักรน้ำของโลก จากวงจรการระเหยของน้ำและกลั่นตัวเป็นฝนที่จะหมุนเวียนกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว โดยผลของก๊าซเรือนกระจกจะทำให้อากาศบนท้องฟ้าสามารถดูดซับความชื้นได้มากขึ้น ก่อนจะปล่อยออกมาเป็นฝนตกหนักรุนแรงอันจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ขณะเดียวกันก็เร่งการระเหยของน้ำได้เร็วขึ้น ทำให้เกิดภัยแล้งได้ โดยเมื่อพิจารณาจากค่าดัชนี ONI Index ในช่วง 40 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2528-2568) พบว่าช่วงระยะห่างของการเกิดภาวะเอลนีโญ (El Niño) ไปยังลานีญา (La Niña) ลดเหลือเพียง 6-8 เดือน (ปี 2545-2568) จากเดิม 24-26 เดือน (ปี 2528-2544) สอดคล้องกับระยะห่างการเกิดลานีญาไปยังเอลนีโญที่ลดเหลือเพียง 6-8 เดือนเช่นกัน จากเดิม 16-18 เดือน (ภาพที่ 19) เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะภูมิอากาศผันผวนแบบสุดขั้วระหว่าง "น้ำท่วม" และ "ภัยแล้ง" สลับกันในระยะเวลาที่สั้นลงและรุนแรงขึ้น

โดยช่วงปี 2569-2571 ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญกับภาวะโลกรวนที่อาจสร้างความเสียหายต่อภาคประชาชนและเศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรีได้ประเมินผลกระทบของภาวะโลกรวนที่จะมีต่อภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งแต่ภาคเกษตรตลอดจนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ดังนี้

การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและกระแสการดูแลสุขภาพ เอื้อต่อการพัฒนาห่วงโซ่บริการสมัยใหม่ด้านสุขภาพ
การเข้าสู่สังคมสูงวัยทั่วโลกก่อให้เกิดเศรษฐกิจสีเงิน (Silver economy) ซึ่งสร้างโอกาสและความท้าทายต่อภาคธุรกิจทั่วโลก จากความต้องการสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุทั้งด้านสุขภาพ การเงิน ที่อยู่อาศัย เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว โดยองค์การสหประชาชาติคาดว่าภายในปี 2597 ผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 พันล้านคน จาก 830 ล้านคนในปี 2567 ในจำนวนนี้ กว่า 1 พันล้านคนเป็นผู้สูงอายุในทวีปเอเชีย ทำให้ภูมิภาคนี้จะกลายเป็นตลาดผู้สูงอายุขนาดใหญ่ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการดูแลสุขภาพ โดยคาดว่าในปี 2576 มูลค่าตลาด Silver economy ทั่วโลกจะสูงถึง 5.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 2.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย 7.9% ต่อปี4/ การเข้าสู่สังคมสูงวัยจะทำให้ความต้องการบริการด้าน Wellness เพิ่มขึ้น ธุรกิจที่ตอบโจทย์ Silver economy จึงมักผสานแนวคิดด้าน Wellness รวมไว้ด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี (Wellness economy) ซึ่งตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การฟื้นฟูร่างกาย และการสร้างสมดุลชีวิต มีแนวโน้มเติบโตเร็วเช่นกัน โดยคาดว่าในปี 2572 จะมีมูลค่าสูงถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7.6% ต่อปี
ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างยิ่งยวด (Super-Aged Society) ภายในปี 2573 ด้วยสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงกว่า 25% ของประชากรทั้งหมด จึงเป็นโอกาสสำหรับภาคธุรกิจที่จะเร่งพัฒนาห่วงโซ่บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร โดยในปี 2566 เศรษฐกิจเพื่อสุขภาพของไทยมีมูลค่าราว 40.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 28.4% จากปี 2565 ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์ข้างต้นและมีศักยภาพการเติบโตสูง ได้แก่ (1) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งภาครัฐมีนโยบายให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ” (Medical & Wellness Hub) ระดับสากล ผ่าน 6 ธุรกิจ ได้แก่ นวดแผนไทย สมุนไพร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์การแพทย์มูลค่าสูง (ATMPs) และสุขภาพบุคคลและความงาม (2) อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี และ (3) อาหารเพื่อสุขภาพ ที่ตอบโจทย์การป้องกันโรค นอกจากนี้ ภาครัฐยังให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจด้านการแพทย์ การดูแลสุขภาพ และการวิจัยผลิตภัณฑ์สุขภาพ สำหรับความท้าทายสำคัญ คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ จะส่งผลให้ต้นทุนด้านบุคลากรปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีเงินลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อทดแทนแรงงานค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ การขับเคลื่อนสู่ Medical & Wellness Hub ตามนโยบายรัฐยังต้องเผชิญปัญหาบุคลากรคุณภาพไม่เพียงพอ (เช่น แพทย์ นักโภชนาการ และผู้เชี่ยวชาญด้าน Wellness) และการแข่งขันรุนแรงจากประเทศคู่แข่งที่เน้นเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสุขภาพแห่งภูมิภาคเช่นเดียวกัน

เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของภาคธุรกิจทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ท่ามกลางภาระต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้น เป็นผลจากกฎระเบียบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น และขยายครอบคลุมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยมาตรการที่บังคับใช้ในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
มาตรการที่กำหนดให้ธุรกิจต้องรายงานปริมาณคาร์บอนและรับภาระต้นทุนการปล่อยคาร์บอน เช่น (1) มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ในสหภาพยุโรป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 สำหรับสินค้า 6 กลุ่ม (ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม และไฮโดรเจน) ผู้ส่งออกจึงอาจมีภาระต้องจ่ายราคาคาร์บอน (เริ่มปี 2569) ขณะที่บางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา กำลังพิจารณานำ CBAM มาใช้เช่นกัน และ (2) การชดเชยและการลดคาร์บอนในภาคการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) ภาคบังคับ (มีผลปี 2570) จะเพิ่มภาระต้นทุนแก่ธุรกิจการบินทั่วโลก
มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และกฎหมายการสอบทานธุรกิจด้านความยั่งยืน (CSDDD) ของสหภาพยุโรป ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ภาคบังคับในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดย CSDDD มีแนวโน้มเกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ (อาทิ นอร์เวย์และรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ) ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่เป็นคู่ค้าต้องตรวจสอบและปรับตัวตามกฎหมายเหล่านี้
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจของไทยมีแนวโน้มต้องเผชิญกฎระเบียบหรือมาตรการในประเทศที่เข้มงวดขึ้น สอดคล้องกับทิศทางของโลกและเป้าหมาย Net Zero ใหม่ของไทยในปี 2593 (จากเดิม 2608) ดังนี้
กลไกภาคบังคับ ภาครัฐอยู่ระหว่างพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเร่งผลักดันให้นำกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมาใช้ อาทิ การเก็บภาษีคาร์บอน (สินค้าน้ำมัน) และการจัดตั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น ซีเมนต์ โลหะ และปิโตรเคมี
กลไกภาคสมัครใจ อาทิ การกำหนดมาตรฐานกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Thailand Taxonomy) ซึ่งปัจจุบันครอบคลุม 6 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคพลังงาน การขนส่ง การเกษตร การผลิต อสังหาริมทรัพย์ และของเสีย จะกระตุ้นให้ธุรกิจเหล่านี้เร่งเปลี่ยนผ่านการดำเนินงานให้สอดคล้องตามเกณฑ์ Taxonomy เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน
วิจัยกรุงศรีประเมินว่ามาตรการด้านความยั่งยืนทั้งในระดับโลกและระดับประเทศจะเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของภาคธุรกิจไทย โดยความท้าทายสำคัญเกิดจากการควบคุมต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในด้าน (1) การวัด รายงาน และทวนสอบคาร์บอน (MRV) หรือต้นทุนการตรวจสอบธุรกิจ (Due Diligence) (2) ต้นทุนการปล่อยคาร์บอน และ (3) ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ความยั่งยืน โดยธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วกว่าคู่แข่งจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นทั้งด้านการค้า การลงทุน และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับความยั่งยืน อาทิ ธุรกิจด้าน MRV ธุรกิจที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และธุรกิจเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Tech) จะได้อานิสงส์จากทิศทางการมุ่งสู่ Net Zero ของทุกภาคส่วน ภาคธุรกิจของไทยจึงควรตระหนักถึงความสำคัญและเร่งปรับรูปแบบธุรกิจเพื่อเกาะเกี่ยวกระแสความยั่งยืนที่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจทั่วโลก

ภาคอสังหาริมทรัพย์
การผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value: LTV) โดย ธปท. กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันอยู่ที่ 100% ในกรณี (1) มูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท สำหรับสัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และ (2) มูลค่าหลักประกัน 10 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับสัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป (มีผล 1 พฤษภาคม 2568 –30 มิถุนายน 2569) เพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง บรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ซื้อบ้านเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
มาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัย โดย (1) ลดค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% และ (2) ลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์จากเดิม 1% เหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่และมือสองที่มีวงเงินไม่เกิน 7 ล้านบาท (มีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึง 30 มิถุนายน 2569) เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจซื้อบ้านใหม่และบ้านมือสอง ช่วยให้ผู้ประกอบการระบายอุปทานคงค้างและเพิ่มกระแสเงินสด รวมถึงกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน สร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ
กฎระเบียบหรือมาตรการที่อยู่ระหว่างศึกษา พิจารณา หรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(ร่าง) พระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ จะขยายสัญญาการเช่าจาก 30 ปี เป็น 99 ปี แบ่งเป็น (1) การแก้ไขระยะเวลาสัญญาเช่าจากไม่เกิน 30 ปี เป็นไม่เกิน 50 ปี และ (2) เมื่อครบกำหนดเช่าตามข้อ (1) สามารถต่อสัญญาได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 49 ปี รวมทั้ง 2 สัญญาไม่เกิน 99 ปี โดยการต่อสัญญาครั้งที่ 2 ต้องทำเป็นหนังสือจดทะเบียนกับเจ้าพนักงานกรมที่ดิน มิเช่นนั้นจะถือเป็นโมฆะ (ล่าสุดกระทรวงมหาดไทยเปิดรับฟังความเห็นร่างกฎหมายผ่านเว็บไซต์กรมที่ดินและสื่อสาธารณะ) วัตถุประสงค์เพื่อเสริมความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติและผู้พัฒนาโครงการในระยะยาว เนื่องจากสามารถวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังส่งผลบวกต่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น โครงการมิกซ์ยูส หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่ต้องใช้เวลาคืนทุนยาว กระตุ้นการลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น
(ร่าง) พระราชบัญญัติอาคารชุด จะขยายเพดานการถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติเป็น 75% (จากเดิม 49%) ภายใต้เงื่อนไข (1) จำกัดเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดที่ต่างชาตินิยมซื้อ (กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา) (2) จำกัดขนาดโครงการไม่เกิน 5 ไร่ (3) จำกัดสิทธิการบริหารจัดการนิติบุคคลของต่างชาติต้องไม่เกิน 49% และ (4) แต่ละท้องถิ่นสามารถออกกฎหมายเพิ่มเติมโดยอิสระได้ เช่น ไม่สร้างบนที่ดินเกษตรกรรม หรือไม่อยู่ในเขตความมั่นคงทางทหาร เป็นต้น (ล่าสุด อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเบื้องต้น) จุดประสงค์เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ กระตุ้นยอดขายและการพัฒนาโครงการใหม่ในพื้นที่เป้าหมายหลัก (กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา) ตลอดจนช่วยลดอุปทานคงค้างของคอนโดมิเนียม และเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ ทั้งยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นจากการจ้างงานและการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เงื่อนไขด้านพื้นที่และขนาดโครงการจะช่วยรักษาสมดุลและป้องกันผลกระทบต่อการถือครองที่อยู่อาศัยของคนไทย
ภาคการผลิต
สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน (Anti-Dumping and Countervailing Duties: AD/CVD) สินค้าแผงโซลาร์เซลล์ที่นำเข้าจากไทย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา (มีผล 21 เมษายน 2568) โดยไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงตั้งแต่ 375.19 - 972.23% ส่งผลให้ไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและส่วนแบ่งตลาดแผงโซลาร์เซลล์ในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศเพิ่มขึ้น จึงอาจช่วยชดเชยการสูญเสียตลาดส่งออกได้บางส่วน
กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องเร่งพัฒนาสินค้าด้วยการปรับปรุงกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภาครัฐ
กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์กระเบื้องหลังคา (เฉพาะด้านประสิทธิภาพพลังงาน) ประเภทคอนกรีต คอนกรีตเสริมประกอบ ดินเผา และซีเมนต์เส้นใย เพื่อควบคุมคุณสมบัติของกระเบื้องในการจัดการความร้อน ซึ่งจะช่วยลดความร้อนในอาคารและประหยัดพลังงาน ผู้ผลิตจึงต้องเร่งปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค
กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศห้ามจัดตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตหรือเหล็กแท่งเล็กทุกขนาดทั่วประเทศ (มีผล 10 กันยายน 2568) เพื่อแก้ไขปัญหาอุปทานส่วนเกินและกำลังการผลิตทรงตัวระดับต่ำ (Under Utilization) รวมถึงรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ สำหรับผู้ผลิตรายเดิมต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่สูงกว่าเดิม และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม (Green steel) เพื่อให้สามารถแข่งขันกับเหล็กนำเข้า (โดยเฉพาะจากจีนที่มีการปรับปรุงคุณภาพสินค้าเช่นกัน) และตลาดโลกได้
คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุนมีมติให้เก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) จากเหล็กนำเข้า ประเภทเหล็กกล้าไร้สนิมรีดเย็น ชนิดม้วน แผ่น และแถบ ที่มีความหนาตั้งแต่ 0.3-3.0 มิลลิเมตร ความกว้างไม่เกิน 1,320 มิลลิเมตร จำนวน 33 รายการ (มีผล 11 ตุลาคม 2568 - 10 ตุลาคม 2573) ผลจากมีการทุ่มตลาดจากเหล็กเวียดนามซึ่งสร้างความเสียหายแก่อุตสาหกรรมเหล็กของไทย คาดว่าผู้ผลิตไทยจะมียอดขายและส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น หรือลดการขาดทุนได้
อุตสาหกรรมยานยนต์
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีสาระสำคัญ ดังนี้
ปรับลดเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้แคบลง และเพิ่มจากเดิม 4 ระดับเป็น 5 ระดับ ได้แก่ CO2<100 กรัม/กิโลเมตร (กม.), 100-120 กรัม/กม., 121-150 กรัม/กม., 151-200 กรัม/กม. และ >200 กรัม/กม. เพื่อส่งเสริมให้ยานยนต์ลดการปล่อยก๊าซ CO2 และประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น
กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าตามปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 สำหรับรถ HEV (Hybrid Electric Vehicle) และ PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ดังนี้
รถ HEV และ MHEV5/ ที่ปล่อย CO2 ไม่เกิน 120 กรัมต่อกม. กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตคงที่ 6-9% และ 10-12% ตามลำดับ โดยค่ายรถยนต์ที่ขอรับการสนับสนุนต้องมีการลงทุนผลิตรถยนต์ไฮบริดในประเทศ ใช้ชิ้นส่วนมูลค่าสูงที่ผลิตในประเทศ และติดตั้งระบบ Advanced Driver-Assistance Systems (ADAS) ตามข้อกำหนดของ BOI
รถ PHEV ความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 cc กรณีวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าระยะทางไม่ต่ำกว่า 80 กม./การประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง และถังน้ำมันไม่เกิน 45 ลิตร อัตราภาษีอยู่ที่ 5% ส่วนกรณีวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าระยะทางต่ำกว่า 80 กม. /การประจุไฟฟ้า 1 ครั้ง และถังน้ำมันมากกว่า 45 ลิตร จัดเก็บอัตรา 10% สำหรับรถ PHEV ที่ความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 cc เก็บภาษีอัตรา 30% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569
ปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ICE (Internal Combustion Engine) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซ CO2 แบบขั้นบันได ทุก 2 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2569 ดังนี้
รถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 cc แบ่งเป็น ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569- 31 ธันวาคม 2570 จัดเก็บภาษีอัตรา 13-34% ช่วงที่ 2 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2571-31 ธันวาคม 2572 อัตรา 14-36% และ ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2573 เป็นต้นไป อัตรา 15-38%
รถยนต์นั่งความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 cc จัดเก็บภาษีอัตรา 50% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV จาก 8% เหลือ 2% เพื่อส่งเสริมการใช้และผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ตามมติคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติซึ่งกำหนดเป้าหมายการผลิตยานยนต์แบบ ZEV (Zero Emission Vehicle) ที่สัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573
ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของรถกระบะและอนุพันธ์ของรถกระบะ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการปล่อยก๊าซ CO2 การสนับสนุนพลังงานเชื้อเพลิงทดแทน Biodiesel และส่งเสริมให้ใช้และผลิตรถกระบะไฟฟ้าแบบ BEV และแบบ FCEV (Fuel Cell Electric Vehicle) โดยกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิต 2% และ 0% ของราคาจำหน่าย ตามลำดับ
ปรับอัตราภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์ ICE และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าทั้งแบบ HEV และแบบ PHEV ตามการปล่อยก๊าซ CO2 ดังนี้ ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569-31 ธันวาคม 2572 จัดเก็บภาษีอัตรา 4% (สำหรับการปล่อย CO2 <50 กรัม/กม.) อัตรา 6% (CO2 51-90 กรัม/กม.) อัตรา 10% (CO2 91-130 กรัม/กม.) และอัตรา 20% (CO2 >130 กรัม/กม.) และช่วงที่ 2 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2573 เป็นต้นไป จัดเก็บภาษี 5-25%
คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติปรับเงื่อนไขการคำนวณจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 โดยสำหรับยานยนต์ที่ผลิตและส่งออกไปต่างประเทศตั้งแต่ปี 2568 ให้นับ “การผลิต 1 คัน เป็นการผลิตชดเชย 1.5 คัน” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตขยายตลาดส่งออก โดยคาดว่าจะทำให้จำนวนยานยนต์ไฟฟ้าส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 12,500 คันในปี 2568 และ 52,000 คันปี 2569 นอกจากนี้ยังขยายเวลาจดทะเบียนออกไปอีก 1 เดือนให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริง (มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 สามารถจดทะเบียนภายใน 31 มกราคม 2569 และ 31 มกราคม 2571 ตามลำดับ) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในการวางแผนธุรกิจ
ภาคพลังงาน
แผนปฏิรูปพลังงานเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Carbon-neutral Economy) คาดมีผลบังคับใช้ปี 2569 ได้แก่ (1) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP2024) (2) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas plan) (3) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) (4) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) และ (5) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil plan) เพื่อให้ไทยบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net-zero GHG emission) ภายในปี 2608 คาดว่าจะหนุนให้ภาคธุรกิจลงทุนในด้านที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น อาทิ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจผลิตและนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน
การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (ร่าง PDP2024) และแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP 2024) จะพิจารณาจัดสรรโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2 ช่วง คือ (1) ช่วงปี 2564-2573 และ (2) ช่วงปี 2574-2580 กำหนดให้มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด/พลังงานหมุนเวียนใหม่ ณ ปี 2580 ไม่น้อยกว่า 50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด (ที่มา: ร่าง PDP2024, EPPO) ซึ่งจะเอื้อให้ภาคเอกชนขยายกำลังการผลิตและเพิ่มการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ ดังนี้ (1) กลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ได้แก่ พลังงานลม ก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ (ทั้งแบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน / แบบติดตั้งบนพื้นดิน / ติดตั้งบนหลังคา) และ (2) กลุ่มผลิตไฟฟ้าจากขยะ (ขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม) และชีวมวล
ภาคเกษตรกรรม
กรมประมงปรับปรุงกฎหมาย 71 มาตราใน (ร่าง) พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมงปี 2558 (คาดว่าจะถูกนำมาพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในปี 2569) อาทิ เพิ่มพื้นที่การทำประมงพื้นบ้าน กำหนดให้ผู้ขอใบอนุญาตต้องมีสัญชาติไทย ปรับบทลงโทษ และยกเลิกกฎหมายซ้ำซ้อน เพื่อจัดระเบียบการประมง รักษาทรัพยากร คุ้มครองแรงงาน และฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมประมงโดยรวม ทั้งช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และลดปัญหาการกีดกันการค้าในตลาดต่างประเทศจากมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น รวมถึงช่วยสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ตลอดจนช่วยกระจายรายได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต
ภาคบริการโรงแรม
กระทรวงมหาดไทยออกกฎยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการประกอบธุรกิจโรงแรม พ.ศ. 2567 เป็นเวลา 2 ปี โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงแรมที่ถึงกำหนดชำระในช่วง 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2569 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า คาดว่าจะหนุนให้โรงแรมขนาดเล็กที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ หรือสามารถนำเงินไปใช้ในการบำรุงรักษาโรงแรมหรือใช้จ่ายในด้านอื่นๆ
ภาคสิ่งแวดล้อม
มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU Carbon Border Adjustment Mechanism: EU CBAM) ที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 โดยผู้ส่งออกสินค้าที่กำหนดต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าที่ส่งไป EU และเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ส่งออกต้องรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้า และอาจต้องจ่ายราคาการปล่อยคาร์บอน ทำให้มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนเข้มข้น
การชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation: CORSIA) โดยองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization: ICAO) กำหนดให้สมาชิก 193 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยต้องมีกลไกการปรับลดคาร์บอน 2 ส่วน คือ (1) การวัด รายงาน และทวนสอบปริมาณคาร์บอนจากเที่ยวบินระหว่างประเทศเป็นประจำทุกปี และ (2) การชดเชยการปล่อยคาร์บอนซึ่งเกินเกณฑ์ที่กำหนดด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิต โดยช่วงปี 2567-2569 การเข้าร่วมกลไกดังกล่าวยังอยู่ในภาคสมัครใจ และตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปจะถูกปรับเป็นภาคบังคับ ส่งผลให้ธุรกิจการบินจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น
กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) กำหนดให้สินค้าส่งออกและนำเข้า 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน วัว ไม้ กาแฟ โกโก้ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น ถุงมือยาง และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ต้องได้รับการตรวจสอบและรายงานที่มาของสินค้าว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า โดย EUDR เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านเมื่อ 29 มิถุนายน 2566 และจะมีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับสินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ยางพารา รองลงมา ได้แก่ ไม้ และปาล์มน้ำมัน
กฎหมายการสอบทานธุรกิจด้านความยั่งยืน (Corporate Sustainability Due Diligence Directive: CSDDD) ของสหภาพยุโรป กำหนดให้ธุรกิจขนาดใหญ่ตรวจสอบและรายงานความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมตลอดห่วงโซ่อุปทาน เช่น การควบคุมการปล่อยมลพิษ การคุ้มครองแรงงานและสิทธิมนุษยชน กฎหมายดังกล่าวจะทยอยบังคับใช้ตั้งแต่ 25 กรกฎาคม 2567 (ระยะเปลี่ยนผ่าน) ก่อนบังคับใช้จริงทุกประเทศในสหภาพยุโรปตั้งแต่ 26 กรกฎาคม 2570 เป็นต้นไป คาดว่าจะส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของยุโรปเพิ่มขึ้น (อาทิ บริษัทที่ส่งออกหรือลงทุนในยุโรป) โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ยางพารา และค้าปลีก
ประเทศไทยเตรียมประกาศเป้าหมาย Net Zero ใหม่เป็นปี 2593 เร็วขึ้น 15 ปีจากเป้าหมายเดิมปี 2608 ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มเผชิญนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะภาคพลังงานและการขนส่ง (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 2 ใน 3 ของทั้งประเทศ) ที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่การใช้แหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำมากขึ้น รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรมที่ลดคาร์บอนยาก (Hard-to-abate sector) เช่น ซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และเหล็ก ซึ่งต้องปรับกระบวนการผลิตให้ปล่อยคาร์บอนลดลง
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเตรียมออก (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว คาดมีผลบังคับใช้ปี 2569) ซึ่งกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าหมายการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงผลักดันตลาดคาร์บอนในประเทศ อาทิ ภาษีคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานทุกภาคส่วนควบคุมการปล่อยคาร์บอนอย่างจริงจัง
กระทรวงการคลังเตรียมเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) โดยออก (ร่าง) กฎกระทรวงการคลังว่าด้วยการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับกลไกราคาคาร์บอน (ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว คาดเริ่มจัดเก็บภาษีได้ในปี 2569) โดยเริ่มจากสินค้าน้ำมันในอัตรา 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งในระยะแรกจะจัดเก็บจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันจึงไม่กระทบต่อต้นทุนภาษีของผู้บริโภค (เช่น ภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซล 6 บาทต่อลิตร จะแยกออกมาเป็นภาษีคาร์บอน 0.5 บาทต่อลิตร) ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่ใช้มาตรการ CBAM เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งอนุญาตให้นำภาษีคาร์บอน (ที่จ่าย ณ ประเทศต้นทาง) มาหักลบต้นทุน CBAM ได้
กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศออกกฎหมายห้ามนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและราคาพลาสติกในประเทศ โดยมีผลบังคับใช้กับสินค้าตามพิกัดศุลกากรประเภท 39.15 (เศษ เศษตัดและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นพลาสติก) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
ภาคการเงิน
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม6/ประกาศใช้ “พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568” (มีผล 13 เมษายน 25687/) กำหนดให้สถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบริการชำระเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องดำเนินการ ดังนี้ (1) ป้องกันการสวมรอยการเปิดบัญชีและการใช้งาน Mobile Banking และ (2) ต้องระงับการโอนเงินเข้า-ออก และการเปิดบัญชีใหม่สำหรับบัญชีม้าระดับดำ เทาเข้ม และเทาอ่อน รวมถึงตรวจสอบความผิดปกติเพื่อขยายผลต่อไปสำหรับบัญชีม้าระดับน้ำตาลเข้มและน้ำตาลอ่อน ขณะที่ ธปท. ปรับลดระยะเวลาการปลดระงับบัญชีเหลือไม่เกิน 4 ชั่วโมงจากเดิม 72 ชั่วโมงเพื่อไม่ให้ประชาชนผู้สุจริตได้รับผลกระทบมากเกินไป8/
ธปท. ริเริ่มโครงการ Your Data "ข้อมูลของคุณ สู่บริการทางการเงินที่ตอบโจทย์" โดยผู้ใช้บริการสามารถใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนเองที่อยู่กับผู้ให้บริการทางการเงินหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปยังผู้ให้บริการทางการเงินที่ต้องการใช้บริการ (เช่น การสมัครขอสินเชื่อ และการจัดการทางการเงินที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล) ผ่านช่องทางดิจิทัลที่สะดวกและปลอดภัย เพื่อให้ได้รับบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์มากขึ้น สามารถเข้าถึงสินเชื่อด้วยต้นทุนเหมาะสม รวมถึงการวางแผนและบริหารจัดการทางการเงินได้ดีขึ้น ด้านผู้ให้บริการสามารถลดต้นทุนการตรวจสอบความถูกต้องและประมวลผลข้อมูล และสามารถนำข้อมูลไปพัฒนานวัตกรรมและต่อยอดบริการเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจได้
ธปท. กำหนดแนวนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยงจากการใช้ AI ในภาคการเงิน9/ (มีผล 12 กันยายน 2568) ดังนี้ (1) ด้านธรรมาภิบาล ผู้ให้บริการทางการเงินต้องกำหนดความรับผิดชอบในการใช้งาน AI อย่างชัดเจน เช่น การพิจารณาให้มนุษย์มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Human in the loop) หรือกำกับดูแล (Human over the loop) สำหรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์หรืองานที่อาจกระทบต่อลูกค้า หรือการนำ AI มาใช้สื่อสารกับลูกค้าจะต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบ และ (2) ด้านการพัฒนาและความปลอดภัย ผู้ให้บริการทางการเงินควรมีแนวทางป้องกันการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง มีการทดสอบแบบจำลองก่อนและหลังการใช้งาน ติดตามประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์ และทดสอบรูปแบบการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับปรุงแนวทางการป้องกันภัยคุกคามตามมาตรฐานสากล
กระทรวงการคลัง10/ออก“พระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์อยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน” (มีผล 2 ธันวาคม 2568)11/ โดย ธปท. มีอำนาจตรวจสอบกิจการและออกคำสั่งให้ปรับแก้หรือระงับการดำเนินงาน เนื่องจากเป็นธุรกิจการเงินที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อ และมีปริมาณธุรกรรมค่อนข้างสูง จึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง
ธปท. ประกาศรายชื่อผู้ได้รับความเห็นชอบให้จัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) จำนวน 3 ราย ได้แก่ (1) บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (2) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิซ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ (3) บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) WeTechnology Limited KakaoBank Corp. ซึ่งจะทยอยเปิดให้บริการตั้งแต่ 19 มิถุนายน 256912/ เป็นต้นไป โดย Virtual bank จะช่วยขยายบริการทางการเงินสู่กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายขึ้น อาทิ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และลูกค้ารายย่อย (Retail) โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือไม่ได้ทำงานประจำซึ่งไม่ได้รับบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์และเหมาะสม และกลุ่มที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน โดยการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัยและยืดหยุ่น จะช่วยให้มีต้นทุนต่ำลงและตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีขึ้น
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าปัจจัยแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคและภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้น จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรม ที่ต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลก รวมถึงกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อวางรากฐานและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว
1/SLM มักมีพารามิเตอร์อยู่ในช่วงหลักสิบล้านจนถึงไม่เกิน 30,000 ล้านตัวหรือไม่ถึง 1 ใน 5 ของ LLM เมื่อเทียบกับโมเดล GPT-4 ที่พัฒนาโดย OpenAI ซึ่งอยู่เบื้องหลังของ ChatGPT มีข้อมูลมากถึง 100 ล้านล้านพารามิเตอร์
2/เป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวคล้ายกับมนุษย์
3/ดูรายละเอียดได้ที่ แนวนโยบายธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การบริหารจัดการความเสี่ยงของการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์
4/https://www.businessresearchinsights.com/market-reports/silver-economy-market-119281
5/MHEV หรือ Mild Hybrid Electric Vehicle คือรถยนต์ HEV ที่ใช้ไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันต่ำกว่า 60 โวลต์เป็นแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อน
6/คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และร่างพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 68
7/ธปท. กำหนดมาตรฐานของภาคธนาคารในการร่วมรับผิดชอบตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
8/Joint Media Briefing: ความคืบหน้ามาตรการจัดการบัญชีม้า
9/ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การบริหารจัดการความเสี่ยงของการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ (12 กันยายน 2568)
10/Thailand Strengthens Supervision of Car and Motorcycle Hire Purchase and Leasing - Tilleke & Gibbins
11/การกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์
12/ผลการพิจารณาคำขออนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา
สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกขยายตัว 17.6% YoY โดยมีแรงหนุนจาก (1) ภูมิอากาศโลกที่เข้าสู่ภาวะปกติ และปรากฏการณ์ลานีญา ทำให้สภาพอากาศและปริมาณฝนในไทยเอื้อต่อการเพาะปลูก จึงช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตและผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และ (2) เกษตรกรหันมาเพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้นจากแรงจูงใจด้านราคาในปีก่อน ทำให้คาดว่าผลผลิตข้าวเปลือกทั้งปี 2568 จะขยายตัว 2.9-3.9% อยู่ที่ระดับ 34.4-34.8 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 22.4-22.6 ล้านตันข้าวสาร
ปริมาณส่งออกหดตัว -23.1% อยู่ที่ 5.8 ล้านตันข้าวสาร ในช่วง 9 เดือนแรก แรงฉุดจาก (1) สภาพภูมิอากาศโลกที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ทำให้ประเทศผู้ผลิตหลักมีปริมาณผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น (2) อินเดียซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญได้ยกเลิกมาตรการจำกัดการส่งออกข้าว เพื่อระบายผลผลิตและสต๊อกข้าวที่เพิ่มขึ้น (3) ความต้องการนำเข้าที่ลดลงของประเทศคู่ค้า อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จากผลผลิตข้าวในประเทศที่เพียงพอ และ (4) ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของข้าวไทย โดยในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าปริมาณส่งออกข้าวของไทยยังมีทิศทางหดตัวจากการแข่งขันกับอุปทานในตลาดโลกที่สูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวขาว ทำให้ปริมาณส่งออกทั้งปี 2568 มีแนวโน้มหดตัวราว -19.9% ถึง -20.9% อยู่ที่ 7.9-8.0 ล้านตันข้าวสาร
การบริโภคข้าวในประเทศปี 2568 คาดว่าจะหดตัวราว -1.3% ถึง -2.3% อยู่ที่ระดับ 13.6-13.7 ล้านตันข้าวสาร ตามความต้องการในภาคอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ที่คาดว่าจะหดตัว -9.1% ถึง -10.1% อยู่ที่ระดับ 2.5-2.6 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่ความต้องการใช้เพื่อบริโภคทางตรงคาดว่าจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.0-1.0% อยู่ที่ระดับ 11.0-11.2 ล้านตันข้าวสาร โดยปัจจัยฉุดรั้งตลาดในประเทศโดยรวมมาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงตามภาวะเศรษฐกิจ และภาวะชะลอตัวของภาคท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหาร
แนวโน้มปี 2569-2571
ปี 2569 ผลผลิตมีทิศทางขยายตัว 0.8-1.8% อยู่ที่ระดับ 34.9-35.2 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี หรือประมาณ 22.7-22.9 ล้านตันข้าวสาร ปัจจัยบวกจากปรากฏการณ์ลานีญาและภาวะภูมิอากาศที่ปกติ คาดว่าจะทำให้สภาพอากาศ ปริมาณฝน และน้ำในเขื่อนเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ขณะที่ผลผลิตข้าวปี 2570-2571 คาดว่าจะอยู่ที่ 29.9-32.9 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 19.4-21.4 ล้านตันข้าวสาร ลดลง -7.2% ถึง -8.2% สาเหตุหลักจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะกลับมาสร้างความเสียหาย และทำให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง
การส่งออกข้าว คาดว่าจะหดตัวเฉลี่ย -1.3% ถึง -2.3% ต่อปี อยู่ที่ 7.5-8.0 ล้านตันข้าวสารต่อปี ปัจจัยฉุดรั้งได้แก่ (1) การแข่งขันที่รุนแรงจากอุปทานข้าวในตลาดโลกที่มากขึ้นโดยเฉพาะประเทศคู่แข่งหลัก (อาทิ อินเดีย เวียดนาม และปากีสถาน) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น และ (2) อุปสงค์ในการนำเข้าข้าวของประเทศคู่ค้าที่ลดลงเนื่องจากผลผลิตในประเทศที่มากขึ้นและการซื้อล่วงหน้าเพื่อสะสมสต๊อกไว้จำนวนมากในช่วงก่อนหน้า
การบริโภคข้าวในประเทศ คาดว่าจะเติบโต 2.1-3.1% ต่อปี อยู่ที่ระดับ 13.3-14.8 ล้านตันข้าวสารต่อปี โดยปัจจัยหนุนด้านอุปสงค์ ได้แก่ (1) จำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ หนุนความต้องการจากธุรกิจร้านอาหารและโรงแรม (2) อุปสงค์จากอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตอาหารที่จะมีความต้องการข้าวเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปอาหารมากขึ้น (3) การทยอยฟื้นตัวของอุปสงค์เพื่อการบริโภคจากกำลังซื้อที่จะเริ่มกระเตื้องขึ้นตามทิศทางการจ้างงานในภาคธุรกิจต่างๆ และปัจจัยหนุนด้านอุปทานจากการระบายสต็อกข้าวที่มีอยู่สูงภายในประเทศ (Destocking)

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 ดัชนีผลผลิตยางธรรมชาติลดลง -0.5% YoY เนื่องจากมาตรการชะลอการกรีดยางของภาครัฐและเอกชน โดยเลื่อนฤดูกาลเปิดกรีดยางจากเดิมในเดือนพฤษภาคมออกไปอีก 1 เดือน เป็นเดือนมิถุนายน ทำให้ผลผลิตยางดิบลดลงมากในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตยางขั้นต้นทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แม้เกิดอุทกภัยในภาคใต้ช่วงปลายปี แต่ผลกระทบต่ออุปทานวัตถุดิบยังไม่รุนแรง ประกอบกับการนำเข้าวัตถุดิบบางส่วน ทำให้ผลผลิตโรงงานแปรรูปยางพารา (ขั้นกลาง) ยังขยายตัวได้ โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมยางขั้นกลางขยายตัวราว 5.7% YoY จากยางแผ่น (+28.4% YoY) และยางผสม (+30.6% YoY) เป็นหลัก เพื่อรองรับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นจากต่างประเทศ รวมถึงการสำรองเพิ่มเพื่อทดแทนสต๊อกที่ปรับลดลงในช่วงหลายปีก่อนหน้า ทำให้คาดว่าปริมาณการผลิตยางพาราขั้นกลางทั้งปีจะอยู่ที่ 5.1-5.2 ล้านตัน ขยายตัวที่ 2.4-4.4%
ปริมาณส่งออกขยายตัว 6.9% YoY อยู่ที่ 3.4 ล้านตัน ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 โดยเพิ่มขึ้นเกือบทุกผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ยางแผ่นอยู่ที่ 0.3 ล้านตัน (+22.4% YoY) น้ำยางข้นอยู่ที่ 0.6 ล้านตัน (+10.0% YoY) ยางผสมอยู่ที่ 1.3 ล้านตัน (+39.3% YoY) และยางคอมพาวด์อยู่ที่ 0.1 ล้านตัน (+46.0% YoY) แรงหนุนจากความต้องการในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะจากจีนและญี่ปุ่น ทำให้ราคายางส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 14.8% YoY และหนุนมูลค่าส่งออกให้ขยายตัวได้กว่า 22.7% YoY อยู่ที่ 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าการส่งออกจะมีทิศทางชะลอลงจาก (1) ผลกระทบจากนโยบายขึ้นภาษีของสหรัฐฯ อาจลดทอนคำสั่งซื้อทั้งจากสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และ (2) ยางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าทดแทนมีราคาปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ปริมาณส่งออกทั้งปีมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 2.6-4.6% อยู่ที่ 4.4-4.5 ล้านตัน เช่นเดียวกับราคาส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลง 8.3-10.3% ส่งผลให้มูลค่าส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 12.3-14.3% อยู่ที่ 8.7-8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปริมาณการใช้ยางพาราขั้นกลางในประเทศ ในช่วง 9 เดือนแรก ปี 2568 ปรับลดลงในผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ยางแผ่น (-3.7% YoY) น้ำยางข้น (-9.5% YoY) ยางผสม (-9.5% YoY) เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงใช้สต๊อกวัตถุดิบเก่าหรือการนำเข้ายางขั้นกลางมาจากต่างประเทศในการผลิตสินค้าขั้นปลายเพื่อส่งมอบประเทศคู่ค้า ทำให้คาดว่า ปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศทั้งปีจะหดตัว -6.4% ถึง -8.4%
แนวโน้มปี 2569-2571
ปี 2569 ผลผลิตยางพารามีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 4.1-6.1% ต่อปี ปัจจัยหนุนจาก (1) สภาพอากาศและปริมาณฝนที่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตต่อไร่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และ (2) ระดับราคาที่เพิ่มสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรกรีดยางและบำรุงรักษาต้นยางเพื่อเพิ่มผลผลิต อย่างไรก็ตาม ในปี 2570-2571 คาดว่าผลผลิตจะหดตัวเฉลี่ย -1.6% ถึง -3.6% ต่อปี แรงฉุดจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นและปริมาณฝนที่ลดลงในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ และปัญหาโรคใบร่วงยางพาราชนิดใหม่
ในปี 2569 ปริมาณส่งออกคาดว่าขยายตัว 3.8-5.8% แรงหนุนจากความต้องการสะสมสต๊อก (Restocking) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะยานยนต์ ยางรถยนต์ และชิ้นส่วน รองรับแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไป ขณะที่ปี 2570-2571 คาดว่าจะหดตัว -0.8% ถึง -2.8% ต่อปี แรงฉุดจาก (1) ภาวะเอลนีโญที่จะกลับมาทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ (Supply shortage) และ (2) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางขั้นปลายชะลอการซื้อเนื่องจากได้สำรองไว้ล่วงหน้า และเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบจากราคายางที่จะปรับสูงขึ้นจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ
ปริมาณการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มเติบโต 2.2-4.2% ต่อปี แรงหนุนจาก (1) ความต้องการในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยเฉพาะชิ้นส่วนรถยนต์และยางรถยนต์ที่จะทยอยฟื้นตัว (2) ความต้องการในภาคก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนที่น่าจะทยอยฟื้นตัว และ (3) มาตรการภาครัฐในการดูดซับผลผลิตที่คาดว่าจะมีต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา

สถานการณ์ปี 2568
ดัชนีผลผลิตหัวมันสดในช่วง 9 เดือนแรก หดตัว -5.4% YoY แรงฉุดจาก (1) สภาพอากาศที่แห้งแล้งและปริมาณฝนที่น้อยกว่าปกติในช่วงครึ่งแรกของปี 2567 จากปรากฏการณ์เอลนีโญ ก่อนเผชิญอุทกภัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ทำให้ผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยวในปี 2568 ลดลง (2) โรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังคงระบาด ทำให้ผลผลิตและผลผลิตต่อไร่ลดลง ส่งผลต่อเนื่องทำให้เกษตรกรขาดแคลนท่อนพันธุ์เพาะปลูก และ (3) เกษตรกรบางส่วนหันไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงหรือเสี่ยงน้อยกว่า ทำให้คาดว่าปี 2568 ผลผลิตหัวมันสดจะอยู่ที่ 26.8-27.3 ล้านตัน หดตัว -4.5% ถึง -6.5% จากที่หดตัว -6.5% ในปี 2567
ปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังในช่วง 9 เดือนแรก เพิ่มขึ้น 36.6% YoY อยู่ที่ 6.9 ล้านตัน ส่วนมูลค่าปรับลดลง -5.8% YoY ที่ราว 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการปรับลดลงของราคา (-31.1% YoY) จากการแข่งขันที่รุนแรง โดยปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์สำคัญ มีดังนี้
ปริมาณส่งออกมันเส้น อยู่ที่ 3.4 ล้านตัน ขยายตัว 97.5% YoY ตามความต้องการใช้มันเส้นในจีนที่เพิ่มขึ้น 91.3% YoY แรงหนุนจาก (1) ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น และ (2) อุตสาหกรรมต่อเนื่องในจีนใช้เป็นสินค้าทดแทนข้าวโพดในช่วงที่มีราคาสูงกว่ามันเส้น
ปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์แป้งมันอยู่ที่ 3.1 ล้านตัน หดตัว -4.5% YoY จากตลาดส่งออกแป้งมันดิบที่หดตัว -6.2% YoY ตามภาวะแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงทั้งกับสินค้าทดแทนและกับคู่แข่งโดยเฉพาะเวียดนาม ขณะที่การส่งออกแป้งมันดัดแปรขยายตัวเล็กน้อย 0.7% YoY จากการปรับตัวของผู้ประกอบการที่เน้นส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและมีมูลค่าสูงมากขึ้น โดยมีช่องทางตลาดหลากหลายรองรับ
ในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าความต้องการในตลาดจีนจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อมันเส้น ทำให้คาดว่าปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งปี 2568 จะขยายตัว 33.7-35.7% อยู่ทื่ 8.6-8.8 ล้านตัน
ตลาดในประเทศ คาดว่าปริมาณการจำหน่ายในประเทศจะหดตัวราว -2.0% ถึง 0.0% แรงฉุดจากการใช้มันสำปะหลังในการผลิตเอทานอลที่หดตัวราว -8.4% ถึง -10.4% ตามการใช้เชื้อเพลิงในกิจกรรมเศรษฐกิจ ขนส่ง และท่องเที่ยวที่ลดลง แม้ว่าการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ น่าจะยังคงเติบโตได้ราว 1.5-3.5%
แนวโน้มปี 2569-2571
ผลผลิตหัวมันสด คาดว่าจะขยายตัว 1.6-3.6% ในปี 2569 แรงหนุนจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ปริมาณฝน และน้ำในเขื่อนที่เพียงพอจากปรากฏการณ์ลานีญา และภูมิอากาศสภาวะปกติ (Neutral) อย่างไรก็ตาม ในปี 2570-2571 คาดว่าผลผลิตจะหดตัว -1.5% ถึง -3.5% จากสถานการณ์ภัยแล้งที่คาดว่าจะกลับมา ประกอบกับปัญหาของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยังมีต่อเนื่อง
ปริมาณส่งออก คาดว่าจะขยายตัว 9.5-11.5% ในปี 2569 แรงหนุนจาก (1) ความต้องการมันเส้นจากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยสต๊อกข้าวโพดภายในประเทศจีนที่ลดลง (2) อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และ (3) ความต้องการเพื่อความมั่นคงทางอาหารที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี 2570-2571 คาดว่าปริมาณส่งออกจะหดตัว -13.1% ถึง -15.1% ต่อปี แรงฉุดจาก (1) การขาดแคลนอุปทานจากภาวะเอลนีโญที่จะกลับมา และ (2) ผลผลิตข้าวโพดซึ่งเป็นสินค้าทดแทนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในตลาดจีนและตลาดโลก
ตลาดในประเทศ คาดว่าปริมาณความต้องการจะขยายตัว 1.1-2.3% ต่อปี แรงหนุนจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่คาดว่าจะฟื้นตัวตามทิศทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตเอทานอลที่จะได้อานิสงส์จากทิศทางการทยอยฟื้นตัวของธุรกิจขนส่งในภาคท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ตลอดจนจำนวนรถยนต์สะสมที่ใช้น้ำมันแก๊ซโซฮอล์ที่เพิ่มขึ้น

สถานการณ์ปี 2568
ผลผลิตอ้อยเข้าหีบในปี 2567/68 ขยายตัว 12.0% อยู่ที่ 92.0 ล้านตันอ้อย นำไปผลิตน้ำตาลได้ 10.1 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 14.4% แรงหนุนจาก (1) สภาพอากาศและปริมาณฝนที่เอื้ออำนวย และ (2) แรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาขยายการเพาะปลูกใหม่ อาทิ ราคาอ้อยในปีก่อนที่ปรับขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มาตรการเงินสนับสนุนในการเก็บเกี่ยวอ้อยสด และมาตรการเพิ่มรายได้จากใบและยอดอ้อย
ปริมาณส่งออกน้ำตาลและกากน้ำตาลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 5.2 ล้านตันหรือเพิ่มขึ้น 37.8% YoY คิดเป็นมูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือขยายตัว 12.3% YoY แรงหนุนมาจาก (1) ผลผลิตอ้อยที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศและปริมาณฝนที่เอื้ออำนวยมากขึ้น และ (2) การระบายสต๊อกน้ำตาลทรายของผู้ส่งออกไทยที่มีการสำรองไว้มากในปีก่อน ทั้งนี้ ปริมาณส่งออกน้ำตาลและกากน้ำตาลทั้งปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 5.95-6.04 ล้านตัน คิดเป็นการขยายตัว 34.3-36.3% ขณะที่ราคาส่งออกน้ำตาลและกากน้ำตาลของไทยยังคงลดลง -18.5% YoY
การบริโภคน้ำตาลทรายขาวและขาวบริสุทธิ์ในประเทศช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 1.17 ล้านตัน หดตัว -8.8% YoY แบ่งเป็นการบริโภคทางตรง 0.70 ล้านตัน หดตัว -7.5% YoY ผลจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงตามการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหาร และเครื่องดื่ม ท่ามกลางกระแสรักษ์สุขภาพที่ลดทอนความต้องการบริโภคน้ำตาลทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นเดียวกับปริมาณการใช้น้ำตาลในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่อยู่ที่ 0.47 ล้านตัน หดตัว -10.6% YoY โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ถูกกดดันจากมาตรการภาษีความหวานระยะที่ 4 (เพดานสูงสุด) รองลงมาเป็นยา และขนมปัง (รวมเบียร์และสุรา) ทั้งนี้ในช่วงที่เหลือของปี ปัจจัยด้านลบจะยังคงส่งผลกระทบต่อตลาดในประเทศ โดยเฉพาะจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากขึ้น ทำให้คาดว่าปริมาณการใช้น้ำตาลในประเทศปี 2568 จะอยู่ที่ 2.23-2.28 ล้านตัน หดตัวราว -8.5% ถึง -10.5%
แนวโน้มปี 2569-2571
ผลผลิตอ้อยในฤดูกาลผลิตปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 98.8-100.6 ล้านตันอ้อย คิดเป็น 11.0-11.2 ล้านตันน้ำตาล ขยายตัว 9.0-11.0% แรงหนุนจาก (1) ภูมิอากาศโลกเข้าสู่ช่วงภาวะปกติและภาวะลานีญา ซึ่งทำให้สภาพและปริมาณน้ำฝนเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก และ (2) เกษตรกรได้แรงจูงใจด้านราคาที่เพิ่มสูงขึ้นในฤดูกาลเพาะปลูกก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ปี 2570-2571 คาดว่าผลผลิตอ้อยจะหดตัวเหลือ 77.2-92.3 ล้านตันต่อปี คิดเป็น 8.8-10.2 ล้านตันน้ำตาลต่อปี หดตัวราว -10.1% ถึง -12.1% ต่อปี เนื่องจาก (1) สภาพอากาศที่คาดว่าจะร้อนจากผลกระทบของเอลนีโญ ทำให้ผลผลิตลดลง (2) เกษตรกรบางส่วนหันไปปลูกพืชอื่นที่ทนแล้งมากกว่าอ้อย เช่น มันสำปะหลัง ทดแทน และ (3) ต้นทุนเพาะปลูกที่คาดว่าจะยังทรงตัวสูง เกษตรกรจึงลดการบำรุงพืช
ปริมาณส่งออกน้ำตาลและกากน้ำตาลในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 11.9-13.9% อยู่ที่ 6.7-6.8 ล้านตัน แรงหนุนจาก (1) ผู้ผลิตมีอุปทานเพื่อส่งมอบให้คู่ค้าได้มากขึ้นหลังจากปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบอ้อยคลี่คลาย (2) การเข้าสู่รอบใหม่ของการสะสมสต๊อกรองรับอุปสงค์เพื่อความมั่นคงทางอาหารและความต้องการในอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัว และ (3) ความคืบหน้าของการเจรจาการค้า อย่างไรก็ตาม ปริมาณส่งออกน้ำตาลและกากน้ำตาลในปี 2570-2571 คาดว่าจะอยู่ที่ 5.2-5.6 ล้านตันต่อปี หดตัว -11.4% ถึง -13.4% ต่อปี แรงฉุดจาก (1) ปรากฎการณ์เอลนีโญที่คาดว่าจะกลับมาสร้างความเสียหายต่อผลผลิตอ้อย และ (2) การแข่งขันที่รุนแรงจากบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก
การบริโภคในประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 2.9-3.4 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้น 3.4-5.4% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนทั้งจาก (1) การบริโภคโดยตรงตามภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัว และ (2) ความต้องการจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มที่กระเตื้องขึ้น ตามทิศทางการบริโภคของครัวเรือนและภาคบริการโดยเฉพาะร้านอาหารและโรงแรม

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณผลปาล์มที่ใช้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil: CPO) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.8 ล้านตัน (+6.3% YoY) เนื่องจาก (1) สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยมากขึ้น (2) การขยายการเพาะปลูกของเกษตรกรจากราคาที่สูงในปี 2564-2565 (3) มาตรการกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำที่จูงใจของภาครัฐ และ (4) เปอร์เซนต์ของน้ำมันที่สกัดได้จากผลปาล์มเพิ่มขึ้น ทำให้ผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นเป็น 3.0 ล้านตัน (+10.1% YoY) ขณะที่ความต้องการใช้ CPO ในประเทศลดลง -7.0% YoY อยู่ที่ 1.8 ล้านตัน ตามการใช้เพื่อผลิตไบโอดีเซลที่หดตัว -22.8% YoY อยู่ที่ 0.6 ล้านตัน จากการใช้พลังงานในภาคขนส่งที่ปรับลดลงตามภาคธุรกิจและการค้าโดยรวม ที่ซบเซา แม้ว่าการใช้เพื่อผลิตเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ เพิ่มขึ้น 4.6% YoY อยู่ที่ 1.2 ล้านตัน ตามความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องโดยเฉพาะการผลิตเพื่อส่งออกน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ และโอเลโอเคมิคอลที่ยังเติบโตได้ ด้านปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นเป็น 9.5 แสนตัน (+16.7% YoY) ตามความต้องการของประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ อินเดีย (+22.1% YoY) มาเลเซีย (+10.8% YoY) และจีน (+173.2% YoY)
ในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าปัจจัยหนุนและปัจจัยฉุดรั้งก่อนหน้าจะยังส่งผลต่อเนื่อง แม้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี แต่ผลกระทบต่ออุปทานวัตถุดิบยังไม่รุนแรง ทำให้ผลผลิตปาล์มสดที่ใช้ผลิต CPO ทั้งปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 20.4-20.8 ล้านตัน (ขยายตัว 9.4-11.4%) ผลิต CPO ได้ราว 3.6-3.7 ล้านตัน (ขยายตัว 12.2-14.2%) ส่วนปริมาณความต้องการ CPO ในประเทศมีแนวโน้มหดตัว -3.9% ถึง -5.9% ตามความต้องการใช้พลังงานที่หดตัว ทั้งในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ และการเดินทางในภาคท่องเที่ยว ด้านปริมาณส่งออก CPO คาดว่าขยายตัว 22.2-24.2% จากความต้องการสะสมสต๊อกเพื่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงานมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดอินเดีย จากความกังวลอุปทานที่ลดลงจากผู้ส่งออกรายใหญ่ ได้แก่ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เนื่องจากภาวะโรคระบาดและการนำไปใช้ในภาคพลังงานมากขึ้น ช่วยหนุนให้ราคาเฉลี่ยทั้งปีของทั้งผลปาล์มสด และ CPO ในประเทศ รวมทั้งราคาส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์ม เพิ่มขึ้นราว 5.0-10.0%
แนวโน้มปี 2569-2571
ผลผลิตปาล์มสด และ CPO ในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 4.0-6.0% ผลจากภูมิอากาศโลกเข้าสู่ภาวะปกติและภาวะลานีญา ทำให้สภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนเอื้ออำนวยต่อปริมาณผลผลิตมากขึ้น ขณะที่ ปี 2570-2571 คาดว่าอุปทานปาล์มน้ำมันจะหดตัวเฉลี่ย -4.6% ถึง -6.6% ต่อปี แรงฉุดจากปรากฎการณ์เอลนีโญที่จะกลับมา ประกอบกับการระบาดของโรคลำต้นเน่าน่าจะยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง
ปริมาณความต้องการใช้ CPO ในประเทศในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 5.2-7.2% แรงหนุนหลักมาจากมาตรการภาครัฐ ได้แก่ (1) การปรับปริมาณการใช้ CPO ในอุตสาหกรรมพลังงานจาก B5 เป็น B7 และ (2) มาตรการกระตุ้นการบริโภคและการสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ เอื้อต่อความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และโอเลโอเคมิคอล โดยมีแรงหนุนด้านอุปทานจากผลผลิตปาล์มที่ขยายตัว อย่างไรก็ตาม ในปี 2570-2571 คาดว่าปริมาณการใช้จะหดตัวลง -3.4 ถึง -5.4% ต่อปี แรงฉุดจาก (1) ปัญหาด้านสภาพอากาศที่ร้อนทำให้ผลผลิตเสียหายหรือคุณภาพลดลง และ (2) การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ลดทอนความต้องการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ
ปริมาณการส่งออกคาดว่าจะเร่งตัวในปี 2569 อยู่ที่ 28.5-30.5% สาเหตุจาก (1) อินโดนีเซียมีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซลจาก B40 เป็น B50 และ (2) ปริมาณผลผลิตของผู้ส่งออกหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ลดลงจากปัญหาโรคระบาด และการขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยว เอื้อโอกาสให้ไทยส่งออกได้มากขึ้น ขณะที่ในปี 2570-2571 ปริมาณส่งออกคาดว่าจะหดตัว -7.3% ถึง -9.3% ต่อปี เนื่องจากมาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะจำกัดการส่งออกเพื่อให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว ขณะที่อุปทานวัตถุดิบในประเทศลดลงจากภาวะภัยแล้ง

สถานการณ์ปี 2568
ในปี 2568 ผลผลิตไก่เนื้อของไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวได้ไม่สูงนักที่อัตรา 0.8-1.8% แรงหนุนจากราคาไก่ที่ปรับเพิ่มขึ้น จูงใจเกษตรกรให้เพิ่มผลผลิต ขณะที่ตลาดทั้งในประเทศและส่งออกเติบโตชะลอลง จากผลกระทบทางอ้อมของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ทั้งของไทยและประเทศคู่ค้า โดยคาดว่าการบริโภคภายในประเทศจะขยายตัว 0.5-1.5% จาก (1) ผู้บริโภคบางส่วนหันมาบริโภคเนื้อไก่เพิ่มขึ้นแทนเนื้อหมูซึ่งราคาปรับขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเนื้อไก่ (2) ผู้บริโภคกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพเลือกบริโภคเนื้อไก่มากขึ้น เนื่องจากเป็นอาหารสุขภาพที่มีโปรตีนสูง ไขมันน้อย ในราคาเข้าถึงได้ ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง (3) มาตรการภาครัฐในการกระตุ้นการบริโภคในช่วงท้ายปี (ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส มีผล 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568) ในขณะที่ปริมาณการส่งออกในช่วง 9 เดือนแรกขยายตัว 6.1% YoY โดยทั้งปี 2568 คาดว่าปริมาณการส่งออกจะขยายตัว 6.0-7.0% จาก (1) ข้อได้เปรียบของผลิตภัณฑ์จากไก่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก และ (2) การขยายตลาดส่งออกไปสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ยังมีกำลังซื้อและเชื่อมั่นในคุณภาพความปลอดภัยด้านกระบวนการผลิตของไทยตามมาตรฐานฮาลาล ในขณะที่ผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ยังคงจำกัด เนื่องจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่จากไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนน้อย (เพียง 0.003% ของมูลค่าส่งออกไก่แปรรูปทั้งหมดของไทยในปี 2567)
แนวโน้มปี 2569-2571
ปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์ไก่โดยรวมมีทิศทางขยายตัว 1.7-2.7% ต่อปี อยู่ที่ 3.6-3.8 ล้านตันต่อปี รองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับปริมาณจำหน่ายในประเทศที่คาดว่าจะขยายตัว 1.7-2.7% ต่อปี โดยความต้องการยังมีทิศทางชะลอตัวในปี 2569 จากกำลังซื้อที่จะยังซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจ ก่อนจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2570–2571 แรงหนุนจาก (1) กิจกรรมในภาคธุรกิจ ภาคท่องเที่ยว และธุรกิจร้านอาหารที่จะกระเตื้องขึ้น (2) ผู้บริโภคยังมองหาสินค้าราคาเข้าถึงได้ ซึ่งเนื้อไก่ยังเป็นตัวเลือกหลัก และหากไทยนำเข้าข้าวโพดหรือกากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มากขึ้น ก็จะช่วยให้ต้นทุนอาหารสัตว์ปรับลดลง (3) กระแสรักษ์สุขภาพที่นิยมอาหารโปรตีนสูง ไขมันต่ำ (4) เนื้อไก่ตอบโจทย์ด้านศาสนาและความยั่งยืน โดยปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเนื้อหมูหรือเนื้อวัว และ (5) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปพร้อมทานที่หลากหลายและสะดวกต่อวิถีชีวิตเร่งรีบ สำหรับปริมาณส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่คาดว่าเติบโตชะลอลงอยู่ที่ 3.7-4.7% ต่อปี โดยจะมีแรงหนุนการเติบโตจาก (1) การขยายตลาดผ่านความร่วมมือทางการค้า ทั้งกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นตลาดฮาลาล และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สปป.ลาว มาเลเซีย ที่ไทยยังได้เปรียบด้านต้นทุนโลจิสติกส์ (2) ผู้บริโภคต่างประเทศยังเลือกบริโภคโปรตีนที่มีราคาย่อมเยา ท่ามกลางค่าครองชีพสูง (3) ไทยมีชื่อเสียงในมาตรฐานด้านคุณภาพการผลิตไก่แช่แข็ง–แปรรูป อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวยังเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโตของการส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่โดยรวมในปี 2569 ขณะที่ผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ และกัมพูชายังมีไม่มากนัก เนื่องจากทั้งสองตลาดมีสัดส่วนรวมกันยังไม่สูง เพียง 0.3% ของมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่โดยรวมของไทย

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการผลิตขยายตัว 4.6% YoY จากทั้งการผลิตปลาทูน่ากระป๋อง (+3.9% YoY) และปลาซาร์ดีนกระป๋อง (+8.8% YoY) สาเหตุหลักมาจากการเร่งผลิตเพื่อส่งออกก่อนที่มาตรการกีดกันทางภาษีของสหรัฐฯจะมีการบังคับใช้ ด้านปริมาณการบริโภคในประเทศขยายตัวเพียงเล็กน้อยที่ +0.1% YoY โดยแบ่งเป็นปลาทูน่าที่ขยายตัว +6.7% YoY เนื่องจากมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น และตอบโจทย์การบริโภคเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-บน ขณะที่ปลาซาร์ดีนหดตัว -3.1% YoY จากผู้บริโภคลดการกักตุนอาหาร โดยหันไปบริโภคอาหารสดและอาหารนอกบ้านมากขึ้น สำหรับปริมาณการส่งออกปลากระป๋องของไทยหดตัวเล็กน้อยที่ -0.3% YoY อยู่ที่ 442.9 พันตัน คิดเป็นมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+0.2% YoY) โดยปลาทูน่ากระป๋องมีปริมาณการส่งออกลดลงเล็กน้อย (-0.2% YoY) จากการหดตัวของตลาดตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล หลังเร่งส่งออกไปในช่วงก่อนหน้าที่มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อีกทั้งปริมาณส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวชะลอลง (+0.3% YoY) จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทำให้ขณะที่ปริมาณการส่งออกปลาซาร์ดีนกระป๋องหดตัว -1.6% YoY จากอุปสงค์ที่หดตัว โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นตลาดหลัก (-20.6% YoY) ที่หันไปนำเข้าจากประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า และกัมพูชา (-19.1% YoY) จากปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และกระแสการต่อต้านสินค้าไทย
ในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานข้างต้นยังคงส่งผลต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าทั้งปี 2568 ปริมาณการผลิตจะขยายตัว 3.3-4.3% ปริมาณการบริโภคในประเทศคาดว่าจะทรงตัว ส่วนปริมาณการส่งออกคาดว่าจะหดตัว -1.1 ถึง -2.1%
แนวโน้มปี 2569-2571
การผลิตปลากระป๋องคาดว่าจะขยายตัวได้จำกัดเพียง 1.0-2.0% ต่อปี จากผลกระทบต่อเนื่องของนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และข้อจำกัดด้านอุปทานสัตว์น้ำที่จะน้อยลง จากผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและอุณหภูมิน้ำทะเลที่รุนแรงขึ้น ซึ่งไทยยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากการนำเข้าเป็นหลัก การบริโภคในประเทศคาดว่าจะเติบโต 1.0-2.0% ต่อปี ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่ยังมีแนวโน้มซบเซาในปี 2569 ก่อนจะค่อยๆทยอยฟื้นตัว โดยปลาทูน่ากระป๋องยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีจากแรงหนุนของกระแสการดูแลสุขภาพ ส่วนปริมาณการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ย 2.7-3.7% ต่อปี โดยแนวโน้มการส่งออกจะยังขยายตัวได้จำกัดในปี 2569 ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่หลังจากนั้นคาดว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถปรับตัว ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิตและกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศที่อุปสงค์ยังมีศักยภาพในการเติบโตและยอมรับในมาตรฐานด้านการผลิตของไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง

สถานการณ์ปี 2568
ปี 2568 ปริมาณจำหน่ายในประเทศมีทิศทางขยายตัวต่ำเพียง 1.5-2.5% จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และความไม่แน่นอนทางการเมือง แม้ยังมีแรงบวกจากความต้องการอาหารที่มีราคาประหยัดและสะดวก รวมถึงมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นการบริโภคในช่วงสิ้นปี ด้านปริมาณการส่งออกอาหารพร้อมทานคาดว่าจะหดตัว -8.0% ถึง -9.0% (โดย 9 เดือนแรกหดตัว -6.6%YoY) จาก (1) ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีผลต่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากไทย โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย และ (2) ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาและกระแสต่อต้านสินค้าไทยในกัมพูชา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากไทย โดยมีแนวโน้มทั้งปี 2568 รายสินค้า ดังนี้
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: การจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะขยายตัว 1.4-2.4% จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการใช้จ่ายและหันมาเน้นอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มีราคาถูก ในขณะที่การส่งออกคาดว่าจะหดตัว -9.0% ถึง -10.0% (9M25 หดตัว -8.7%YoY) จากการส่งออกไปกัมพูชาที่ลดลง
อาหารสำเร็จรูปแช่เย็นแช่แข็ง: การจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะขยายตัว 1.8-2.8% จากกระแสความนิยมด้านความคุ้มค่าและประหยัดเวลาท่ามกลางการแข่งขันที่สูงจากร้านอาหาร การส่งออกคาดว่าจะหดตัว -14.5% ถึง -15.5% (9M25 หดตัว -12.7%YoY) จากผลของมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ
ซีเรียลพร้อมทาน: การจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะขยายตัวเพียง 0.4-1.4% จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ผู้บริโภคจึงเลือกอาหารที่อิ่มท้องและคุ้มค่ามากกว่า การส่งออกคาดว่าจะหดตัว -2.5% ถึง -3.5% (9M25 ทรงตัว 0.0%YoY) จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
ซุปพร้อมทาน: การจำหน่ายในประเทศคาดว่าหดตัว -0.5% ถึง -1.5% เนื่องจากผู้บริโภคนิยมรับประทานอาหารที่ปรุงสดใหม่ ประกอบกับกระแสรักษ์สุขภาพทั่วโลกโดยเฉพาะการลดอาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลให้ตลาดส่งออกคาดว่าจะหดตัว -10.0 ถึง -11.0% (9M25 หดตัว –10.2%YoY)
แนวโน้มปี 2569-2571
แนวโน้มปริมาณการจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะเติบโตโดยเฉลี่ย 2.3-3.3% ต่อปี จาก (1) วิถีชีวิตที่เร่งรีบทำให้ผู้บริโภคเน้นอาหารที่สะดวกและเก็บได้นาน (2) การใช้เทคโนโลยีช่วยให้ผู้ผลิตเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและพัฒนาสินค้าตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น (3) การขยายตัวของร้านสะดวกซื้อที่เพิ่มช่องทางจำหน่าย และ (4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับร้านค้าและเชฟชื่อดังเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสินค้า อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้อัตราขยายตัวในปี 2569 ยังไม่สูงนัก ก่อนจะค่อย ๆ ปรับสูงขึ้นในปี 2570–2571 ด้านปริมาณการส่งออกอาหารพร้อมทานคาดว่าจะเติบโตโดยเฉลี่ย 2.9-3.9% ต่อปี โดยปี 2569 การเติบโตจะยังจำกัด จาก (1) เศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นช้า (2) มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าไทยสูงขึ้น และ (3) การส่งออกไปกัมพูชาชะลอตัวจากปัญหาชายแดนและกระแสต่อต้านสินค้าไทย อย่างไรก็ตาม การขยายในช่วงปี 2570–2571 มีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้น จาก (1) การทยอยฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศคู่ค้า (2) การขยายตลาดในเอเชีย ภายใต้ FTA และ RCEP โดยเฉพาะอาเซียน ญี่ปุ่น จีน รวมถึงยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ (3) วิถีชีวิตเร่งรีบที่หนุนความต้องการอาหารสะดวก และ (4) ศักยภาพไทยในฐานะครัวของโลกจากความได้เปรียบด้านวัตถุดิบ และความเชื่อมั่นของตลาดคู่ค้าในด้านคุณภาพการผลิตของไทย

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการผลิตหดตัว -5.5% YoY จากทั้งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (-6.3% YoY) และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (-2.3%) ตามอุปสงค์ที่ปรับลดลงเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา และจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง กอปรกับการผลิตเพื่อส่งออกปรับตัวลดลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ด้านปริมาณการจำหน่ายในประเทศหดตัว -4.3% YoY ตามความต้องการทั้งเครื่องดื่มที่มีและไม่มีแอลกอฮอล์ที่ลดลง (-3.5% YoY และ -4.4% YoY ตามลำดับ) จาก (1) อุปสงค์ภายในประเทศที่ซบเซาและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงกดดันการใช้จ่ายของประชาชน (2) จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลง (3) กระแสรักษ์สุขภาพที่ส่งผลให้ผู้บริโภคลดการบริโภคน้ำอัดลมและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะสุรา (-15.1% YoY) สำหรับปริมาณการส่งออกหดตัว -0.7% YoY แรงกดดันมาจากการส่งออกไปยังกัมพูชาซึ่งเป็นตลาดหลัก (คิดเป็น 13.1% ของปริมาณการส่งออกเครื่องดื่มในปี 2567) หดตัว -27.9% YoY จากปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีการปิดด่านการค้าชายแดน รวมถึงกระแสการต่อต้านสินค้าไทยของชาวกัมพูชา ในขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่คิดเป็น 12.3% ของปริมาณการส่งออกเครื่องดื่มในปี 2567 ยังสามารถเติบโตได้ดี (+20.3% YoY) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งสั่งซื้อเครื่องดื่ม โดยเฉพาะประเภทที่ไม่มีแอลกอฮอร์ เช่น น้ำผลไม้ ก่อนที่มาตราการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้ โดยคาดว่าทั้งปี 2568 ปริมาณการผลิตจะหดตัว -6.0% ถึง -7.0% ส่วนปริมาณจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะหดตัว -4.2% ถึง -5.2% ขณะที่ปริมาณส่งออกคาดว่าจะหดตัว -0.5% ถึง -1.5%
แนวโน้มปี 2569-2571
การผลิตคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี รองรับแนวโน้มอุปสงค์ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่คาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงปี 2570-2571 ด้านปริมาณการจำหน่ายในประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.1-3.1% ต่อปี โดยแนวโน้มอุปสงค์จะยังคงซบเซาในปี 2569 ก่อนที่จะทยอยปรับดีขึ้นจากแรงหนุนของ (1) จำนวนนักท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศที่ค่อยๆ ฟื้นตัว (2) การเติบโตของเมืองและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่จะช่วยให้เข้าถึงสินค้าสะดวกขึ้น และ (3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของผู้ประกอบการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาทิ การลดปริมาณน้ำตาล การเสริมวิตามิน หรือสมุนไพรบำรุงร่างกาย รวมถึงการทำการตลาดเพื่อเจาะลูกค้าสมัยใหม่ แม้จะยังมีปัจจัยกดดันสำหรับยอดขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ที่อาจเติบโตในอัตราต่ำลง เนื่องจากผู้บริโภคยุคใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สำหรับปริมาณส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 1.9-2.9% ต่อปี จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวในช่วงปี 2570-2571 แต่อาจยังคงเผชิญหลายปัจจัยกดดันที่จำกัดการเติบโต ได้แก่ (1) ผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลัก (2) ปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีการปิดด่านการค้าและเกิดกระแสการต่อต้านสินค้าไทย (3) การขยายการลงทุนของผู้ผลิตไทยและต่างชาติในประเทศกลุ่ม CLMV ที่อาจลดทอนความต้องการนำเข้าสินค้าเครื่องดื่มจากไทย

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการใช้ไฟฟ้าหดตัว -3.3% YoY สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ซึมลงในไตรมาส 3 ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่ถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ประชาชนระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ตลอดจนภูมิอากาศที่เริ่มเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญา ทำให้การใช้ไฟฟ้าเพื่อทำความเย็นลดลงบ้าง โดยความต้องการใช้ไฟในภาคอุตสาหกรรมหดตัว -2.2% YoY ขณะที่ภาคธุรกิจและครัวเรือนหดตัว -1.6% และ -5.7% YoY ตามลำดับ ด้านความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak demand) อยู่ที่ 34,568.3 เมกะวัตต์ (MW) ในเดือนเมษายน ลดลง -5.2% จากระดับสูงสุดปี 2567 ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าความต้องการใช้ไฟจะปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปลายปี ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟในระบบทั้งปี 2568 หดตัวเฉลี่ย -2.5% ถึง -3.5% เทียบกับที่ขยายตัว 5.2% ปี 2567
การผลิตไฟฟ้าในระบบลดลง -4.0% YoY โดยกลุ่ม IPP (สัดส่วน 25.6% ของการผลิตไฟฟ้าในระบบ) ลดลง -13.9% YoY ขณะที่ SPP และ VSPP (สัดส่วนรวมกัน 28.4%) ลดลง -0.03% YoY ด้าน EGAT (สัดส่วน 28.9%) ผลิตลดลง -5.9% แต่นำเข้าไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน (สัดส่วน 17.1%) เพิ่มขึ้น 11.3% YoY จากแรงจูงใจด้านราคาที่ถูกกว่าต้นทุนในประเทศ สำหรับเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ (สัดส่วน 54.2%) ลดลง -11.8% YoY ขณะที่ถ่านหิน (สัดส่วน 15.0%) และพลังงานหมุนเวียน (สัดส่วน 10.5%) เพิ่มขึ้น 5.3% YoY และ 3.1% YoY ตามลำดับ
กำลังการผลิตติดตั้งสะสมของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (ข้อมูล 7 เดือนแรก) อยู่ที่ 13,015.7 MW1/ เพิ่มขึ้น 31.1% จากสิ้นปี 2567 ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากสิ้นปี 2567 (+92.5% YTD) คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และขยะชุมชนทยอยเข้าระบบเพิ่มเติม ส่งผลให้กำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนสะสมปี 2568 แตะระดับ 14,000 MW ใกล้เคียงเป้าหมาย 14,845 MW
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะขยายตัวเฉลี่ย 2.5–3.5% ต่อปี สอดคล้องกับการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคบริการ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากจากอุตสาหกรรมใหม่ (โดยเฉพาะ Data center) ภายใต้แรงหนุนภาครัฐผ่านแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP2025 อยู่ระหว่างจัดทำ) และโครงการ Direct PPA ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรงผ่านสายส่งของการไฟฟ้าฯ ภาครัฐยังพัฒนาอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (UGT) และใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ดี ความล่าช้าในการออกกฎระเบียบรองรับ และการแข่งขันรุนแรงในตลาดพลังงานหมุนเวียน จะกดดันการลงทุนใหม่ของผู้ประกอบการ โดยรายได้ของผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆ สรุปได้ดังนี้
IPP: รายได้ทยอยฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามความต้องการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการลงทุนต่อเนื่องของผู้ประกอบการ เช่น โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและไฮโดรเจน รวมถึงการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ
SPP: รายได้เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามกิจกรรมของอุตสาหกรรมใน EEC และการผลักดัน SPP Hybrid Firm ตาม PDP2025 และ AEDP2024 อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเทคโนโลยีสะอาดที่มีราคาสูง และความไม่แน่นอนของราคาก๊าซธรรมชาติ นับเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของรายได้
VSPP: รายได้เติบโตในอัตราเร่ง ผลจาก (1) การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (แผน PDP2018) มากกว่า 10,000 MW ภายในปี 2570 และ (2) BOI ให้สิทธิประโยชน์โดยยกเว้นภาษีนิติบุคคลสำหรับโครงการพลังงานสะอาด อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนรายใหม่อาจเผชิญข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ เช่น ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการผลิตไฟฟ้า

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลง -3.3% YoY ผลจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซึมลงและอุณหภูมิที่ลดลงจากการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญา ขณะที่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมีการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไฟฟ้าสีเขียว) มากขึ้น (อาทิ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เริ่มใช้อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว: UGT1)1/ โดยปริมาณการผลิตไฟฟ้าสีเขียวอยู่ที่ 18,102 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (+3.1% YoY) คิดเป็นสัดส่วน 10.5% ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตทั้งหมด ด้านกำลังการผลิตติดตั้งสะสม (ณ เดือนกรกฎาคม 2568) อยู่ที่ 13,016 เมกะวัตต์ (MW)2/ (+31.1% จากสิ้นปี 2567) ซึ่ง 50% เป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (6,510 MW, +92.5% จากสิ้นปี 2567) รองลงมาคือ พลังงานชีวมวล (สัดส่วน 28.8%) พลังงานลม (สัดส่วน 11.9%) และอื่นๆ (เช่น ก๊าซชีวภาพและขยะ สัดส่วน 9.3%)
ปี 2568 คาดว่าการใช้ไฟฟ้าโดยรวมจะลดลง -2.5% ถึง -3.5% โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดทั่วโลก ขณะที่การผลิตไฟฟ้าสีเขียวคาดว่าจะอยู่ที่ 23,900 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (+3.0%) จากกำลังการผลิตที่ทยอยเข้าระบบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 2.5-3.5% ต่อปี โดยเฉพาะไฟฟ้าสีเขียวมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อานิสงส์จาก
ความต้องการใช้พลังงานสะอาดจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแรงกดดันจากคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานและกฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวดขึ้น (อาทิ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป)
การเติบโตต่อเนื่องของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เฉลี่ย 11-12% ต่อปี โดย (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP2024) ระบุว่าความต้องการไฟฟ้าสำหรับ EV จะมีสัดส่วนประมาณ 20% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2580
การเข้ามาลงทุนธุรกิจ Data Center ของบริษัทต่างชาติที่มีนโยบายใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100) อาทิ Google และ Microsoft มีแผนใช้ RE100 ใน Data Center ทั่วโลกภายในปี 2573 ขณะที่บริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในไทยตั้งเป้าหมาย RE100 เช่นกัน อาทิ บริษัทเนสท์เล่ และบริษัทยูนิลีเวอร์ (ภาพที่ 3)
ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.0-5.0% ต่อปี โดยมีแรงหนุนจาก
นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ โครงการรับซื้อไฟฟ้าระยะยาวจากกลุ่ม SPP และ VSPP การให้สิทธิประโยชน์การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนผ่าน BOI และการกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 50% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2580 ตาม (ร่าง) PDP2024 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ใหม่ของไทยในปี 2593 (เร็วขึ้น 15 ปีจากเดิมปี 2608)
ต้นทุนด้านเทคโนโลยีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งราคาปี 2567 ลดลง -42.2% จากปี 2562 และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ลดลง -35.9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ปัจจัยท้าทายมาจาก (1) ความล่าช้าของนโยบายภาครัฐ อาทิ แผน PDP ฉบับใหม่ (อยู่ระหว่างพิจารณา) และการพัฒนาระบบนิเวศพลังงานเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าสีเขียว (2) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตในอัตราต่ำต่อเนื่อง อาจลดทอนความต้องการใช้ไฟฟ้าบางส่วน และ (3) ข้อจำกัดด้านเสถียรภาพและราคาของพลังงานหมุนเวียน

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 8 เดือนแรก อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปลดลง -0.9% YoY โดยการใช้น้ำมันดีเซลหดตัว -2.1% YoY ตามการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่แผ่วลง (ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเฉลี่ย 8 เดือนหดตัว -1.0% YoY) ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันเบนซินและน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 0.6% และ 7.4% YoY ตามลำดับ
ค่าการกลั่นรวม (Gross refinery margins) ของไทยลดลงตามราคาน้ำมันดิบโลก ผลจากเศรษฐกิจโลกเติบโตช้าลง และการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ (เดือน ม.ค.-ก.ย.) เฉลี่ยที่ 70.1 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล (-14.4% YoY) ด้านราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับลดในอัตราสูงกว่าราคาน้ำมันดิบ จากอุปทานน้ำมันจากจีนที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและ E-20 ในประเทศลดลง -16.5% YoY และ -24.0% YoY ตามลำดับ
ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าค่าการกลั่นรวมจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย จากความต้องการเดินทางช่วงเทศกาลปลายปี และอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวภาครัฐ หนุนการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในกลุ่ม Middle Distillate เพิ่มขึ้น จึงคาดว่าปี 2568 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล (-12.3% จากปี 2567) ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปจะเฉลี่ยในช่วง -0.5% ถึง 0.5% จากปี 2567 ส่งผลให้ค่าการกลั่นของไทยลดลงสู่ระดับ 3.5-4.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
แนวโน้มปี 2569-2571
ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 67-70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จากอุปสงค์น้ำมันที่เติบโตช้าตามทิศทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ จะทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเป็นระยะ ด้านทิศทางธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ มีดังนี้
อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 1.5-2.0% ต่อปี สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ระดับเฉลี่ย 1.5-2.5% ต่อปี นำโดยการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มกลับสู่ระดับก่อน COVID-19 ภายในปี 2571 ขณะที่ปริมาณรถยนต์ใหม่ (เครื่องสันดาป) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.0-2.0% ต่อปี และการเติบโตต่อเนื่องของภาคการค้าออนไลน์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินจะอยู่ในช่วง 33.0-34.0 บาท/ลิตร และน้ำมันดีเซลในช่วง 28.0-29.0 บาท/ลิตร
ค่าการกลั่นรวมจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 4.0-5.0 ดอลลาร์สหรัฐ/ บาร์เรล ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5.0 ดอลลาร์ฯ ในช่วงก่อนเกิด COVID-19 (ปี 2555-2562) ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตจะอยู่ที่ระดับ 85.0-90.0% สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่ทยอยเพิ่มขึ้น
ผู้ประกอบการมีแนวโน้มลงทุนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับนโยบาย Net zero emissions ของไทย โดยพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ที่มีค่ากำมะถันต่ำ และนํ้ามันอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งมีราคาสูงกว่าน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ประมาณ 2.5 เท่า จะช่วยเพิ่มรายได้ระยะยาวให้โรงกลั่น

สถานการณ์ปี 2568
ทิศทางอุตสาหกรรมเอทานอลช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. สรุปได้ดังนี้
การใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นเพียง 1.4% YoY เฉลี่ย 3.46 ล้านลิตร/วัน (ช่วงก่อน COVID-19 เติบโตเฉลี่ย 3-4% ต่อปี) ผลจาก (1) เศรษฐกิจไทยเติบโตชะลอลงทั้งภาคท่องเที่ยวและการบริโภค (2) รถ BEV จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นถึง 60.4% YoY และ (3) การปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีม่วงเหลือ 20 บาท (สิ้นสุด 30 ก.ย.2568) ทำให้ความต้องการใช้เอทานอลชะลอลง ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าความต้องการใช้เอทานอลจะกระเตื้องขึ้นจากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี ทำให้มีการท่องเที่ยวและการจัดกิจกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มซบเซา ทำให้การเดินทางและการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด จึงคาดว่าการใช้เอทานอลปี 2568 จะอยู่ที่ 3.48 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปี 2567
การผลิตเอทานอลอยู่ที่ 3.48 ล้านลิตร/วัน (-5.6% YoY) โดยเอทานอลจากกากน้ำตาลอยู่ที่ 2.07 ล้านลิตร/วัน (-0.9% YoY) มันสำปะหลัง 1.24 ล้านลิตร/วัน (-12.1% YoY) และน้ำอ้อย 0.17 ล้านลิตร/วัน (-8.7% YoY) ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าการผลิตเอทานอลจะเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับอุปสงค์ที่กระเตื้องขึ้น ส่งผลให้ปี 2568 การผลิตเอทานอลจะลดลง -1.4% YoY ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตจะเฉลี่ยที่ 49.6% ลดลงจาก 52.2% ในปี 2567
ราคาเอทานอลอ้างอิงลดลงเฉลี่ย -35% YoY หรือ 20 บาทต่อลิตร จากราคากากน้ำตาล (-69.9% YoY เฉลี่ย 5.6 บาทต่อกิโลกรัม) และมันสำปะหลัง (หัวมันสดและมันเส้น -33.2% YoY และ -21.4% YoY เฉลี่ย 1.6 และ 5.3 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับ) ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาลลดลง -62.7% YoY เฉลี่ยที่ 31.0 บาทต่อลิตร ขณะที่เอทานอลจากหัวมันสดและมันเส้นลดลง -21.7% และ -14.7% YoY เฉลี่ยที่ 18.3 และ 21.9 บาทต่อลิตร ตามลำดับ
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการใช้เอทานอลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.5-1.5% ต่อปีที่ระดับ 3.5-3.6 ล้านลิตรต่อวัน ดังนี้
กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ นำโดยภาคท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 39 ล้านคนภายในปี 2571
จำนวนรถยนต์สะสมที่ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.5-1.5% ต่อปี โดยรถยนต์รุ่นใหม่สามารถรองรับการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 ได้ทั้งหมด
นโยบายภาครัฐส่งเสริมให้ใช้เอทานอลมากขึ้น อาทิ แนวโน้มการใช้แก๊สโซฮอล์ E20 เป็นเบนซินเกรดพื้นฐาน และการใช้เอทานอลในภาคอุตสาหกรรม (เช่น พลาสติกชีวภาพ) รวมถึงการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ
ผู้ประกอบการเอทานอลจะเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินต่อเนื่อง จากอุปสงค์ที่เติบโตช้า ทั้งยังต้องติดตามประเด็น “การอนุญาตให้นำเข้าเอทานอลจากสหรัฐฯ” ซึ่งอยู่ใน “กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” (Reciprocal Trade Framework” ที่อาจซ้ำเติมปัญหาดังกล่าวให้รุนแรงขึ้น

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 8 เดือนแรก การผลิตไบโอดีเซล (B100) ลดลง -18.9% YoY โดยอยู่ที่ 3.85 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปริมาณการใช้หดตัว -25.3% YoY อยู่ที่ 3.4 ล้านลิตร/วัน ผลจากการชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชน (ครึ่งแรกของปี +2.3% YoY) และภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวช้ากว่าคาด อีกทั้งผู้บริโภคจำกัดการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าชะลอลง กดดันความต้องการใช้น้ำมันดีเซลลดลงตามมา
ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าความต้องการใช้ไบโอดีเซลจะเพิ่มขึ้น จากความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งได้แรงหนุนจากมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” และการเดินทางช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปี ช่วยกระตุ้นการผลิตและการขนส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยที่เติบโตแผ่วลง ทำให้ความต้องการใช้ไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นไม่มาก โดยทั้งปี 2568 คาดว่าการผลิตไบโอดีเซลจะเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านลิตร/วัน (-14.4% จากปี 2567) ขณะที่ปริมาณการใช้เฉลี่ย 3.6 ล้านลิตร/วัน (-18.0%) ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงมาที่ 33.5% เทียบกับ 39.1% ปี 2567
ช่วง 9 เดือนแรก ราคาไบโอดีเซลปรับสูงขึ้น 9.7% YoY ตามราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ผลจากผลผลิตปาล์มลดลงมากในช่วงไตรมาสแรก จากภาวะภัยแล้งและอุทกภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ โดยสต็อก CPO ลดลง -32.4% YoY ขณะที่ราคาเฉลี่ย CPO และไขน้ำมันปาล์ม (Palm stearin) เพิ่มขึ้น 11.6% YoY (37.1 บาท/กิโลกรัม) และ 11.3% YoY(37.5 บาท/กิโลกรัม) ตามลำดับ
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการใช้ไบโอดีเซลมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3.6-3.8 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-2.5% ต่อปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ที่ระดับ 1.5-2.5% ต่อปี จากแรงส่งด้านการท่องเที่ยว ทำให้ความต้องการเดินทางและขนส่งสินค้าสูงขึ้น
ธุรกิจ E-commerce ของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย e-Conomy SEA 2024 คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐปี 2567 เป็น 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ย 15.0% ต่อปี อันจะหนุนความต้องการรถขนส่งเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะรถปิกอัพ
จำนวนรถเครื่องยนต์ดีเซลสะสมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี จากปรากฏการณ์ลานีญา (ปี 2568-2569) ทำให้ปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตปาล์มดิบขยายตัวเฉลี่ย 2.5-3.5% ต่อปี หนุนความต้องการใช้รถเพื่อขนส่งผลผลิตทางการเกษตร
นโยบายส่งเสริมภาครัฐ ได้แก่ (i) แนวโน้มการใช้ B7 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน จาก B5 ในปัจจุบัน จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ไบโอดีเซล (B100) และ (ii) Oil Plan 2024 กำหนดสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลที่ 6.6-7.0% ในระยะแรก ซึ่งเป็นระดับที่ได้รับการรับรองจากผู้ผลิตรถยนต์ภายใต้มาตรฐาน Euro 5 และสามารถเพิ่มสัดส่วนผสมได้ในช่วง 5.0-9.9% ในระยะถัดไป ตามความเหมาะสมด้านราคา สต็อกน้ำมันปาล์ม และการรับรองจากผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก การบริโภคผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 4.6% YoY ตามการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้ความต้องการ Ethylene (+7.3% YoY) Polyethylene (+6.8% YoY) และ Polypropylene (+10.1% YoY) เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตโดยรวมเติบโตชะลอลง สะท้อนจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว -1.0% YoY ทำให้การใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางประเภทปรับลดลง ด้านปริมาณส่งออกขยายตัว 9.6% YoY จากการเร่งส่งออกไปประเทศคู่ค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหลายประเภทลดลงจากภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาดโลก ขณะที่ราคาวัตถุดิบตั้งต้นมีทิศทางปรับลดตามราคาน้ำมันดิบโลก (ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ลดลง -14.4% YoY) ช่วยประคอง Spread ให้ทรงตัวหรือปรับขึ้นเล็กน้อย
ช่วงที่เหลือของปี คาดว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐและการเข้าสู่เทศกาลปลายปี จะหนุนความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคกระเตื้องขึ้น ส่งผลให้ปี 2568 ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในประเทศจะเพิ่มขึ้น 4.0-5.0% จากปี 2567 ขณะที่ปริมาณส่งออกจะขยายตัว 8.5-9.5% โดยตลาดปิโตรเคมีช่วง 9 เดือนแรก สรุปได้ดังนี้
แนฟทา: ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 607 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (-12.1% YoY) ตามราคาน้ำมันดิบ โดยปี 2568 คาดว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 600.0 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้น: Spread ของ Ethylene เฉลี่ยที่ 261.5 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (-1.6% YoY) และ Propylene เฉลี่ย 191.9 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (+13.3% YoY) ทั้งปี 2568 คาดว่า Spread จะอยู่ที่ 260.0 และ 190.0 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ตามลำดับ
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลาย: Spread ของ HDPE เฉลี่ย 28.8 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (-1.5% YoY) ขณะที่ Polypropylene เฉลี่ย 104.3 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน (+0.5% YoY) สำหรับปี 2568 คาดว่า Spread จะเฉลี่ยที่ 27.0 และ 104.0 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ตามลำดับ
แนวโน้มปี 2569-2571
การบริโภคผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในประเทศและปริมาณส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-2.5% ต่อปี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก (IMF คาดจะเติบโตเฉลี่ย 3.0-3.2% ต่อปี) และเศรษฐกิจไทย (เฉลี่ย 1.5-2.5% ต่อปี) หนุนความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะถูกจำกัดจากปัจจัย อาทิ การห้ามใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง กำลังการผลิตใหม่จากจีนและตะวันออกกลางทำให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกินของเม็ดพลาสติกบางประเภทในตลาดโลก และการหลั่งไหลของผลิตภัณฑ์พลาสติกจากจีนเข้าสู่ไทย ปัจจัยข้างต้นทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีบางประเภทปรับลดลง ส่งผลให้ spread มีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจแคบลงในบางผลิตภัณฑ์
ผู้ประกอบการมีแนวโน้มทยอยปรับสายการผลิตสู่เม็ดพลาสติกชนิดพิเศษ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ (Specialty products) และตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมกลุ่ม S-curve รวมถึงการผลิตเม็ดพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Biodegradable plastics) และการจัดตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (Recycled plastics) คุณภาพสูงแบบครบวงจรระดับ Food grade เพื่อตอบสนองกระแสรักษ์โลกและการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ยอดขายยามีทิศทางเติบโตในอัตราชะลอลง จากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ (ข้อมูลครึ่งแรกของปี) ผู้ป่วยโรคเฝ้าระวัง +48.0% YoY และโรคทางเดินหายใจโรค +58.5% YoY ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติยังเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลไทยต่อเนื่อง ทว่ากำลังซื้อที่ซบเซาทำให้ผู้บริโภคซื้อยาเฉพาะที่จำเป็นมากขึ้น และเงื่อนไขประกันสุขภาพแบบ Co-payment (มีผล มี.ค. 68) ทำให้การใช้บริการการแพทย์ที่ไม่จำเป็นลดน้อยลง ช่วงที่เหลือของปีซึ่งเข้าสู่ฤดูหนาว คาดว่าจะมีผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อสูงขึ้น ส่งผลให้มูลค่าจำหน่ายยาทั้งปี 2568 เติบโตที่ 3.5-4.5% เทียบกับ 4.5-5.5% ในปี 2567 โดยช่วง 9 เดือนแรก สรุปได้ดังนี้
การบริโภคยาในประเทศ1/ เพิ่มขึ้นจากโรคตามฤดูกาลที่รุนแรงขึ้น (อาทิ ช่วงครึ่งปีแรก โรคไข้หวัดใหญ่ +80.4% YoY และปอดอักเสบ +36.6% YoY) จำแนกเป็น ยาเม็ด (สัดส่วน 52.8% ของมูลค่ายาทั้งหมด) +1.6% YoY ยาแคปซูล (สัดส่วน 7.3%) +4.8% YoY และยาฉีด (สัดส่วน 6.2%) +6.7% YoY ส่วนยาน้ำ และยาครีม (สัดส่วน 19.3% และ 8.7%) -9.8% และ -4.8% YoY ตามลำดับ
ปริมาณส่งออกยาเพิ่มขึ้น 8.4%YoY ขณะที่มูลค่าลดลง -3.5%YoY ผลจากราคายารักษาโรค (สัดส่วน 93.4%) ลดลง -5.6% YoY โดยตลาดหลัก CLMV (สัดส่วน 42%) -10.6% YoY อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกวัคซีน (สัดส่วน 6.6%) เพิ่มขึ้น 39.4% YoY จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากในตลาดฮ่องกง (+44.3% YoY) ด้านการนำเข้ายาเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ (+11.7% YoY) และมูลค่า (+6.9% YoY) ส่วนหนึ่งเป็นการนำเข้าวัคซีนจากประเทศยุโรปและเอเชีย (เช่น เยอรมนี สหรัฐฯ อิตาลี เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน) โดยประเทศที่ไทยนำเข้ายาเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เบลเยียม และจีน (สัดส่วนรวมกัน 15.4% ของมูลค่านำเข้ายาทั้งหมด) +11.3% YoY ขณะที่การนำเข้ายาจากอินเดียมีปริมาณเพิ่มขึ้น 26.0% YoY แต่มูลค่าลดลง -2.5% YoY
แนวโน้มปี 2569-2571
มูลค่าจำหน่ายยาในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ย 4.0-5.0% ต่อปี จากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ผนวกกับความต้องการยารักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สูงขึ้น (2) นโยบายรัฐทำให้เข้าถึงยาได้ง่ายขึ้น อาทิ การขยายสิทธิการรักษาภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ และบริการ Telemedicine (3) ความต้องการยาเพื่อดูแลสุขภาพในระยะยาว ซึ่งรวมถึงยานวัตกรรมใหม่ เช่น ยารักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) และยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) และ (4) ภาคเอกชนขยายการลงทุนธุรกิจ Health & Wellness มากขึ้น ทั้งในรูปแบบโรงพยาบาลเอกชน คลีนิกโรคเฉพาะทางและคลีนิกความงาม
ผู้ผลิตยาของไทยมีแนวโน้มเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต โดยเฉพาะยาชีววัตถุ และยาเฉพาะทาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการพึ่งพาการนำเข้า อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน การวิจัยและพัฒนา และการยอมรับของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้คนไทยเข้าถึงยาในกลุ่มนี้ได้จำกัด


สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ปุ๋ยเคมีได้อานิสงส์จาก (1) สภาพอากาศเอื้อต่อการเพาะปลูก จูงใจให้มีการใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ โดยดัชนีผลผลิตกลุ่มพืชผลสำคัญ +6.6% YoY (เช่น ข้าวเปลือก +17.6% YoY) และกลุ่มไม้ผล +16.5% YoY และ (2) “โครงการลดราคาปุ๋ยเคมีเพื่อเกษตรกร ปี 2568” ของภาครัฐ ช่วยให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตลดลง ทว่าราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดต่อเนื่อง (ดัชนีราคาสินค้ากลุ่มพืชผลสำคัญลดลง -12.5% YoY) กดดันรายได้เกษตรกรให้ปรับลดเกือบทุกกลุ่มสินค้า ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยลดลงระดับหนึ่ง จึงคาดว่าความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 5.5-5.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเพียง 0.5-1.0% จากปี 2567 โดยสถานการณ์ปุ๋ยเคมี สรุปได้ดังนี้
ปริมาณนำเข้าแม่ปุ๋ย (สัดส่วน 69.2% ของปริมาณนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด) และปุ๋ยผสม (สัดส่วน 30.8%) อยู่ที่ 5.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.8% YoY คิดเป็นมูลค่า 8.1 หมื่นล้านบาท (+2.0% YoY) โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากจีน (สัดส่วน 19.5% ของปริมาณนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด) +17.8% YoY และมาเลเซีย (สัดส่วน 6.2%) +17.1% YoY ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะมีการนำเข้าปุ๋ยเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการเพาะปลูก และสะสมสต็อกบางส่วนเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุน เนื่องจากราคาปุ๋ยในตลาดโลกมีทิศทางปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณนำเข้าปุ๋ยทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 5.5% จากปี 2567
ปริมาณส่งออกปุ๋ยเคมีอยู่ที่ 3.5 แสนตัน ลดลง -15.1% YoY คิดเป็นมูลค่า 5.9 พันล้านบาท (-11.3% YoY) โดยการส่งออกไปกัมพูชา (สัดส่วน 34.0%) ลดลง -34.4% YoY และเวียดนาม (สัดส่วน 0.4%) -81.4% YoY ส่วน สปป.ลาว (สัดส่วน 41.8%) และเมียนมา (สัดส่วน 16.3%)เพิ่มขึ้น +17.6% YoY และ +8.3% YoY ตามลำดับ ผลจากลาวมีโครงการพัฒนาการเกษตรที่ต้องการปุ๋ยคุณภาพสูง ขณะที่เมียนมามีการส่งเสริมให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกและการพัฒนาระบบชลประทาน อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณส่งออกปุ๋ยทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 3.5-4.0 แสนตัน ลดลง -26.0% ถึง -35.0% จากปี 2567
ต้นทุนนำเข้าปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามราคาปุ๋ยเคมีโลก โดยราคานำเข้าแม่ปุ๋ยเฉลี่ยที่ 12,599 บาทต่อตัน (+0.5% YoY) และปุ๋ยผสมเฉลี่ย 19,203 บาทต่อตัน (+1.0% YoY) อย่างไรก็ดี โครงการลดราคาปุ๋ยเคมีจากภาครัฐ ทำให้ราคาขายปุ๋ยในประเทศปรับลดลง อาทิ ราคาขายปลีกปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ลดลง -2.5% YoY และปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ลดลง -3.0% YoY)
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการใช้ปุ๋ยมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นที่ระดับเฉลี่ย 5.65-5.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.0-2.0% จากปี 2568 ปัจจัยหนุนจาก (1) กำลังซื้อในประเทศมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามทิศทางเศรษฐกิจไทย (2) ความต้องการบริโภคอาหารพืชและพืชพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผลจากภาวะโลกรวนทำให้สภาพอากาศปรวนแปรกระทบการเพาะปลูกในหลายพื้นที่ทั่วโลก และ (3) นโยบายรัฐมีส่วนสนับสนุนการใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้น อาทิ การส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ และการผลักดันสินค้าอาหารจากพืช
ความท้าทายของอุตสาหกรรมมาจาก (1) อุปทานปุ๋ยเคมีอาจขาดแคลนเป็นระยะ จากความตึงเครียดเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศผู้ส่งออกปุ๋ยเคมี ทำให้ราคาปุ๋ยมีโอกาสผันผวนในทิศทางสูงขึ้น และ (2) การใช้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงการทำเกษตรอินทรีย์ ตามกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น

สถานการณ์ปี 2568
ปริมาณการผลิตรถยนต์ในช่วง 9 เดือนแรกลดลง -4.5% YoY อยู่ที่ 1,077,244คัน โดยปริมาณการผลิตรถกระบะ 1 ตันและรถยนต์นั่งลดลง -5.0% และ -3.2% YoY ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การผลิตรถยนต์นั่ง BEV เพิ่มขึ้น 461.2% YoY อยู่ที่ 41,183 คัน จากการเร่งผลิตชดเชยตามข้อกำหนดภายใต้มาตรการ EV 3.0 ที่จะสิ้นสุดภายในปี 2568 เช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์นั่ง PHEV และ HEV ที่เพิ่มขึ้น 246.0% และ 6.1% YoY ตามลำดับ
ปริมาณยอดจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 2.1% YoY อยู่ที่ 447,778 คัน จากยอดขายรถยนต์นั่งที่เพิ่มขึ้น 2.5% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก NPL และ SML ของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ลดลงต่อเนื่อง1/ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลาง-บนที่ยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ยอดขายรถกระบะ 1 ตัน ลดลง -10.6% YoY แม้จะมีปัจจัยหนุนจากโครงการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมายส่วนใหญ่ยังมีสถานะทางการเงินอ่อนแอจึงมักจะยังไม่ผ่านเกณฑ์อนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกร จากภาวะราคาพืชผลทางการเกษตรที่ลดลงและภาระหนี้ครัวเรือนสูง และ กลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ปริมาณการส่งออกรถยนต์ลดลง -10.4% YoY 2/ อยู่ที่ 689,118 คัน โดยมีปัจจัยฉุดรั้งจาก (1) อุปสงค์ในกลุ่มประเทศคู่ค้าที่ยังไม่ฟื้นตัว (2) มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในการขับขี่ที่เข้มงวดขึ้นในยุโรป และสหรัฐฯ ซึ่งจำกัดการส่งออกรถยนต์ ICE บางรุ่นที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ และ (3) การแข่งขันของตลาดรถยนต์ที่รุนแรงมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะจากการเร่งส่งออก EV จากจีน
ผลจากปัจจัยข้างต้น คาดว่า ทั้งปี 2568 ปริมาณการผลิตจะหดตัว -4.5% ถึง -5.5% ขณะที่การส่งออกจะหดตัว -11.5% ถึง -12.5% ขณะที่ยอดจำหน่ายในประเทศจะทรงตัวถึงลดลงเล็กน้อยที่ -1.0%
แนวโน้มปี 2569-2571
ปริมาณการผลิตมีแนวโน้มทรงตัว จากปริมาณการผลิตรถยนต์ ICE ที่คาดว่าจะยังคงลดลง สวนทางกับปริมาณการผลิต XEVs ที่จะเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจาก (1) การผลิตชดเชยรถยนต์ BEV ภายใต้มาตรการ EV 3.5 สัดส่วน 2-3 เท่าของยอดนำเข้ามาจำหน่ายในช่วงก่อนหน้า ในช่วงปี 2569-2570 และ (2) นโยบายสนับสนุนการผลิต HEV และ MHEV ผ่านมาตรการลดภาษีสรรพสามิตในช่วงปี 2569-2575
ยอดขายในประเทศคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปี 2569 ยอดจำหน่ายรถยนต์จะยังรอการฟื้นตัว โดยเฉพาะยอดขายรถกระบะ ท่ามกลางกำลังซื้อทั้งในภาคเกษตรที่ยังคงซบเซา และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่คาดว่ากำลังซื้อของตลาดในประเทศจะเริ่มทยอยฟื้นตัวในปี 2570-2571 จากภาคธุรกิจ และการท่องเที่ยวที่จะเริ่มกระเตื้องขึ้น รวมถึงอานิสงส์จากอุปสงค์ XEVs ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง
ปริมาณการส่งออกคาดว่าจะหดตัว จากปัจจัยฉุดรั้ง ได้แก่ (1) เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ยังชะลอตัวโดยเฉพาะปี 2569 (2) แนวโน้มการเร่งระบายอุปทานส่วนเกินของ EV สัญชาติจีน และ (3) มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังคงเข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง ตามเป้าหมายการลดการปล่อย CO2 ในประเทศคู่ค้าที่จะจำกัดการส่งออกรถยนต์ ICE ของไทย อย่างไรก็ตาม การส่งออก BEV จะได้รับอานิสงส์จากเกณฑ์ใหม่ของ BOI ที่อนุโลมให้ “ผลิต EV เพื่อส่งออก 1 คัน นับเป็นการผลิตชดเชย 1.5 คัน”
ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นทำให้คาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะมีปริมาณการผลิตทรงตัว ปริมาณการจำหน่ายในประเทศขยายตัว 1.0-2.0% และปริมาณการส่งออกหดตัว -1.0 ถึง -2.0% ต่อปี

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก รายได้จากการขายรถยนต์เพิ่มขึ้นตามยอดจำหน่ายในประเทศที่เพิ่มขึ้น 2.1% YoY (0.45 ล้านคัน) แม้ตัวแทนจำหน่ายบางส่วนจะได้รับผลกระทบจากยอดขายรถกระบะที่ยังคงหดตัว แต่ในภาพรวมได้รับอานิสงส์จากยอดขายรถยนต์นั่งที่เพิ่มขึ้น 2.5% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจาก (1) กำลังซื้อที่ยังแข็งแกร่งของผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลาง-บน (2) อัตราการอนุมัติสินเช่าซื้อรถยนต์ของสถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้น และ (3) อุปสงค์ของรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้จากการให้บริการและขายอะไหล่ลดลงตามจำนวนรถยนต์จดทะเบียนสะสมอายุไม่เกิน 5 ปี ที่หดตัว -9.9% YoY อยู่ที่ 4.46 ล้านคัน เป็นผลจากยอดขายรถยนต์ใหม่ที่หดตัวนับตั้งแต่ที่มีการระบาดของ COVID-19
ในช่วงที่เหลือของปี รายได้ของธุรกิจคาดว่าจะทรงตัว โดยรายได้จากการจำหน่ายรถยนต์ใหม่จะยังคงหดตัวในกลุ่มรถยนต์ ICE ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเร่งออกโปรโมชันส่งเสริมการขายก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 ในปี 2568 และรายได้จากการบริการและจำหน่ายอะไหล่จะลดลงตามจำนวนรถยนต์จดทะเบียนสะสมอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่คาดว่าจะหดตัว -9.5% ถึง -10.5%
แนวโน้มปี 2569-2571
รายได้ของธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามยอดขายรถยนต์ในประเทศที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.0-2.0% ต่อปี จากการฟื้นตัวของภาคธุรกิจ และการท่องเที่ยวในช่วงปี 2570-2571 และอานิสงส์จากอุปสงค์รถยนต์ไฟฟ้าที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่รุนแรงจากการเพิ่มขึ้นของค่ายรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ รวมถึงยอดขายที่ลดลงของรถยนต์ ICE ยังคงเป็นปัจจัยฉุดรั้งรายได้ของตัวแทนจำหน่ายรถยนต์โดยรวม
รายได้จากศูนย์ซ่อมบำรุงและจำหน่ายอะไหล่มีแนวโน้มกลับมาเพิ่มขึ้น ตามการเพิ่มขึ้นของยอดจำหน่ายรถยนต์นั่งตั้งแต่ปี 2568 ทำให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่สะสมที่มีอายุไม่เกิน 5 ปีซึ่งเป็นตลาดหลักของบริการซ่อมบำรุงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้จากการให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะ BEV อาจยังถูกจำกัดจากปัญหาการขาดแคลนอะไหล่ในการซ่อมบำรุง และการรออะไหล่จากบริษัทแม่ที่ยังต้องใช้เวลานาน

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ความต้องการรถยนต์มือสองเริ่มทยอยฟื้นตัว หลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดของราคารถยนต์มือสองในปี 2567 เป็นผลจากทั้งอุปสงค์ที่เริ่มฟื้นตัวและจำนวนรถยนต์ถูกยึดที่ลดลง เนื่องจากการคุมเข้มในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยอดคงค้างหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ลดลงต่อเนื่อง โดยราคารถมือสองปรับเพิ่มขึ้น 5.1% YoY (ภาพที่ 3) ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนตัดสินใจซื้อรถยนต์มือสองในระดับราคาที่ยังเข้าถึงได้ ก่อนที่ราคาจะทยอยปรับสูงขึ้นอีก ในช่วงที่เหลือของปี รายได้ของผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น จากอุปสงค์คงค้าง (Pent-up demand) ของผู้บริโภคบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ยานพาหนะและต้องการซื้อรถยนต์ที่ราคาประหยัด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะยังชะลอตัวในช่วงปลายปี โดยราคารถยนต์มือสองจะยังคงปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก
แนวโน้มปี 2569-2571
รายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยจะมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มราคารถมือสองที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากจำนวนรถยนต์ถูกยึดที่ยังคงลดลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงปี 2570-2571 ตามการลงทุนในภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยกระตุ้นความต้องการรถยนต์มือสองเพื่อนำมาใช้งานในธุรกิจภาคเกษตรและภาคก่อสร้างมากขึ้น แม้ว่าจะมีอุปทานรถยนต์ไฟฟ้ามือสองที่อาจเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะ BEV มือสองที่เปิดตัวในช่วงปี 2565-2566 ที่ได้รับการสนับสนุนภายใต้มาตรการ EV 3.0 แต่ปริมาณจะยังคงไม่มากนัก

สถานการณ์ปี 2568
ปริมาณยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่งไฟฟ้า (XEV) ในช่วง 10 เดือนแรกปี 2568 เพิ่มขึ้น 28.0 % YoY อยู่ที่ 227,678 คัน แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง BEV 94,151 คัน (+63.8% YoY) HEV 117,096 คัน (+4.3% YoY) และ PHEV 16,431 คัน (+103.5% YoY) เป็นผลจากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) สงครามราคา EV ที่ชะลอลง สะท้อนจากราคาที่ปรับลดลงไม่มากในช่วงงาน Motor Show 2025 (มี.ค.-เม.ย. 68)1/ ที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์คงค้างสำหรับ BEV หลังจากผู้บริโภคได้ชะลอการซื้อรถยนต์นั่ง BEV ในช่วงก่อนหน้า (2) การเปิดตัวโมเดลรถยนต์นั่ง XEV รุ่นใหม่ ทั้งจากแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น และแบรนด์สัญชาติจีนราคาประหยัด และ (3) การผ่อนคลายการอนุมัติสินเชื่อโดยสถาบันการเงิน ที่หนุนให้ยอดอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์นั่งทุกประเภทเพิ่มขึ้น
ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถโดยสารไฟฟ้าลดลง -64.9% YoY อยู่ที่ 101 คัน ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้า (ทั้งรถกระบะและรถบรรทุก) ลดลง -12.1% YoY อยู่ที่ 807 คัน เป็นผลจากปัจจัยฉุดรั้ง ได้แก่ (1) การชะลอการลงทุนอย่างต่อเนื่องในรถโดยสารไฟฟ้าสาธารณะของภาครัฐ นับจากระดับสูงสุดในช่วงปี 2565 และ 2566 (2) ต้นทุนของยานพาหนะและการลงทุนติดตั้งเครื่องอัดประจุที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งสินค้า2/ และ (3) ข้อจำกัดในด้านระยะทางวิ่ง รวมถึงปัญหาการขาดแคลนสถานีอัดประจุในเขตต่างจังหวัด ทำให้ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถโดยสารไฟฟ้าและรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้าในเขตต่างจังหวัดยังมีไม่มาก
จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าในปี 2025 ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง XEV จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 262,000 คัน แบ่งเป็น BEV จำนวน 116,000 คัน HEV 127,000 คัน และ PHEV 19,000 คัน ขณะที่ รถโดยสารไฟฟ้าและรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้าจะลดลงอยู่ที่ 130 และ 1,050 คัน ตามลำดับ
แนวโน้มปี 2569-2571
ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง XEV ทุกประเภท คาดว่าจะเพิ่มขึ้นรวมที่ 285,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง BEV อยู่ที่ 125,000 คัน HEV 132,000 คัน และ PHEV 28,000 คัน จากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) การเปิดตัวโมเดลใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและมีแนวโน้มวิ่งได้ไกลขึ้น โดย IEA (2568) คาดว่า ในช่วงปี 2567-2570 โมเดล BEV และ PHEV รุ่นใหม่ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 13.0% ด้วยจำนวน 1,130 รุ่นในปี 2570 สวนทางกับโมเดลใหม่ของรถยนต์ ICE ที่มีแนวโน้มทรงตัว อยู่ที่ 1,378 รุ่นในช่วงเวลาเดียวกัน (2) มาตรฐานยูโร 6 ที่จะเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนและราคารถยนต์ ICE สูงขึ้นเมื่อเทียบกับ EV และ (3) สงครามราคา EV ในไทยที่มีแนวโน้มชะลอลง3/
ยอดจดทะเบียนใหม่ของรถโดยสารไฟฟ้าและรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 510 และ 1,600 คัน ตามลำดับ โดยมีปัจจัยหนุนจาก (1) แนวโน้มการลงทุนให้บริการรถโดยสารไฟฟ้ารอบใหม่ ผ่านโครงการจัดหาเพื่อเช่ารถเมล์ไฟฟ้าจำนวน 1,520 คัน และมีแผนจะเริ่มทยอยส่งมอบรถในช่วงปลายปี 2569 (2) การเปิดตัวรถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ โดยเฉพาะรถกระบะ BEV ของผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นชั้นนำในไทย4/ และ (3) ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ที่มีทิศทางปรับลดลงตามการประหยัดต่อขนาด โดย IEA (2568) คาดว่าภายในปี 2030 รถบรรทุกไฟฟ้าทั่วโลกจะมีราคาลดลงประมาณ 15-35% และเริ่มมีต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของเทียบเท่ากับรถบรรทุกดีเซลสำหรับการขนส่งระยะไกล

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก การผลิตรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น 5.5% YoY อยู่ที่ 1,514,942 คัน รองรับการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศซึ่งมีสัดส่วนกว่า 80%ของยอดขายทั้งหมด ขณะที่ปริมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 2,155 คัน (ยังไม่มีการผลิตในช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยเป็นการผลิตเพื่อชดเชยยอดนำเข้ามาจำหน่ายภายใต้มาตรการ EV 3.0 (ปี 2565-2566) แต่ยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.07 เท่าของยอดนำเข้ามาจำหน่ายภายใต้มาตรการ EV3.01/ ซึ่งน้อยกว่าข้อกำหนดที่ 1-1.5 เท่า และคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.1% ของปริมาณการผลิตรถจักรยานยนต์ทุกประเภท
ยอดจำหน่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น 2.6% YoY อยู่ที่ 1,315,346 คัน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม (1) รถจักรยานยนต์ขนาด 125 cc เพิ่มขึ้น 16.2% ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของผู้ขับขี่ในกลุ่มไรเดอร์ และ (2) รถจักรยานยนต์ขนาด 250-399 cc เพิ่มขึ้น 8.0% YoY สอดคล้องกับยอดอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดกลางและใหญ่ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนกำลังซื้อที่ยังแข็งแกร่งของผู้บริโภคที่มีรายได้ระดับกลาง-บน อย่างไรก็ตาม ยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ขนาด 110 cc ยังคงลดลง -8.1% YoY จากกำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มรายได้ระดับล่างที่ยังคงอ่อนแอ ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ
ปริมาณการส่งออกกลับมาหดตัวที่ -0.4% YoY อยู่ที่ 300,700 คัน เป็นผลจาก (1) การส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่เริ่มลดลงในเดือน ก.ย. 68 หลังจากพ้นช่วงเร่งส่งออกตามยอดสั่งซื้อเพื่อสะสมสต็อก จนทำให้มูลค่าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ค. 68 เพิ่มขึ้นถึง 50.9% YoY ก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการภาษีตอบโต้ และ (2) อุปสงค์ในกลุ่มประเทศคู่ค้าอื่นๆ ที่ยังไม่ฟื้นตัว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 คาดว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้น 3.5-4.5% ยอดจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้น 2.0-3.0% ขณะที่การส่งออกจะหดตัว -2.0% ถึง -3.0%
แนวโน้มปี 2569-2571
การผลิตรถจักรยานยนต์มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.5-2.5% จากการเติบโตของตลาดทั้งในประเทศและส่งออก โดยคาดว่าปริมาณการผลิตกว่า 95% จะยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ ICE ขณะที่การผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างจำกัด จากข้อจำกัดด้านความเร็วและระยะทางวิ่งที่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคคนไทย อีกทั้งต้นทุนการเป็นเจ้าของยังสูงและไม่คุ้มค่ากับการใช้งานเชิงพาณิชย์ สะท้อนจากยอดจดทะเบียนสะสมของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 ที่ยังมีสัดส่วนน้อยมากในช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังเพิ่มอีกไม่มากภายใต้มาตรการ EV 3.5
ยอดขายภายในประเทศจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.5–2.5% แรงขับเคลื่อนหลักมาจากรถจักรยานยนต์ในกลุ่ม 125 cc ตามการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจบริการร่วมเดินทาง (Ride sharing) และบริการจัดส่งอาหาร โดยในช่วงที่กำลังซื้อยังรอการฟื้นตัวภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ยานพาหนะในการขนส่งและเดินทางอาจตัดสินใจเลือกซื้อรถจักรยานยนต์แทนรถยนต์ ซึ่งมีต้นทุนในการครอบครองสูงและเงื่อนไขในการอนุมัติเงินกู้ยากกว่า
การส่งออกจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.5-1.5% ต่อปี โดยแรงหนุนหลักมาจากอุปสงค์ของบิ๊กไบค์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ตามกำลังซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มประเทศคู่ค้าที่จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงปี 2570-2571 ขณะที่การส่งออกรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กจะยังถูกจำกัดจากการเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในตลาดส่งออก อาทิ จีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งนิยมใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง โดยดัชนีผลผลิต (MPI) หดตัว -1.3% YoY แม้จะได้รับอานิสงส์จากตลาดอะไหล่ (REM) ที่ขยายตัวตามยอดจดทะเบียนสะสมของยานยนต์ที่มีอายุตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป ทั้งรถยนต์ (4.2% YoY) และรถจักรยานยนต์ (2.3 % YoY) รวมถึงการยืดอายุการใช้งานรถเก่าตามภาวะกำลังซื้อที่หดตัวต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลจากการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทย ทั้งด้านการผลิตชดเชยภายใต้มาตรการ EV 3.0 และนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศภายใต้มาตรการ EV 3.5 รวมทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นในกลุ่มประเทศคู่ค้า ส่งผลให้การผลิตชิ้นส่วนซึ่งส่วนใหญ่ยังเน้นสำหรับรถยนต์ ICE มีปริมาณลดลง ขณะที่ มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้น 7.7% YoY แม้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ทั่วโลกจะเผชิญปัจจัยฉุดรั้งจากการเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้า (Sectoral tariff) ของสหรัฐฯ1/ ที่อัตรา 25% แต่ไทยยังมีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในตลาดสหรัฐฯ ทำให้มูลค่าส่งออกของส่วนประกอบและอุปกรณ์รถยนต์และยางยานพาหนะไปยังสหรัฐฯ ในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ย. 68 (หลังจากที่ภาษีมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นเดือน พ.ค.68) ยังคงเพิ่มขึ้น 17.3% YoY (ต่อเนื่องจากที่เพิ่มขึ้น 8.2% YoY ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 68)
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 คาดว่าผลจากปัจจัยข้างต้นจะทำให้การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์โดยรวมลดลง -0.5% ถึง -1.5% ขณะที่มูลค่าส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์โดยรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 7.5-8.5%
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศจะยังมีทิศทางทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย จาก (1) ปริมาณการผลิตรถยนต์ที่คาดว่าจะทรงตัว ขณะที่ปริมาณผลิตรถจักรยานยนต์อาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยการเพิ่มขึ้นของการผลิตรถยนต์นั่ง XEV จากนโยบายสนับสนุนการผลิต HEV และ MHEV ผ่านมาตรการลดภาษีสรรพสามิตจะช่วยหนุนอุปสงค์ โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนร่วม (Common parts) อาทิ มอเตอร์ไฟฟ้า ชุดสายไฟ และชิ้นส่วนตัวถัง เป็นต้น (2) การขยายตัวของจำนวนรถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 5 ปี ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.0-2.0% จะช่วยหนุนความต้องการชิ้นส่วน REM และ (3) การส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มการผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ทุกประเภทที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 131.0% CAGR ในช่วงปี 2565-25672/ ขณะที่มูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.5-2.5% ตามการทยอยฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าในช่วงปี 2570-2571 และข้อได้เปรียบของไทยด้านต้นทุนการผลิตที่จะเอื้อให้การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไปยังสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ (อาทิ ยางยานพาหนะ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ และชิ้นส่วนรถยนต์ทั่วไป)
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยมีแนวโน้มต้องเผชิญปัจจัยท้าทาย ได้แก่ กระแสเปลี่ยนผ่านของโลกสู่การผลิตรถไฟฟ้าซึ่งจะใช้ชิ้นส่วนในจำนวนที่น้อยกว่ารถยนต์สันดาปมาก3/ ความเสี่ยงจากภาวะหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ทั่วโลก จากมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากและแร่สำคัญของจีน4/ และความเสี่ยงจากการถูกขึ้นภาษีเพิ่มเติมในชิ้นส่วนยานยนต์บางประเภท อาทิ ยางรถยนต์ หากถูกตัดสินว่าเป็นสินค้าที่สวมสิทธิ์ส่งออกไปยังสหรัฐฯ จากแนวโน้มข้างต้น ทำให้คาดว่า ปริมาณการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.0-2.0% ต่อปี

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 8 เดือนแรก ดัชนีผลผลิต (MPI) ของ HDD เพิ่มขึ้น 10.6% YoY สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้น 21.8% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจาก (1) การเข้าสู่รอบการเปลี่ยน PC ทั่วโลก นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2567 โดยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ยอดขาย PC ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้น 5.9% YoY อยู่ที่ 192.1 ล้านเครื่อง และ (2) การเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ Data Center ต่างประเทศและในไทย ที่ช่วยหนุนอุปสงค์ของ HDD ที่ยังมีข้อได้เปรียบในด้านต้นทุนต่อหน่วยความจุที่ต่ำกว่า SSD รวมถึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีความจุเพิ่มขึ้นและสามารถทำงานได้เร็วขึ้น1/
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้คาดว่าทั้งปี 2568 ปริมาณการผลิตและมูลค่าส่งออก HDD โดยรวมจะเพิ่มขึ้น 10.5-11.5% และ 21.0-22.0% ตามลำดับ
แนวโน้มปี 2569-2571
การผลิตและส่งออก HDD ของไทยยังคงมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง จากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) การขยายตัวต่อเนื่องของธุรกิจ Cloud และ Data center ที่จะหนุนให้อุปสงค์ต่ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย Statista (2567) คาดว่ามูลค่าตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7% CAGR ในช่วงปี 2567-2572 (2) ข้อได้เปรียบของไทยจากการเป็นฐานการผลิต HDD ที่สำคัญของโลก สะท้อนจากมูลค่าส่งออก HDD ของไทยในปี 2567 ที่มีสัดส่วน 16.4% ของมูลค่าส่งออกทั่วโลก สูงเป็นอันดับสองรองจากจีน (3) การเติบโตต่อเนื่องของยอดขาย PC ทั่วโลกในปี 2569 ตามรอบการเปลี่ยน PC หลังจากช่วงโควิด ทิศทางดังกล่าว ทำให้คาดว่าในปี 2569-2571 การผลิต HDD จะเพิ่มขึ้น 6.5-7.5% ต่อปี และมูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้น 7.5-8.5% ต่อปี

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก มูลค่าการส่งออก IC เพิ่มขึ้น 32.9% YoY โดยมีปัจจัยหนุนจาก (1) การเข้าสู่รอบใหม่ของการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลังจากผ่านพ้นจุดสูงสุดก่อนหน้าในช่วงโควิด และ (2) อุปสงค์ต่อชิปที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการผลิต EV ทั่วโลกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ดัชนีการผลิต IC ในช่วง 8 เดือนแรก ลดลง -4.4% YoY เป็นผลจากการระบายสต็อก (Destocking) จากปริมาณสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น 19.9% YoY2/ และการนำเข้า IC ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงถึง 51.7% YoY
จากปัจจัยข้างต้น คาดว่าทั้งปี 2568 มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้น 29.5-30.5% ขณะที่ ปริมาณการผลิต IC จะหดตัว -3.5% ถึง -4.5%
แนวโน้มปี 2569-2571
อุตสาหกรรม IC ของไทย จะได้รับปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) การเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจ AI3/ และ Data Center ทั่วโลกที่จะช่วยหนุนอุปสงค์ของชิปที่ใช้ในการประมวลผลและหน่วยความจำ และ (2) การลงทุนของอุตสาหกรรมขั้นกลางและปลายน้ำภายในประเทศ ที่ใช้ IC เป็นปัจจัยการผลิต อาทิ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และ EV4/ อย่างไรก็ตาม การผลิต IC อาจเผชิญความเสี่ยงจากภาวะชะงักงันด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain disruption) จากแนวโน้มการคุมเข้มการส่งออกแร่หายากและแร่สำคัญของจีน รวมถึงผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโตของการผลิตและส่งออก (สัดส่วนส่งออก IC ของไทยไปสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.8% ของมูลค่าส่งออกรวมของไทยในปี 2567) จากปัจจัยดังกล่าวทำให้คาดว่า ดัชนีการผลิตและมูลค่าการส่งออก IC จะเพิ่มขึ้น 3.0-4.0% และ 2.5-3.5% ต่อปี ตามลำดับ

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ยอดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศลดลง -9.5% YoY ผลจาก (1) ยอดจำหน่ายเครื่องปรับอากาศ (ส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า) ที่ลดลง -27.6% YoY หลังพ้นจุดสูงสุดในปีก่อน ซึ่งไทยเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด และ (2) ยอดจำหน่ายเครื่องซักผ้า ลดลง -1.5% YoY โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2564 จากกระแสความนิยมใช้บริการร้านสะดวกซักเพิ่มขึ้นแทน สวนทางกับตู้เย็นที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 8.8% จากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) การเปิดตัวตู้เย็นรุ่นใหม่ที่ราคาเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น1/, และ (2) การเข้าสู่รอบการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้บริโภคบางส่วน ขณะที่มูลค่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 10.8% YoY ผลจากการเข้าสู่วัฏจักรรอบใหม่ของการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลกนับจากจุดสูงสุดในช่วงโควิด
ในช่วงที่เหลือของปี ยอดขายในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวเล็กน้อย จากอานิสงส์ของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นการบริโภค ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดีมีคืน ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะเริ่มเติบโตชะลอลงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนหนึ่งจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ทำให้คาดว่าทั้งปี 2568 ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศจะลดลง -8.5 ถึง -9.5% ขณะที่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้น 9.5 ถึง 10.5%
แนวโน้มปี 2569-2571
ยอดจำหน่ายในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 1.5-2.5% ต่อปี โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ในราคาประหยัด ในภาวะที่เศรษฐกิจยังทยอยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากการแข่งขันด้านการตลาดที่รุนแรงขึ้น ผ่านการออกโปรโมชันส่งเสริมการขายอีกด้วย
มูลค่าส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.0-3.0% ต่อปี โดยได้รับแรงหนุนด้านอุปสงค์จากวัฏจักรขาขึ้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และด้านอุปทานจากการลงทุนต่อเนื่องของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในไทยในช่วงที่ผ่านมา2/ ส่วนหนึ่งเป็นการลงทุนของต่างชาติโดยมีแผนใช้ไทยเป็นฐานส่งออกเพื่อเลี่ยงปัญหาขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยรวมคาดว่าจะยังเติบโตในระดับต่ำ โดยเฉพาะในปี 2569 จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ซึ่งไทยมีมูลค่าส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าไปสหรัฐฯ ในสัดส่วน 25.0% ของมูลค่าส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของไทยในปี 2567.

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 8 เดือนแรก การระบาดของโรคเฝ้าระวังมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 48.0% YoY (เดือนม.ค.-มิ.ย.) ทำให้ความต้องการใช้อุปกรณ์ป้องกันและตรวจหาเชื้อเพิ่มขึ้น โดยสินค้าที่เติบโตดี ได้แก่ ถุงมือยางการแพทย์ (+13.6% YoY) และอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง (+79.7% YoY) ช่วงที่เหลือของปี ซึ่งยังมีฝนตกชุก ทำให้โรคตามฤดูกาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคที่มียุงเป็นพาหะ ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติจะเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่เทศกาลท่องเที่ยวปลายปี อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแรงลงตามเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ จะทำให้ยอดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ทั้งปี 2568 เติบโตเพียง 2.5-3.5% ขณะที่มูลค่าส่งออกจะหดตัว -1.5% ถึง -2.5% จากปี 2567 โดยสรุปสถานการณ์ได้ดังนี้
การผลิตอุปกรณ์แพทย์เฉลี่ย 8 เดือนทรงตัวจากช่วงเดียวกันปี 2567 โดยการผลิตเข็มฉีดยาและอุปกรณ์ใช้ครั้งเดียวทิ้งขยายตัว 10.1% YoY และ 4.7% YoY ตามลำดับ ส่วนการผลิตถุงมือยางการแพทย์ลดลง -12.8% YoY หลังเร่งผลิตจำนวนมากในช่วงก่อนหน้า ด้านการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยที่ 58.9% เพิ่มขึ้นจาก 55.7% ในช่วงเดียวกันปีก่อน
มูลค่าส่งออก 9 เดือนแรกลดลง -3.7% YoY โดย กลุ่มวัสดุสิ้นเปลือง (สัดส่วน 86.0% ของมูลค่าส่งออกเครื่องมือแพทย์) หดตัว -4.5% YoY กลุ่มน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค (สัดส่วน 2.2%) ลดลง -5.7% YoY ส่วนกลุ่มครุภัณฑ์ (สัดส่วน 11.8%) เพิ่มขึ้น 2.6% YoY ทั้งนี้ การส่งออกไปญี่ปุ่นและจีนลดลง -7.2% YoY และ -35.0% YoY ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.7% YoY จากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้ในเดือน ส.ค. 68
มูลค่านำเข้า 9 เดือนแรก ลดลง -2.3% YoY โดย กลุ่มวัสดุสิ้นเปลือง (สัดส่วน 44.8% ของมูลค่านำเข้าเครื่องมือแพทย์) ลดลง -2.4% YoY น้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค (สัดส่วน 17.0%) ลดลง -10.1% YoY ส่วนกลุ่มครุภัณฑ์ (สัดส่วน 38.1%) ขยายตัว 1.9% YoY โดยสินค้าที่ไทยนำเข้าลดลง ได้แก่ อุปกรณ์วินิจฉัยโรคนอกร่างกาย (-10.1% YoY) และอุปกรณ์ทางจักษุวิทยา (-3.3% YoY) ผลจากการนำเข้าจากจีน (-1.6% YoY) สหรัฐฯ (-10.2% YoY) และเยอรมนี (-12.3% YoY) ที่ลดลง
แนวโน้มปี 2569-2571
ตลาดเครื่องมือแพทย์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดจำหน่ายในประเทศและการส่งออกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5-3.5% และ 2.0-3.0% ต่อปี ตามลำดับ จากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) ประชากรสูงอายุและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (2) การเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งได้อานิสงส์จากกระแสการดูแลสุขภาพและความงาม และ (3) มาตรการส่งเสริมภาครัฐ อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI และกำหนดให้เครื่องมือแพทย์เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศเพื่อลดการนำเข้า สำหรับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ คาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกเครื่องมือแพทย์ไทยอย่างจำกัด โดยเฉพาะในกลุ่มถุงมือยาง/ถุงมือยางการแพทย์ เนื่องจากใช้อัตราภาษีเท่ากับมาเลเซียซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของไทย
อุตสาหกรรมยังมีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นของบุคลากรทางการแพทย์ต่อสินค้าที่ผลิตในประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้อย่างยั่งยืน

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก มูลค่าการลงทุนก่อสร้างโดยรวมยังขยายตัวที่อัตรา 5.4% YoY คิดเป็นมูลค่า 1.1 ล้านล้านบาท แรงหนุนจากงานก่อสร้างภาครัฐ (+10.6% YoY) โดยเฉพาะงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นมาก (+13.0% YoY) จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการก่อสร้างโครงการต่อเนื่อง หลังล่าช้าไปหลายเดือนในปี 2567 ขณะที่การลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนยังคงหดตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา (-1.9% YoY) ตามการก่อสร้างที่อยู่อาศัย (-4.3% YoY) ที่มีสัดส่วนถึง 50% ของมูลค่าการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนทั้งหมด เช่นเดียวกับงานก่อสร้างอาคารเชิงพาณิชย์ที่เริ่มส่งสัญญาณหดตัวเล็กน้อย สวนทางกับงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมที่ยังขยายตัวได้
ในช่วงที่เหลือของปี 2568 มูลค่าการลงทุนก่อสร้างมีแนวโน้มชะลอตัวลง แรงฉุดรั้งจาก (1) สถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน อาจส่งผลให้การดำเนินโครงการก่อสร้างภาครัฐล่าช้า สะท้อนจากมูลค่าการลงทุนก่อสร้างภาครัฐไตรมาส 3 ปี 2568 ที่หดตัว -6.8%YoY (ส่วนหนึ่งเทียบกับฐานสูงช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีการเพิ่มขึ้น 32.5% YoY) (2) ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากผลกระทบของนโยบายภาษีของสหรัฐฯ (3) ราคาพลังงานที่ยังคงผันผวนส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาวัสดุก่อสร้างบางประเภท (4) ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่อาจส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะรายเล็กส่งงานล่าช้ากว่ากำหนดหรือทิ้งงาน (5) การลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ยังรอการฟื้นตัว และ (6) อุทกภัยในภาคใต้ที่ทำให้โครงการก่อสร้างทั้งของภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต้องชะลอออกไป จึงคาดว่าภาพรวมมูลค่าการลงทุนก่อสร้างปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตเพียง 1.0-2.0% แรงหนุนจากการก่อสร้างภาครัฐที่ยังขยายตัวได้ 2.0-2.5% ขณะที่ภาคเอกชนหดตัว -0.5% ถึง -2.0% ตามภาวะการก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ยังซบเซา
แนวโน้มปี 2569-2571
มูลค่าการลงทุนก่อสร้างโดยรวมมีแนวโน้มขยายตัว 2.5-3.0% ต่อปี ปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการลงทุนก่อสร้างภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัว 3.0-3.5% ต่อปี แม้กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณอาจยังล่าช้าในช่วงครึ่งแรกปี 2569 หลังยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. 68 แต่คาดว่างานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่น่าจะเริ่มทยอยคืบหน้าภายใต้งบประมาณปี 2569 ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้รับอนุมัติจัดสรรวงเงินแล้วรวม 185.3 พันล้านบาท ในเดือน ส.ค. 68 (ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ, 13 ส.ค. 68) ครอบคลุมทั้งโครงการใหม่และโครงการต่อเนื่องด้านโครงข่ายทางหลวงเส้นทางใหม่ ขณะที่มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำเฉลี่ยเพียง 1.5-2.0% ต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2568-2569 โดยการฟื้นตัวจะยังกระจุกตัวในพื้นที่สำคัญของภาคอุตสาหกรรมและท่องเที่ยว ทั้งนี้ การก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนจากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ และข้อได้เปรียบด้านทำเลยุทธศาสตร์ (Strategic location) ของไทย
การลงทุนก่อสร้างภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 3.0-3.5% ต่อปี ปัจจัยหนุนจากการเร่งรัดดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่อเนื่องตามแผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2566-2570 อาทิ การเร่งพัฒนาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ (ระยะที่ 1 และ 2) รวมทั้งรถไฟทางคู่สายใหม่ ซึ่งจะหนุนการเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ รวมถึงความคืบหน้าของโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับ EEC
การลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 1.5-2.0% ต่อปี ปัจจัยหนุนจาก (1) การก่อสร้างโรงงานและอาคารสำนักงานในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ตามภาวะการลงทุนที่คาดว่าจะกระเตื้องขึ้น (2) การก่อสร้างโรงแรมโดยเฉพาะจากเชนรายใหญ่ที่ยังมีแผนลงทุนต่อเนื่อง (3) การทยอยฟื้นตัวของการลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยหลังจากซบเซาหนักในปี 2567-2568 และ (4) อุปสงค์ต่อการก่อสร้างเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการผลิตและจำหน่ายในประเทศของวัสดุก่อสร้างประเภทงานโครงสร้าง (ปูนซีเมนต์ เหล็กก่อสร้าง) เพิ่มขึ้นตามมูลค่าการลงทุนก่อสร้างโดยรวมที่เพิ่มขึ้น (+5.4% YoY) โดยเฉพาะโครงการภาครัฐที่ขยายตัว 10.6% YoY ขณะที่วัสดุก่อสร้างประเภทตกแต่ง (กระเบื้อง และเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก) หดตัว ตามการลงทุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ซบเซาหนัก อย่างไรก็ตาม คาดว่าในไตรมาส 4 อุปสงค์วัสดุก่อสร้างโดยรวมจะมีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากโครงการก่อสร้างของภาครัฐมีแนวโน้มชะลอตัวจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่การลงทุนก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ยังคงซบเซาจากสต็อกเหลือขายที่ยังสูง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงการชะลอโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตและจำหน่ายในประเทศของวัสดุก่อสร้างประเภทงานโครงสร้างทั้งปี 2568 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่ประเภทตกแต่งยังมีแนวโน้มหดตัวตามภาวะก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย
ปริมาณการส่งออกวัสดุก่อสร้าง 9 เดือนแรกหดตัว ตามภาวะตลาดหลักที่ยังซบเซา โดยปูนซีเมนต์ลดลง -32.0% YoY อยู่ที่ 0.8 ล้านตัน จากการหดตัวของตลาดกัมพูชา (-56.5% YoY) ขณะที่เมียนมาขยายตัว (+2.0% YoY) ผลจากการเริ่มฟื้นตัวของงานก่อสร้าง หลังความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่วนปริมาณการส่งออกเหล็กก่อสร้างเพิ่มขึ้น 14.8% YoY โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของเหล็กเส้นถึง 19.8% YoY อยู่ที่ 2.6 แสนตัน ส่วนหนึ่งเป็นการขยายตัวของตลาดหลัก อาทิ สปป.ลาว (+71.7% YoY) และเมียนมา (+11.8% YoY) ด้านปริมาณการนำเข้า เพิ่มขึ้นตามทิศทางงานก่อสร้างโดยรวม ทั้งเหล็กเส้น (+3.6% YoY) และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ (+10.3% YoY) ขณะที่ปริมาณการนำเข้าสุขภัณฑ์เซรามิกเพิ่มขึ้น (+6.1% YoY) โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน (สัดส่วน 90% ของปริมาณการนำเข้าเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิกรวม) ที่เติบโต 5.4% YoY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความต้องการในภาคก่อสร้างที่ไม่ใช่หมวดที่อยู่อาศัยและการเร่งระบายสต็อกจากจีน ขณะที่กระเบื้องหดตัว (-2.6% YoY) ตามภาวะการก่อสร้างที่อยู่อาศัยที่ซบเซา ทั้งนี้ คาดว่าทั้งปี 2568 ปริมาณการส่งออกวัสดุก่อสร้างโดยรวมจะยังคงหดตัว สวนทางกับปริมาณนำเข้าวัสดุก่อสร้างโดยรวมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง 10 เดือนแรกปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.4%YoY จากหมวดซีเมนต์ (+3.3% YoY) ตามความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและด้านสาธารณูปโภคของภาครัฐ ขณะที่หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์ลดลง (-2.5% YoY) ตามราคาในตลาดโลกที่ลดลง ผลจากเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยังซบเซา ส่วนกระเบื้องและสุขภัณฑ์ลดลง -1.1% YoY และ -2.5% YoY ตามลำดับ ตามการหดตัวของการก่อสร้างที่อยู่อาศัย สำหรับช่วงที่เหลือของปี คาดว่าราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มทรงตัวจนถึงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ผลจากความต้องการใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารจากอุทกภัย และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูงจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างทั้งปี 2568 คาดว่าจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2567 จากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัวต่อเนื่อง จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ราคาเหล็กทั้งในตลาดโลกและในประเทศยังมีทิศทางหดตัวตามการเร่งระบายอุปทานส่วนเกินจากจีน
แนวโน้มปี 2569-2571
ปริมาณการจำหน่ายในประเทศของวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากปัจจัยหนุนดังนี้
การก่อสร้างภาครัฐที่คาดว่ามูลค่าการลงทุนก่อสร้างจะขยายตัว 3.0-3.5% ต่อปี โดยอาจยังขยายตัวต่ำในปี 2569 จากความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณหลังยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. 68 แต่คาดว่าในปี 2570-2571 โครงการขนาดใหญ่ทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่น่าจะเริ่มมีการลงทุนก่อสร้างเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ รวมทั้งการขยายงานก่อสร้างโครงการเดิมรองรับการเติบโตของพื้นที่ยุทธศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ ในอนาคต ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
มูลค่าการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มเติบโต 1.5-2.0% ต่อปี หนุนโดย (1) แรงเหนี่ยวนำของ Crowding-in-effects ซึ่งน่าจะเห็นได้ชัดขึ้นในปี 2570 เป็นต้นไปหลังการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ (2) การก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ตามภาวะการลงทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น (3) การทยอยฟื้นตัวของหมวดที่อยู่อาศัย และโรงแรมของเชนโรงแรมรายใหญ่ทั้งเชนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในปี 2570-2571 จากกำลังซื้อที่เริ่มทยอยฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC และจังหวัดท่องเที่ยว รวมถึงจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาค (4) การขยายพื้นที่ค้าปลีก รวมทั้งโครงการมิกซ์ยูส ที่คาดว่าจะทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ (5) อุปสงค์ในตลาดซ่อมแซมหลังอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคใต้
ปริมาณการส่งออกวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น ปัจจัยหนุนจากการเร่งลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย เพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุน
ราคาวัสดุก่อสร้างโดยรวมมีแนวโน้มทรงตัวในปี 2569 จากตลาดซ่อมแซมหลังอุทกภัยใหญ่ในหลายพื้นที่ และอาจขยับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในปี 2570-2571 ตาม (1) อุปสงค์ในภาคก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่มีขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการทยอยฟื้นตัวของโครงการที่อยู่อาศัย และ (2) ต้นทุนพลังงานที่อาจทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามอุปสงค์ของโลกที่เริ่มฟื้นตัว
กลุ่มผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง:
คาดว่ารายได้ของร้านค้าวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่จะขยายตัวต่อเนื่อง ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าในร้านค้าที่ครบวงจรมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการแข่งขันและความต้องการที่เปลี่ยนไป อาทิ (1) ปรับขนาดสาขาให้เล็กลงเพื่อเพิ่มความครอบคลุมในพื้นที่ชุมชน (2) พัฒนารูปแบบร้านค้าใหม่ร่วมกับผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (3) เพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท (4) เร่งใช้เทคโนโลยีและช่องทางออนไลน์ในการดำเนินธุรกิจ และ (5) ขยายสาขาไปยังจังหวัดรอง ตลอดจนตลาดอาเซียน เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน
รายได้ของร้านค้าวัสดุก่อสร้างดั้งเดิมมีแนวโน้มซบเซาถึงทรงตัว โดยร้านค้าส่งมีทิศทางทรงตัวถึงเติบโตเล็กน้อย เนื่องจากเผชิญการแข่งขันจากร้านค้าวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ที่ขยายสาขาเข้าสู่พื้นที่ใหม่มากขึ้น รวมถึงผู้ผลิตบางรายที่หันมาจำหน่ายสินค้าตรงให้ผู้รับเหมา ส่วนร้านค้าปลีกที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กมักมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและมีสินค้าให้เลือกไม่มาก ทำให้ยังพึ่งพาตลาดท้องถิ่นซึ่งมีกำลังซื้อค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้การเติบโตเป็นไปอย่างจำกัดเช่นกัน

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการผลิตและปริมาณการจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 2.0 ล้านตัน (+16.7% YoY) และ 8.3 ล้านตัน (+5.1% YoY) ตามลำดับ สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน (Hot-rolled Coil: HRC) ในช่วง 8 เดือนแรก ที่เพิ่มขึ้นเป็น 88.8 จาก 77.6 ในช่วงเดียวกันปีก่อน แรงหนุนหลักมาจาก (1) การขยายตัวของการก่อสร้างโรงงานและอาคารอุตสาหกรรมตามแผนการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงปีก่อนหน้า (2) ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัว (3) คำสั่งซื้อในภาคการผลิตที่เร่งส่งออก ก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ (Front-loaded demand) โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปีนโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะทำให้จีนต้องระบายอุปทานเหล็กส่วนเกินมายังประเทศอื่นเพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ รวมถึงกิจกรรมการผลิตและการลงทุนภายในประเทศไทยที่ชะลอลง จะฉุดรั้งให้ปริมาณการผลิตและจำหน่ายในประเทศขยายตัวในอัตราลดลง ทำให้คาดว่าทั้งปี 2568 ปริมาณการผลิตเหล็กทรงแบนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตรา 11.0-13.0% ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายในประเทศจะขยายตัว 3.0-5.0%
ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณนำเข้าอยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3.3% YoY ปัจจัยหนุนมาจากความต้องการใช้ในการก่อสร้างโรงงานในอุตสาหกรรมที่ยังขยายตัวได้ และการนำเข้าสินค้าจากจีนเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในภาคการผลิตที่เร่งส่งออก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ อาหารกระป๋อง และบรรจุภัณฑ์ พิจารณาจากปริมาณการนำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากจีนที่เพิ่มขึ้น 11.4% YoY สำหรับปริมาณการส่งออกเติบโต 27.7% YoY แรงหนุนจากอุปสงค์นำเข้าเพื่อการสะสมสต็อกครั้งใหญ่ของเมียนมาหลังจากการชะลอการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน (HRC) ในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้อุปทานในประเทศไม่เพียงพอ โดยปริมาณการส่งออก HRC จากไทยไปเมียนมาเพิ่มขึ้น 74.1% YoY เช่นเดียวกับปริมาณการส่งออกเหล็กแผ่นรีดเย็น (Cold-rolled Coil: CRC) จากไทยไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 26.7% YoY จากการเร่งสะสมสต็อกรองรับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ก่อนมาตรการภาษีนำเข้าจะมีผลบังคับใช้
ราคา HRC ในประเทศมีทิศทางหดตัวตามราคาเหล็กในตลาดโลก สะท้อนจากราคา HRC ในตลาดจีนที่ลดลง -9.4% YoY ในช่วง 10 เดือนแรก ตามทิศทางอุตสาหกรรมต่อเนื่องและภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีนที่ยังซบเซา ทั้งนี้ คาดว่าทั้งปี 2568 ราคา HRC ของไทยจะลดลง -6.0% ถึง -8.0% เมื่อเทียบกับปี 2567
แนวโน้มปี 2569-2571
ปริมาณการผลิตปี 2569 มีแนวโน้มหดตัวราว -2.4% ถึง -2.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า และปัจจัยฐานสูงในปี 2568 ก่อนจะทยอยเติบโตในอัตรา 1.5-2.0% ต่อปี ในปี 2570-2571 ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายมีแนวโน้มเติบโตต่ำเพียง 1.0-2.0% ในปี 2569 และคาดว่าจะเติบโตอัตราสูงขึ้นในปี 2570-2571 ตามทิศทางความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ที่คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากภาวะกำลังซื้อที่จะกระเตื้องขึ้นเป็นลำดับ ขณะที่ปริมาณส่งออกคาดว่าจะยังทรงตัว ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันของเหล็กแผ่นราคาถูกจากจีนที่จะเร่งระบายอุปทานส่วนเกินสู่ตลาดโลกมากขึ้น
ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในประเทศมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง แต่อาจปรับเพิ่มขึ้นได้ในปี 2571 ตามแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้น ภายใต้แรงกดดันจากการทะลักเข้ามาของสินค้านำเข้า รวมทั้งต้นทุนที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นจากการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่ผลิตภัณฑ์เหล็กรักษ์โลก (Green steel)

สถานการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรก ปริมาณการผลิตของเหล็กทรงยาวอยู่ที่ 3.8 ล้านตัน (+22.5% YoY) และปริมาณการจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 5.4 ล้านตัน (+19.4% YoY) ส่วนใหญ่เป็นผลจากการขยายตัวของเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณเพื่อใช้ในงานก่อสร้างภาครัฐซึ่งมีมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้น 24.5% YoY จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณโครงการสำคัญในช่วงครึ่งแรกปี 2568 เช่น ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เหลือของปี การเติบโตอาจถูกจำกัดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจทำให้การลงทุนภาครัฐบางโครงการชะลอตัว รวมถึงการก่อสร้างภาคเอกชนที่อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หลังจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ ทำให้คาดว่าทั้งปี 2568 ปริมาณการผลิตและจำหน่ายในประเทศของเหล็กทรงยาวจะเพิ่มขึ้นประมาณ 12.0-13.0% และ 5.0-6.0% ตามลำดับ
การส่งออกเหล็กทรงยาวมีปริมาณ 7.3 แสนตัน เพิ่มขึ้น 12.0% YoY ในช่วง 9 เดือนแรก โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของการส่งออกเหล็กเส้นไปยังตลาดคู่ค้าหลักที่มีการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะอินเดีย (+60.9% YoY) จากโครงการก่อสร้างสะพานและระบบขนส่งในปีงบประมาณ 2025–2026 ที่ได้รับงบประมาณเพิ่ม และ สปป.ลาว (+71.7% YoY) ซึ่งยังมีกำลังการผลิตเหล็กเส้นภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าหลักของลาว เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์ยังต่ำ ขณะที่การนำเข้าเหล็กทรงยาวของไทยเพิ่มขึ้น 12.3% YoY ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐในช่วงหลังการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ โดยปริมาณนำเข้าเหล็กเส้น และเหล็กโครงสร้างรูปพรรณจากจีนเพิ่มขึ้น +5.7% YoY และ+8.5% YoY ตามลำดับ
ราคาเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ 19,146 บาท/ตัน ลดลง -8.0% YoY ในช่วง 10 เดือนแรก ตามทิศทางราคาเหล็กในตลาดโลกที่ยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาวะซบเซาในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาถึงราคาเหล็กในไทยในช่วงที่เหลือของปีด้วย คาดทั้งปี 2568 ราคาเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณมีแนวโน้มหดตัว -6.0% ถึง -8.0% ตามลำดับ
แนวโน้มปี 2569-2571
ปริมาณการผลิตคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 1.5-2.0% ต่อปี (4.8-5.0 ล้านตัน) ตามปริมาณการจำหน่ายที่มีแนวโน้มเติบโต 2.0-2.5% ต่อปี (6.7-7.1 ล้านตัน) อานิสงส์จาก (1) การดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่อเนื่องตามแผนปฏิบัติการ พ.ศ. 2566-2570 (2) งานก่อสร้างโครงการภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในปี 2571 (3) การก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ตามภาวะการลงทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และ (4) อุปสงค์เพื่อการซ่อมแซมหลังเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันกับผลิตภัณฑ์นำเข้าที่มีราคาต่ำกว่าจากจีนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหลังการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศต่างๆ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันทั้งด้านการผลิตและการจำหน่ายในประเทศ
ราคาเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณในประเทศมีแนวโน้มทรงตัวในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2070-2571 จาก (1) ความต้องการใช้ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในปี 2570-2571 จากการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชน และ (2) ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดคาร์บอนตามกระแสรักษ์โลก โดยบางปัจจัยยังอาจส่งผลกดดันราคา ได้แก่ อุปทานเหล็กเส้นในอาเซียนที่ยังเสี่ยงต่อภาวะล้นตลาด เนื่องจากจีนเร่งระบายอุปทานเหล็กส่วนเกินอันเป็นผลจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในภาวะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังฟื้นตัวช้า


สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ตลาดที่อยู่อาศัย1/ เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อซบเซาต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดขายที่อยู่อาศัย (ยูนิตใหม่) อยู่ที่ 5,939 ยูนิต ลดลงถึง -44.1% YoY ส่วนยอดขายรวม (ยูนิตใหม่สะสม-ข้อมูลครึ่งปีแรก) ลดลง -52.9% YoY อยู่ที่ 14,182 ยูนิต ด้านผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ ส่งผลให้ยูนิตเปิดขายใหม่ลดลง -29.6% YoY อยู่ที่ 26,656 ยูนิต เป็นการลดลงในทุกเซกเมนต์ ได้แก่ บ้านเดี่ยวลดลงสูงสุด -45.0% YoY ทาวน์เฮ้าส์ -38.5% YoY และคอนโดมิเนียม -13.5% YoY ช่วงที่เหลือของปี ตลาดที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่อง จากความตึงเครียดในภาคการค้าโลกกระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวสูงต่อเนื่อง ทำให้ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจเพื่อดูสถานการณ์ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยราคาตํ่ากว่า 3 ล้านบาทต่อยูนิต สำหรับมาตรการกระตุ้นภาครัฐอาจช่วยหนุนการตัดสินใจซื้อได้จำกัด เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อรายได้ในอนาคต ส่งผลให้ทั้งปี 2568 คาดว่ายอดขายที่อยู่อาศัยจะลดลง -30.0% เมื่อเทียบกับปี 2567 ขณะที่จำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลง -35.0%
ราคาที่อยู่อาศัยโดยรวม2/ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาเฉลี่ย 9 เดือนขยายตัว 1.8% YoY สะท้อนต้นทุนการพัฒนาโครงการที่ปรับสูงขึ้น ผลักดันให้ผู้ประกอบการปรับขึ้นราคาขาย โดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์ปรับขึ้นราคาสูงสุด 4.2% YoY โดยเฉพาะกลุ่มราคาสูง ซึ่งผู้ซื้อยังมีศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อ ขณะที่กลุ่มระดับกลาง–ล่างยังถูกจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อ ส่วนดัชนีราคาบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้น 0.9% และ 0.6% YoY ตามลำดับ โดยทั้งปี 2568 คาดว่าราคาที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามต้นทุนด้านที่ดินและค่าก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้น
แนวโน้มปี 2569-2571
ปี 2569 คาดว่าอุปสงค์ที่อยู่อาศัยยังถูกจำกัดจากทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ภาคท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นให้อุปสงค์ที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่เพียงพอจะกระตุ้นการขยายตัวของธุรกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม ตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบนจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญ
ปี 2570–2571 คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะทยอยฟื้นตัวกระเตื้องขึ้น โดยได้แรงหนุนจาก (1) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่การลงทุนตามแผนงานของภาครัฐจะกระตุ้นการจ้างงานและรายได้ ผนวกกับการเติบโตของภาคท่องเที่ยว จะกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยมีมากขึ้น (2) การขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสู่พื้นที่รอบเมือง ช่วยเพิ่มการเข้าถึงทำเลชานเมือง ส่งผลดีต่อที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า และ (3) ความต้องการที่อยู่อาศัยจากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน (Expatriates) และพำนักระยะยาว ช่วยกระตุ้นความต้องการที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงบนทั้งการเช่าระยะยาวและการซื้อเพื่ออยู่อาศัย จึงคาดว่าปี 2569–2571 ยูนิตเปิดใหม่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.0–4.0% ต่อปีหรือประมาณ 38,000 ยูนิต (น้อยกว่าเฉลี่ย 110,000 ยูนิตต่อปีช่วง 2560–2562) ขณะที่ยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-2.3% ต่อปี ดังนี้
บ้านแนวราบ (บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์): ยอดขายบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากอุปสงค์จริง (Real Demand) ของผู้ซื้อที่มีศักยภาพและเข้าถึงสินเชื่อ โดยทำเลการพัฒนาจะขยายสู่โซนรอบนอกโดยเฉพาะพื้นที่ใกล้โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่และผู้บริหารระดับกลาง–สูง ส่วนทาวน์เฮ้าส์คาดว่ายอดขายจะเติบโตทรงตัว เนื่องจากอุปทานเหลือขายมีอยู่มากโดยเฉพาะช่วงราคา 2–3 ล้านบาท (สัดส่วน 55%ของทาวน์เฮ้าส์เหลือขายทั้งหมด) ขณะที่ผู้ซื้อหลักระดับรายได้กลาง–ล่างยังเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและข้อจำกัดด้านสินเชื่อ ผู้ประกอบการรายใหญ่จะสามารถประคองยอดขายให้เติบโตต่อเนื่อง ส่วนรายกลางและรายเล็กจะเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นและอาจมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
คอนโดมิเนียม: ยอดขายมีแนวโน้มปรับดีขึ้นเล็กน้อย โดยการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้านับเป็นปัจจัยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อทั้งกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยจริงและผู้ลงทุนปล่อยเช่า ขณะที่ยังได้แรงหนุนจากกำลังซื้อชาวต่างชาติในตลาดระดับ Luxury และ Super Luxury3/ รวมถึงโครงการประเภท Branded Residence ในทำเลกลางเมืองและริมแม่น้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม คอนโดมิเนียมในพื้นที่รอบนอกยังได้รับความนิยมต่ำกว่าโครงการแนวราบในทำเลเดียวกัน และบางพื้นที่ยังมีอุปทานคงค้างสูง เช่น โซนเพชรเกษม บางนา และสมุทรปราการ
ประเด็นท้าทายของธุรกิจ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจไทยมีทิศทางเติบโตช้า ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ (2) ต้นทุนการพัฒนาโครงการปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาที่ดินในทำเลศักยภาพ และการขาดแคลนแรงงานซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ราคาขายต่อยูนิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้เฉลี่ยของผู้ซื้อ และ (3) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) จะลดทอนอุปสงค์ที่อยู่อาศัยใหม่บางส่วน ขณะที่ประชากรวัยแรงงานซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบันมีทิศทางเพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลง จึงอาจกดดันอุปสงค์ที่อยู่อาศัยในระยะข้างหน้า

สถานการณ์ปี 2568
ช่วงครึ่งปีแรก ตลาดที่อยู่อาศัยเผชิญภาวะอุปสงค์ซบเซาต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรวมหดตัว -37.0% YoY ท่ามกลางเศรษฐกิจภูมิภาคที่ฟื้นตัวช้า ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -4.7% YoY โดยยูนิตเปิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ -56.4% YoY ซึ่ง 72% เป็นคอนโดมิเนียม ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดชลบุรีและภูเก็ต และอีก 28% เป็นโครงการแนวราบ ด้านยอดโอนกรรมสิทธิ์รวม (ข้อมูล 8 เดือนแรก) ลดลงเกือบทุกจังหวัด ยกเว้นภูเก็ตและระยองที่เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่า โดยกำลังซื้อส่วนใหญ่มาจากชาวต่างชาติที่ต้องการบ้านพักตากอากาศ และผู้ซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า
ช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าตลาดที่อยู่อาศัยจะชะลอลงต่อเนื่อง ผลจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มซบเซาลง จะกระทบอุปสงค์ที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะจังหวัดซึ่งเป็นฐานการผลิต (เช่น ระยอง) อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นจากการเข้าสู่เทศกาลปลายปี อาจกระตุ้นอุปสงค์ที่อยู่อาศัยปรับดีขึ้นโดยเฉพาะภูเก็ต จึงคาดว่าปี 2568 ยูนิตเปิดขายใหม่จะลดลง -45.0 ถึง -50.0% YoY ขณะที่ยอดขายรวมจะหดตัว -25.0% ถึง -30.0% YoY ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มลดลง -10% เมื่อเทียบกับปี 2567
แนวโน้มปี 2569-2571
ยอดขายที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 2.0-2.5% ต่อปี จากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น โครงการมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ช่วยเพิ่มศักยภาพของทำเลรอบแนวคมนาคมให้เป็นพื้นที่พัฒนาโครงการใหม่มากขึ้น ขณะที่การเดินทางมีความสะดวกขึ้น (2) การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ช่วยหนุนรายได้ของครัวเรือนและเศรษฐกิจท้องถิ่น กระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยทั้งรูปแบบบ้านหลังที่สองและการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า โดยมีกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงและชาวต่างชาติเป็นเป้าหมายสำคัญของตลาด และ (3) การแข่งขันของธุรกิจยังไม่รุนแรงเท่าทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยโดยรวมปรับขึ้นไม่มากนัก
ผู้ประกอบการมีแนวโน้มทยอยเปิดโครงการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนี้
ที่อยู่อาศัยแนวราบ: คาดว่าการเปิดโครงการใหม่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.2-2.8% ต่อปี เพื่อรองรับกลุ่มที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง ขณะที่การแข่งขันมีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่จากส่วนกลางขยายการลงทุนสู่ภูมิภาคมากขึ้น จึงอาจกดดันการทำกำไรของผู้ประกอบการ SME และผู้ประกอบการท้องถิ่น
คอนโดมิเนียม: การเปิดโครงการใหม่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.9-4.5% ต่อปี ส่วนใหญ่จะอยู่ในภูเก็ตและชลบุรีซึ่งเป็นจังหวัดซึ่งเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติที่ต้องการซื้อเพื่อลงทุนและเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ส่งผลให้ผู้ประกอบการ (ทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นและรายใหญ่จากกรุงเทพฯ) มีแนวโน้มเร่งพัฒนาโครงการเพื่อรองรับความต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติกำลังซื้อสูงจากรัสเซียและยุโรป

สถานการณ์ปี 2568
ช่วงครึ่งปีแรก ความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานฟื้นตัวดีขึ้น จากการเพิ่มวันเข้าทำงานของสำนักงานหลายแห่ง ด้านอุปทานพื้นที่ใหม่ 3.3 แสนตารางเมตร (+47.0% YoY) ทยอยเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้พื้นที่สำนักงานสะสมอยู่ที่ 10.2 ล้านตารางเมตร (+4.3% YoY) ในจำนวนนี้เป็นสำนักงาน Grade B ถึง 72% ขณะที่Grade A และ A+ มีสัดส่วน 18% และ 10% ตามลำดับ ด้านอัตราการเช่าพื้นที่สุทธิ1/ (Net take-up) เพิ่มขึ้น 8.03 หมื่นตารางเมตร มีผลให้ Occupied space อยู่ที่ 8.0 ล้านตารางเมตร (+1.3% YoY) กดดันอัตราการเช่าลดลงมาที่ 79.3% เทียบกับ 81.6% ในช่วงเดียวกันปี 2567
ช่วงครึ่งหลังของปี คาดว่าอุปทานใหม่จะเข้าสู่ตลาดต่อเนื่องตามแผนลงทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะสำนักงานเกรด A ขึ้นไป ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากความต้องการเช่าของบริษัทไทยและต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดิจิทัล และการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Medical) ซึ่งมีแนวโน้มขยายฐานธุรกิจในไทยต่อเนื่อง และต้องการพื้นที่เกรด A+ ย่าน CBD โดยเฉพาะ Green Office ที่ผ่านมาตรฐาน ESG จึงคาดว่าปี 2568 พื้นที่สำนักงานใหม่จะเพิ่มขึ้น 4.6% จากปี 2567 ขณะที่ความต้องการเช่าพื้นที่จะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2% ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่ (occupancy rate) อยู่ที่ระดับ 78.7% เทียบกับ 81.3% ปี 2567
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการเช่าพื้นที่สำนักงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.5-1.5% ต่อปี (ปี 2558-2562 เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5% ต่อปี) จากกลุ่มธุรกิจภาคบริการซึ่งได้อานิสงส์จากการเติบโตของภาคท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจด้านเทคโนโลยี การเงิน และบริการดิจิทัล ที่ต้องการสำนักงานทันสมัยใจกลางเมือง ตลอดจนบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย และกลุ่มค้าปลีกแบรนด์หรูที่มีแนวโน้มเปิดสาขาในไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่ฟื้นตัวช้า กำลังซื้อในประเทศที่เปราะบางจากปัญหาหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก จะฉุดรั้งการบริโภคในประเทศและลดทอนอุปสงค์พื้นที่สำนักงานระดับหนึ่ง
อุปทานพื้นที่สำนักงานใหม่มีแนวโน้มทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.1-1.1% ต่อปีหรือ 2.0 แสนตารางเมตร จากโครงการ Mixed use ขนาดใหญ่ที่ทยอยเปิดตามเฟส ส่งผลให้ Occupancy Rate อยู่ที่ 79.0% ใกล้เคียงปี 2568 ส่งผลให้อัตราค่าเช่ามีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ยกเว้นสำนักงานใหม่ Grade A และ A+ ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ซึ่งอัตราค่าเช่าอาจปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ผลจากเป็นที่ต้องการของภาคธุรกิจ สำหรับอาคารเก่าและทำเล Non-CBD จะเผชิญแรงกดดันให้ต้องปรับลดค่าเช่าเพื่อรักษาอัตราการเช่าในระยะยาว
รายได้มีแนวโน้มเติบโตตามทำเลของสำนักงาน ดังนี้
สำนักงานให้เช่าใน CBD: คาดว่ารายได้จะปรับสูงขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะอาคารใหม่ Grade A และ A+ ซึ่งมีการออกแบบและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีระบบบริหารจัดการที่ดี ทำให้มีการปรับขึ้นอัตราค่าเช่าได้ตามความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม อุปทานพื้นที่เช่าที่มีจำนวนมาก ทำให้ค่าเช่าอาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก แต่จะอยู่ในระดับสูงกว่าพื้นที่อื่น
สำนักงานให้เช่าใน Non-CBD และพื้นที่ปริมณฑล: รายได้มีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจลดลงสำหรับอาคาร Grade B และอาคารเก่า ซึ่งผู้เช่ามักเป็นบริษัทขนาดกลาง-เล็กที่เปราะบางต่อภาวะเศรษฐกิจ ทำให้การปรับขึ้นค่าเช่าทำได้จำกัด หรืออาจต้องปรับลดลงบ้างเพื่อรักษาฐานผู้เช่า

สถานการณ์ปี 2568
ช่วงครึ่งปีแรก ความต้องการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.9% YoY (6.6 ล้านตารางเมตร) ผลจากกำลังซื้อในประเทศชะลอลง ผนวกกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้ยังได้อานิสงส์จากการเติบโตของภาคท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น “Easy E-Receipt” และ "เราเที่ยวด้วยกัน 2568“ ทำให้มีการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ ส่งผลให้มีความต้องการเช่าพื้นที่ต่อเนื่อง ขณะที่อุปทานพื้นที่เพิ่มขึ้น 3.2% YoY ที่ 7.1 ล้านตารางเมตร จากโครงการ Mixed use ขนาดใหญ่ที่ทยอยเปิดตามเฟส ส่งผลให้อัตราการเช่าปรับลดสู่ระดับ 93.1%
ช่วงครึ่งหลังของปี ธุรกิจพื้นที่ค้าปลีกได้แรงหนุนจากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” หนุนกำลังซื้อกระเตื้องขึ้น ขณะที่กำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มปรับดีขึ้นจากการเข้าสู่เทศกาลท่องเที่ยวและการใช้จ่ายช่วงปลายปี หนุนความต้องการเช่าพื้นที่ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 1.8% YoY ที่ 6.8 ล้านตารางเมตร ขณะที่อุปทานพื้นที่ค้าปลีกใหม่จะเพิ่มขึ้น 200,000 ตารางเมตร มีผลให้อุปทานสะสมปี 2568 เพิ่มขึ้น 2.8% YoY อยู่ที่ 7.3 ล้านตารางเมตร ด้านอัตราการเช่าพื้นที่ลดลงสู่ระดับ 93.7%
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการเช่าพื้นที่ค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.5-2.5% ต่อปี (ค่าเฉลี่ยปี 2560-2562 เพิ่มขึ้น 3.7% ต่อปี) จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ซึ่งคาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 39 ล้านคนภายในปี 2571 ส่งผลให้อุปสงค์พื้นที่ค้าปลีกขยายตัวต่อเนื่อง นอกจากนี้ การขยายโครงข่ายคมนาคมทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น และการเติบโตของชุมชนเมืองโดยเฉพาะในเขตปริมณฑล ทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการมากขึ้น เอื้อต่อการกระจายตัวของศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์
อุปทานพื้นที่ค้าปลีกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.7-2.7% ต่อปี หรือ 500,000 ตารางเมตร จากการปรับปรุง/ขยายพื้นที่ในสาขาที่มีทราฟฟิกหนาแน่น และพื้นที่ใหม่จากโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่ตามเฟสต่างๆ (อาทิ Central Northville, One Bangkok (Phase II) และ The Forestias ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จปี 2569) ส่งผลให้อัตราการเช่าลดลงสู่ระดับเฉลี่ย 92.3% ด้านค่าเช่ามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อย ยกเว้นพื้นที่ใจกลางเมืองที่ค่าเช่าอาจปรับสูงขึ้น
ศูนย์การค้าแบบปิด: คาดว่ารายได้จะเติบโตต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และการเติบโตของแบรนด์ต่างประเทศซึ่งต้องการพื้นที่ทำเลกลางเมืองเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ขณะที่อุปทานใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชานเมือง (เช่น รังสิตและบางนา) จากโครงการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ส่งผลให้ค่าเช่ามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
คอมมูนิตี้มอลล์: คาดว่ารายได้จะทรงตัว เนื่องจากมีอุปทานใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะย่านชานเมือง (เช่น บางนา รามคำแหง และลาดกระบัง) ซึ่งมีการขยายตัวของโครงการที่อยู่อาศัยและชุมชนเมือง อย่างไรก็ตาม อุปสงค์มีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าอุปทาน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า การปรับขึ้นค่าเช่าจึงทำได้จำกัด
พื้นที่ค้าปลีกสนับสนุน: คาดว่ารายได้จะทรงตัว จากอุปทานพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะย่านกลางเมืองที่มีการพัฒนาโครงการ Mixed-use หลายแห่ง ด้านอุปสงค์พื้นที่มีแนวโน้มเติบโตโดยเฉพาะในอาคารที่มีรูปแบบทันสมัยและเดินทางสะดวก ส่งผลให้ค่าเช่ามีแนวโน้มทรงตัวถึงปรับขึ้นเล็กน้อย


สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 ยอดขายและให้เช่าที่ดินมีจำนวน 4,067 ไร่ ลดลง -33.0% YoY ส่วนหนึ่งจากภาวะไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน อีกทั้งยังมีปัจจัยฐานสูงในปีก่อน โดยพื้นที่ขายและให้เช่าได้ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาคตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 3,908 ไร่ (สัดส่วน 96% ของยอดขายและเช่าพื้นที่นิคมฯ ทั่วประเทศ) ลดลง -28.7% YoY รองลงมา คือ ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯและปริมณฑล) จำนวน 159 ไร่ (-70.1% YoY) ขณะที่มูลค่าอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในภาคตะวันออกเติบโต 60.3% YoY และ 57.2% YoY ตามลำดับ
สำหรับด้านอุปทาน การจัดตั้งนิคมฯ ใหม่มีจำนวน 8 แห่ง (ภาคตะวันออก 6 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคเหนือ 1 แห่ง) รวมเป็นพื้นที่ 10,941 ไร่ ส่งผลให้มีจำนวนพื้นที่นิคมฯ ทั่วประเทศ 79 แห่ง รวม 1.86 แสนไร่ คิดเป็นอัตราการครอบครอง (Occupancy rate) 79.0% โดยพื้นที่ภาคตะวันออกมีสัดส่วนมากที่สุดในสัดส่วน 80% ของจำนวนพื้นที่นิคมฯ ทั่วประเทศ (จำนวน 1.45 แสนไร่)
ในช่วงที่เหลือของปี คาดยอดขายและให้เช่าที่ดินในนิคมฯ จะมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน ทำให้คาดว่าทั้งปี 2568 ยอดขายและให้เช่าที่ดินในนิคมฯ จะอยู่ที่ประมาณ 6,200 ไร่ ลดลง -22.2% (ยอดขายปี 2567 มีจำนวน 7,966 ไร่)
แนวโน้มปี 2569-2571
ยอดขายและให้เช่าที่ดินมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี หรือประมาณ 6,500-7,000 ไร่ต่อปี ปัจจัยหนุนจากปัจจัยหนุนจาก (1) ปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิ-รัฐศาสตร์ที่ยังคงมีส่วนหนุนให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนมายังอาเซียนและไทยมากขึ้น (2) ความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เสริมความได้เปรียบด้านทำเลเชิงกลยุทธ์ โดยเฉพาะพื้นที่ EEC ซึ่งมีเครือข่ายสาธารณูปโภค อาทิ ท่าเรือน้ำลึกที่เชื่อมโยงสู่ตลาดส่งออกสำคัญ พร้อมกับการปรับสู่รูปแบบ Smart park ของผู้ประกอบการนิคมฯ ที่เน้นทั้งความพร้อมในการให้บริการด้านเทคโนโลยีครบวงจรควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่คาดว่าจะเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น บ่งชี้จากจำนวนโครงการและมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 67.5% YoY และ 69.2% YoY ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจเป็นข้อจำกัดด้านอุปทาน ได้แก่ (1) ภาวะไม่มั่นคงทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานิคมฯ (2) ข้อจำกัดด้านผังเมืองที่ไม่สอดคล้องกับพื้นที่ลงทุน อาจส่งผลให้อุปทานที่ดินไม่เพียงพอในการพัฒนาโครงการของนักลงทุนรายใหญ่ ที่ต้องการพื้นที่จำนวนมาก (3) ราคาที่ดินปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการผลิตและนักลงทุน และ (4) การแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่กำลังเร่งนโยบายส่งเสริมการลงทุน รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
นิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก: ความต้องการซื้อหรือเช่าพื้นที่มีแนวโน้มขยายตัวดี จากข้อได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งและนโยบายเร่งส่งเสริมการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใน EEC อย่างไรก็ตาม พื้นที่นิคมฯ ใหม่มีแนวโน้มขยายตัวจำกัด เนื่องจากราคาที่ดินปรับขึ้นต่อเนื่อง ผลจากอุปทานที่ดินไม่เพียงพอ
นิคมอุตสาหกรรมในภาคกลาง: ความต้องการซื้อหรือเช่าฯ จะยังเติบโตจากความได้เปรียบเชิงกายภาพด้านการคมนาคมขนส่ง หนุนให้รายได้ยังคงขยายตัวดี โดยเฉพาะรายได้จากค่าบริการสาธารณูปโภค และค่าเช่า อย่างไรก็ตาม พื้นที่นิคมฯ ในภาคนี้ยังมีความเสี่ยงจากอุทกภัยรุนแรงดังที่เกิดขึ้นในปี 2554
นิคมอุตสาหกรรมในภาคอื่นๆ: ความต้องการซื้อหรือเช่าฯ ยังอยู่ระดับต่ำ เนื่องจากยังต้องรอการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เศรษฐกิจหลัก

สถานการณ์ปี 2568
ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ลดลง -7.2% ตามการหดตัวของนักท่องเที่ยวในตลาดหลัก โดยเฉพาะจีน (สัดส่วน 13.6% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยทั้งหมด) ที่หดตัว -33.6% ในปี 2568 จากความกังวลประเด็นความปลอดภัยที่ยังมีข่าวเป็นระยะในไทย โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนไปท่องเที่ยวที่เวียดนามและญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 43.9% YoY และ 42.7% YoY ตามลำดับ ส่วนนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย (สัดส่วน 13.7%) หดตัว -8.7% ในปี 2568 จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและต้นทุนการเดินทางต่างประเทศที่สูงขึ้น ประกอบกับอุทกภัยในภาคใต้ในช่วงปลายปี โดยเฉพาะหาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย สวนทางกับอินเดีย (สัดส่วน 7.5%) ที่เพิ่มขึ้น 12.1% เช่นเดียวกับตลาดระยะไกล อาทิ รัสเซีย (สัดส่วน 5.8%) เพิ่มขึ้น 8.8% อานิสงส์จากจำนวนเที่ยวบินที่เปิดบริการเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศมีจำนวน 202.4 ล้านทริป เพิ่มขึ้น 2.7% ในปี 2568 อานิสงส์จากมาตรการสนับสนุนภาครัฐ อาทิ เที่ยวไทยคนละครึ่ง (4 ก.ค.-31 ต.ค. 68) และมาตรการลดหย่อนภาษีจากโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” (29 ต.ค.–15 ธ.ค. 68)
อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศ 11 เดือนแรกทรงตัวอยู่ที่ 71.0% ขณะที่ราคาห้องพักหดตัว -3.4% YoY ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องปรับลดลงมาอยู่ที่ 1,292 บาท (-3.2% YoY) โดยคาดว่าทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 71.5% (เท่ากับปี 2567)
พื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมทั่วประเทศช่วง 8 เดือนแรกอยู่ที่ 8.6 แสนตร.ม.เพิ่มขึ้น 20.2% YoY โดยกรุงเทพฯ (สัดส่วน 30% ของพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมทั่วประเทศ) และภูเก็ต (สัดส่วน 33%) เพิ่มขึ้น 95.6% YoY และ 45.2% YoY ตามลำดับ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในแหล่งพื้นที่ท่องเที่ยวหลักที่คาดว่าจะยังมีศักยภาพ
แนวโน้มปี 2569-2571
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาดอินเดียและยุโรป ผลจากจำนวนเที่ยวบินตรงที่เชื่อมโยงสู่เมืองท่องเที่ยวสำคัญเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมจะยังถูกจำกัดจาก (1) เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายเพื่อเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะในปี 2569 (2) ปัญหาภายในประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย เช่น ความกังวลด้านความปลอดภัย และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา (3) เสน่ห์ที่ลดลงในฐานะจุดหมายปลายทางที่ "คุ้มค่าเงิน" (value-for-money) ท่ามกลางค่าครองชีพที่ยังคงสูง และ (4) การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่งในเอเชีย โดยเฉพาะเวียดนามซึ่งมุ่งเป้าที่นักท่องเที่ยวชาวจีน จึงคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยจะอยู่ที่ 35.5 ล้านคนในปี 2569, 37.5 ล้านคนในปี 2570 และ 39.0 ล้านคนในปี 2571 ส่วนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศเฉลี่ย 215-220 ล้านทริปต่อปี ทำให้อัตราเข้าพักโดยรวมคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 72-73%
โรงแรมในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก (กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต): คาดว่ารายได้จะเติบโตสูง โดยอัตราเข้าพักเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงถึง 75% จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญและจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาค: คาดว่ารายได้จะทยอยปรับดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจประชุมและสัมมนา (MICE)
โรงแรมในจังหวัดอื่นๆ: คาดว่ารายได้มีแนวโน้มทรงตัว อัตราการเข้าพักเฉลี่ยจะปรับเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย จากแนวโน้มที่มาตรการภาครัฐน่าจะยังคงส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองต่อไป

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก รายได้มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ปัจจัยหนุนจาก (i) จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคติดเชื้อและโรคตามฤดูกาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาทิ ไข้หวัดใหญ่ (+39.6% YoY) และปอดอักเสบ (+17.9% YoY) (ii) ผู้ป่วยต่างชาติยังคงเข้ามารับบริการรักษาในไทยต่อเนื่อง และ (iii) ผู้ประกอบการขยายการลงทุนทั้งด้านขอบข่ายการให้บริการ การสร้างโรงพยาบาลใหม่ การซื้อกิจการและเป็นพันธมิตรส่งต่อผู้ป่วยหรือใช้ทรัพยากรร่วมกัน อย่างไรก็ดี ธุรกิจยังถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนใช้บริการจากโรงพยาบาลรัฐ/ คลีนิกที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติบางกลุ่ม (เช่น จีนและกัมพูชา) มีทิศทางลดลง จึงอาจกระทบรายได้ของโรงพยาบาลที่มีสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติกลุ่มดังกล่าวสูง
ช่วงที่เหลือของปี ธุรกิจได้อานิสงส์จากความต้องการดูแลสุขภาพของกลุ่มลูกค้ารายได้ระดับกลางบนขึ้นไป ซึ่งยังมีศักยภาพการใช้จ่ายดี และการเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ทำให้ผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่) สำหรับโครงการ “สุขกายสบายกระเป๋า” ซึ่งผู้ป่วยสามารถซื้อยาจากร้านที่ร่วมโครงการ (มีผล 28 ต.ค. 68) จะกระทบรายได้ของโรงพยาบาลไม่มากนัก เนื่องจากเป็นยาทั่วไปที่มีราคาไม่สูงมาก ขณะที่ยาราคาสูงส่วนใหญ่เป็นยารักษาเฉพาะโรค จึงคาดว่ารายได้ของธุรกิจปี 2568 จะเติบโตเฉลี่ย 6.0-7.0% เทียบกับ 8.0-9.0% ปี 2567
แนวโน้มปี 2569-2571
รายได้ของธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 5.0-7.0% ต่อปี ตามเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้า และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยมีปัจจัยหนุนธุรกิจดังนี้
ประชากรสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ของไทยจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของประชากรรวมในปี 2583 จาก 22.4% ปี 2569 (ที่มา: สศช.) จึงมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้นสำหรับโรคต่อเนื่องและซับซ้อน
การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases) และโรคตามฤดูกาล รวมถึงผู้ป่วยต่างชาติ และนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical traveler) ที่จะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของภาคท่องเที่ยวและเมกะเทรนด์ด้านการดูแลสุขภาพที่มีความสำคัญมากขึ้น
การเพิ่มสิทธิประโยชน์การรักษาของผู้ประกันตน (อาทิ กองทุนประกันสังคมเพิ่มการผ่าฟันคุด และค่ารากฟันเทียม รวมถึงเพิ่มอัตราเงินสมทบสูตรใหม่ (เริ่มปี 2569) จึงมีโอกาสปรับขึ้นอัตราค่ารักษาแก่โรงพยาบาลเอกชน
ผู้ประกอบการโรงพยาบาลมีแนวโน้มขยายสาขา พื้นที่ให้บริการ และการรักษากลุ่มโรคยากและซับซ้อน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้ป่วย
โรงพยาบาลขนาดใหญ่: ได้ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด ขณะที่ฐานรายได้มีแนวโน้มกว้างขึ้นจากการขยายสาขา และให้บริการรักษาโรคซับซ้อน
โรงพยาบาลขนาดกลาง-เล็ก: มีฐานลูกค้าประกันสังคมช่วยลดความผันผวนของรายได้ แต่การแข่งขันรุนแรงทำให้โรงพยาบาลที่ไม่มีเครือข่ายถูกกดดันมากขึ้น

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ยอดขายร้านค้าปลีกถูกกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่เผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติ (9 เดือน) -7.6% YoY โดยเฉพาะจีน (-35.0% YoY) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวทั้งหมด ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการค้าปลีกต่ำกว่าระดับ 50 ตั้งแต่ ม.ค. 68 จากความกังวลต่อความเปราะบางของเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงกับธุรกิจการค้าออนไลน์ ซึ่งมีสินค้าหลายระดับราคาทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปี คาดว่ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส (29 ต.ค.–31 ธ.ค.) และมาตรการเที่ยวดีมีคืน (29 ต.ค.-15 ธ.ค) จะช่วยให้มีการใช้จ่ายในร้านค้าปลีกมากขึ้น ส่งผลให้คาดว่ารายได้ของธุรกิจร้านค้าปลีกสมัยใหม่ปี 2568 เติบโตที่ระดับ 2.0-3.0% จากปี 2567
แนวโน้มปี 2569-2571
ปี 2569 คาดว่ายอดขายของร้านค้าปลีกจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสงครามการค้าที่รุนแรงจะยังคงกดดันความเชื่อมั่นของผู้บริโภคซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายของชาวต่างชาติ สำหรับปี 2570-2571 คาดว่าธุรกิจค้าปลีกจะเติบโตเฉลี่ย 3.0-3.5% ต่อปี แรงหนุนจาก (1) ภาคท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติจะแตะระดับ 39 ล้านคนภายในปี 2571 (2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เช่น รถไฟฟ้าและโครงการที่อยู่อาศัย ทำให้ชุมชนเมืองขยายตัว ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาด และ (3) การขยายฐานลูกค้า โดยพัฒนากลยุทธ์ Omnichannel เชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ และการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน (เช่น CLMV) เพื่อสร้างฐานรายได้ระยะยาว
แนวโน้มการเติบโตของร้านค้าปลีกแต่ละประเภท มีดังนี้
ห้างสรรพสินค้า: คาดรายได้เติบโตเฉลี่ย 1.5-2.5% ต่อปี จากกำลังซื้อของกลุ่มรายได้ระดับกลาง-บน และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้านผู้ประกอบการทยอยเปิดโครงการ Mega Mixed-use เพื่อดึงดูดลูกค้าและนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (AR/VR) และระบบสมาชิกผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
ดิสเคาท์สโตร์: คาดรายได้เติบโตเฉลี่ย 1.2-2.2% ต่อปี เนื่องจากมีรูปแบบที่เน้นความคุ้มค่า และขยายสาขาสู่เมืองรองต่อเนื่อง จึงเข้าถึงลูกค้าหลากหลายระดับมากขึ้น ทั้งยังมีการใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขายและการดูแลลูกค้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้มีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรงจากร้านค้า Online และ Cross-border E-commerce
ซูเปอร์มาร์เก็ต: คาดรายได้เติบโตเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี จากลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่ผู้ประกอบการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งรวมถึงสินค้าสุขภาพและออร์แกนิก ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงจากร้านสะดวกซื้อที่เพิ่มการขายอาหารสดและสินค้าสุขภาพ
ร้านสะดวกซื้อ: คาดรายได้เติบโตเฉลี่ย 4.5-5.2% ต่อปี จากการขยายสาขาครอบคลุมเขตเมือง ชุมชนใหม่ และศูนย์คมนาคม พร้อมขยายบริการ Quick Commerce ตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ ขณะที่ต้องเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากร้านค้ากลุ่มอื่นที่ขายสินค้าประเภทเดียวกัน

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรลดลง -1.2% YoY ตามเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่แผ่วลง ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้ผู้บริโภคระวังการใช้จ่ายโดยเน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า รวมถึงลดสินค้าฟุ่มเฟือย (เช่น สินค้าแฟชั่นและสินค้าตกแต่งบ้าน) โดยการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ออกโดยธนาคารลดลง -1.5% YoY ส่วนกลุ่ม Non-bank ลดลง -0.8% YoY อย่างไรก็ดี มาตรการภาครัฐ อาทิ Easy E-Receipt (15 ม.ค.-28 ก.พ. 68) และการเติบโตต่อเนื่องของการค้าออนไลน์ ช่วยหนุนการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตระดับหนึ่ง ด้านจำนวนบัญชีเพิ่มขึ้น 1.1% YoY จากกลุ่ม Non-bank (+2.8% YoY) ส่วนกลุ่มธนาคารลดลง -1.8% YoY
ช่วงที่เหลือของปี ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยจากการเข้าสู่เทศกาลใช้จ่ายปลายปี และโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยที่เติบโตซบเซาลงจะกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคกลุ่มเปราะบาง ส่งผลให้ทั้งปี 2568 คาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะลดลง -1.4% จากปี 2567 ขณะที่จำนวนบัญชีจะเพิ่มขึ้น 1.0-2.0% โดยผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะเพิ่มความเข้มงวดเรื่องบัญชีใหม่มากขึ้น เพื่อลดปัญหา NPLs ซึ่งอยู่ที่ 3.9% ของสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 2 สูงขึ้นเล็กน้อยจาก 3.8% ณ สิ้นปี 2567
แนวโน้มปี 2569-2571
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.0-3.0% ต่อปี โดยจะลดลงในปี 2569 ตามทิศทางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียง 1.8% และกระเตื้องขึ้นในปี 2570-2571 จากปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) ทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป นำโดยการเติบโตของภาคท่องเที่ยว ผนวกกับคนไทยที่มีกำลังซื้อสูงมีแนวโน้มท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น จึงเพิ่มโอกาสการใช้จ่ายผ่านบัตร (2) ผู้บริโภคนิยมชำระเงินผ่านช่องทางที่ไม่ต้องใช้เงินสด (Cashless) และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และ (3) การเติบโตของธุรกิจ e-Commerce ซึ่ง Priceza คาดว่าจะแตะ 2 ล้านล้านบาทในปี 2573 จาก 1 ล้านล้านบาทปี 2568
ผู้ประกอบการมีแนวโน้มเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนและกลุ่ม New Gen (GenY และ Z) ที่มีรายได้ 30,000 บาท/เดือนขึ้นไป รวมถึงการส่งเสริมการขายหมวดสินค้าในชีวิตประจำวัน หรือออกผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (เช่น กลุ่มท่องเที่ยว และการดูแลสุขภาพและความงาม) ตลอดจนการดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงด้านหนี้เสีย
สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก รายได้ของธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง อานิสงค์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้แรงหนุนชั่วคราวจากการเร่งจัดส่งสินค้าล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่ของสหรัฐฯ ผนวกกับความต้องการใช้งานข้อมูลที่เติบโตรวดเร็วต่อเนื่อง และความนิยมใช้งานเทคโนโลยี IoT ผ่านเครือข่าย 5G เพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ด้านผู้ประกอบการเร่งส่งเสริมการขายโดยพ่วงบริการเสริมที่เกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูง
ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าธุรกิจจะได้แรงหนุนจากการเข้าสู่เทศกาลใช้จ่ายปลายปี ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว จึงมีความต้องการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มากขึ้น ผนวกกับคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางมาไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ราว 9.2 ล้านคน จะหนุนลูกค้าระบบเติมเงินเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้รายได้ค่าบริการปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 2.0-3.0% ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (ARPU) จะทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2567 ด้านผู้ใช้บริการมีแนวโน้มปรับลดลง -4.8% เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว -3.8% ประกอบกับการเพิ่มความเข้มงวดในการยืนยันตัวตนลงทะเบียนซิมใหม่
แนวโน้มปี 2569-2571
ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตในอัตราไม่สูงนัก โดยคาดว่ารายได้ค่าบริการจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.0-4.0% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุน ดังนี้
กำลังซื้อผู้บริโภคทยอยฟื้นตัวตามทิศทางเศรษฐกิจไทย ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 39 ล้านคนภายในปี 2571 จะช่วยขยายฐานลูกค้าระบบเติมเงิน
ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตปี 2568 อยู่ที่ 67.8 ล้านคน (+3.7% จากปี 2567) ขณะที่ผู้ใช้งาน Social media อยู่ที่ 56.6 ล้านคน (+15.2%) รวมถึงการใช้อุปกรณ์ IoT เชื่อมต่อระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้มีความต้องการเชื่อมต่อข้อมูลคุณภาพสูงและบริการคอนเทนต์พรีเมียม
นโยบายภาครัฐ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล โครงการสมาร์ทซิตี้ และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้มีการขยายโครงข่ายด้านโทรคมนาคมกระจายทั่วประเทศ
ผู้ประกอบการมีแนวโน้มสร้างมูลค่าเพิ่มสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพ รวมถึงการขายแพ็กเกจ 5G รวมถึงการบริหารจัดการเชื่อมต่อโครงข่ายสู่ภาคธุรกิจ อาทิ ธุรกิจดูแลสุขภาพ ธนาคาร และภาคการผลิต เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความมั่นคงต่อเนื่อง
ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจจะถูกกดดันจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง เพื่อรองรับการใช้งาน 5G ที่หลากหลายในอนาคต

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ความต้องการเช่าคลังสินค้าปรับเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของภาคการค้าระหว่างประเทศ (+12.3% YoY) ผนวกกับการลงทุนมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากมูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้น 94% YoY รวมถึงการขยายตัวของการค้าออนไลน์ (Priceza Thailand E-commerce Trend 2025 คาดปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 7.0%) อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวที่ซบเซาลง สะท้อนจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัว -2.9% YoY ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยลดลง -7.5% YoY ท่ามกลางการบริโภคภาคเอกชนที่เติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นปัจจัยลดทอนความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้าระดับหนึ่ง
ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าความต้องการเช่าคลังสินค้าจะได้อานิสงส์จากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี และโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตแผ่วลงจะลดทอนการเช่าคลังสินค้าบางส่วน ส่งผลให้การเช่าพื้นที่คลังสินค้ารวมปี 2568 เพิ่มขึ้น 1.0% จากปี 2567 หรืออยู่ที่ 6.4 แสนตารางเมตร ด้านผู้ประกอบการคลังสินค้ารายใหญ่มีทิศทางขยายการลงทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้อุปทานรวมเพิ่มขึ้น 3.0% จากปี 2567 หรืออยู่ที่ 7.4 ล้านตารางเมตร กดดันอัตราการเช่าลดลงที่ 86.3% จาก 88.0% ปี 2567
แนวโน้มปี 2569-2571
ความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.5% ต่อปี ปัจจัยหนุนจาก (1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนำโดยภาคท่องเที่ยวและการลงทุนภาครัฐ (2) การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติมาไทยเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง (3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การยกระดับท่าเรือเชียงแสนและเชียงของเป็น ”ศูนย์กลางโลจิสติกส์หลายรูปแบบ” (Multimodal logistics hub) และ (4) การเติบโตของธุรกิจการค้าออนไลน์ที่ระดับเฉลี่ย 15% ต่อปี (ที่มา: e-Conomy SEA 2024) ปัจจัยข้างต้นจะเพิ่มความต้องการเช่าพื้นที่คลังสินค้าเพื่อจัดเก็บวัตถุดิบและสินค้าเพื่อการผลิตและอุปโภคบริโภค
พื้นที่คลังสินค้าให้เช่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.5% ต่อปี โดยประมาณ 70% จะอยู่ในพื้นที่ EEC (โดยเฉพาะชลบุรี) ซึ่งเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ โดยผู้เช่ามีแนวโน้มต้องการคลังสินค้าแบบสร้างตามสั่ง (Built-to-Suit) หรือตามฟังก์ชั่นงาน (Built-to-Function) มากขึ้น รวมถึงคลังสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายอัตโนมัติ และชั้นวางสินค้าอัตโนมัติ ขณะที่การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมอาหารและเภสัชกรรม จะหนุนความต้องการคลังสินค้าห้องเย็นเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ อุปทานพื้นที่เช่าที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าความต้องการเช่า ทำให้อัตราการเช่าจะลดลงสู่ระดับเฉลี่ย 84.4% ขณะที่ค่าเช่ามีแนวโน้มทรงตัว โดยอาจปรับขึ้นเล็กน้อยในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ธุรกิจรถไฟฟ้าได้ปัจจัยหนุนจาก (1) การเปิดให้บริการรถสายสีชมพูส่วนต่อขยาย ช่วยเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสาร (Feeder) ที่เข้าพื้นที่แสดงสินค้าในเมืองทองธานี (2) การเปิดให้บริการโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่กลางเมือง (Dusit Central Park) ซึ่งมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม สำนักงาน และที่พักอาศัย และเป็นจุดเชื่อมต่อของ BTS และ MRT ทำให้การใช้บริการรถไฟฟ้ามีความสะดวกกว่า และ (3) มาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ เช่น การกำหนดค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสาย (สายสีแดงและสีม่วง) และมาตรการค่าโดยสารฟรีเพื่อลด PM 2.5 ในบางช่วงเวลา โดยสถานการณ์โดยรวม สรุปได้ดังนี้
ผู้ใช้บริการรวมเฉลี่ย 1.41 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน (+6.2% YoY) โดยสายสีเขียว (สัดส่วน 50.9% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด) เพิ่มขึ้น 0.2% YoY สายสีน้ำเงิน (สัดส่วน 34.5%) +0.8% YoY สาย ARL (สัดส่วน 4.7%) +1.4% YoY และที่เหลือ +19.8% YoY
รายได้ค่าโดยสาร (สายหลัก) เฉลี่ยต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.8% YoY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรับ Feeder รถสายรองที่เปิดให้บริการใหม่ โดยรายได้ของสายสีเขียว +5.0% YoY จาก Feeder สายสีชมพูและสีเหลือง ส่วน MRT (สายสีน้ำเงิน) +6.9% YoY จากสายสีแดง สีเหลืองและสีม่วง
ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าความต้องการเดินทางจะเพิ่มขึ้น จากการเข้าสู่เทศกาลใช้จ่ายและท่องเที่ยว รวมถึงการจัดงานอีเว้นท์และกิจกรรมในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (มีผล 1 พ.ย. 68) เป็นสูงสุดที่ 45 บาท จากเดิม 15 บาท จะทำให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าลดลงบางส่วน จึงคาดว่าปี 2568 ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าจะเฉลี่ยที่ 1.43 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน (+7.4% จากปี 2567) ขณะที่รายได้รวมเฉลี่ยต่อวันจะเพิ่มขึ้น 11.5% แบ่งเป็น BTS +5.5% และ MRT +22.0%
แนวโน้มปี 2569-2571
ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.0-6.0% ต่อปี หนุนรายได้เติบโตเฉลี่ย 5.0-7.0% ต่อปี จากปัจจัย (1) การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมมีอยู่ต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มมาไทยเพิ่มขึ้น (2) การให้บริการรถไฟฟ้าสายใหม่ ทำให้การเดินทางจากชานเมืองสู่ศูนย์กลางธุรกิจทำได้สะดวกขึ้น อาทิ สายสีส้ม (คาดเปิดเดินรถปี 2571) (3) การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เช่น Dusit Central Park/ One Bangkok/ และ The Forestias รวมถึงสำนักงานเกรด A และโครงการที่อยู่อาศัยตามแนวรถไฟฟ้า จะดึงดูดคนทำงานและนักท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองมากขึ้น (4) แผนพัฒนาสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นศูนย์รวมสถานีขนส่งผู้โดยสารไปจังหวัดภูมิภาค จะทำให้โครงข่ายรถไฟฟ้าเชื่อมต่อถึงกัน เหนี่ยวนำให้มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามากขึ้น และ (5) การกำหนดค่าโดยสารเหมาจ่าย 40 บาทต่อวันสำหรับรถสายสีแดงและสีม่วง (1 ธ.ค. 68 เป็นต้นไป) จะหนุนให้ผู้ใช้บริการโดยรวมเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคนต่อวัน (ที่มา: BTS)
ปัจจัยท้าทายของธุรกิจ ได้แก่ กำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงเปราะบาง จากภาระหนี้สินและเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดการใช้จ่ายจากทิศทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

สถานการณ์ปี 2568
ช่วง 9 เดือนแรก ความต้องการขนส่งทางเรือมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งมีการเร่งขนส่งสินค้าก่อนมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariff) ของสหรัฐฯ ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศของไทยเติบโตเร่งขึ้น 13.2% Y0Y ผนวกกับการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าออนไลน์ ช่วยหนุนปริมาณสินค้าที่ขนส่งให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของธุรกิจยังถูกจำกัดจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าท่ามกลางการบริโภคที่อ่อนแอ ทำให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเติบโตชะลอลง อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ทำให้การขนส่งมีความยาวนานกว่าปกติจากการปรับเบี่ยงเส้นทางขนส่ง
ช่วงที่เหลือของปี คาดว่าความต้องการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารจะเพิ่มขึ้นจากการใช้จ่ายช่วงเทศกาลปลายปี อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างประเทศของไทยมีแนวโน้มซบเซาตามการค้าโลก โดย UNCTAD คาดว่าปี 2568 การค้าทางทะเลของโลกจะเติบโต 0.5% ชะลอลงจาก 2.0% ปี 2567 สอดคล้องกับดัชนีค่าระวางเรือมีทิศทางปรับลดต่อเนื่อง ด้านความต้องการสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสินค้าเหลว มีแนวโน้มชะลอตัวตามเศรษฐกิจไทยที่เติบโตแผ่วลง จึงคาดว่ารายได้ของธุรกิจเรือคอนเทนเนอร์1/ จะเติบโต 0.0-3.0% ขณะที่ธุรกิจเรือเทกองจะหดตัว -1.0% ถึง -3.0%
แนวโน้มปี 2569-2571
ทิศทางของธุรกิจขนส่งทางเรือ สรุปได้ดังนี้
รายได้มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 1.5-2.5% ต่อปี จากปัจจัย (1) เศรษฐกิจและการค้าโลกที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดย IMF คาดว่าเศรษฐกิจและการค้าโลกจะขยายตัวเฉลี่ย 3.2% และ 2.9% ต่อปี ตามลำดับ หนุนความต้องการการขนส่งทางทะเล โดย UNCTAD คาดว่าการค้าทางทะเลทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ย 1.7% ต่อปี (2) การย้ายฐานลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจะหนุนให้มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้อง และ (3) ความคืบหน้าของการเจรจาการค้าเสรี คาดว่าจะเพิ่มเป็น 19 ฉบับภายในปี 2569 (ไทย-ศรีลังกา ไทย-ภูฏาน และไทย-EU) จาก 16 ฉบับในปี 2568 จะหนุนกิจกรรมด้านการค้าและการลงทุนให้เติบโตฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบด้านแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ สงครามการค้าโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจปะทุเป็นระยะ จะกดดันให้ภาคส่งออกของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ลดทอนความต้องการขนส่งสินค้าบางส่วน
ต้นทุนของธุรกิจมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ IMO (International Maritime Organization)2/ ตั้งเป้าให้เรือขนส่งใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือปลอดมลพิษ (Zero emission fuel: ZEF) อย่างต่ำ 5-10% ของเชื้อเพลิงทั้งหมดภายในปี 2573 และคาดว่าจะกำหนดราคาภาษีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางทะเลเพื่อให้อุตสาหกรรมเดินเรือเข้าสู่ “Net zero” ภายในปี 2593 ขณะที่ EU เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Emissions trading system: ETS) เพิ่มขึ้นเป็น 100% ในปี 2569 จาก 75% ปี 2568 นอกจากนี้ สายเรืออาจมีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนเรือใหม่ หรือปรับแต่งกองเรือเดิมให้มีประสิทธิภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

สถานการณ์ปี 2568
ในปี 2568 รายได้ของธุรกิจนี้โดยรวมคาดว่าจะเติบโต 4.8% ชะลอลงจาก 14.9% ในปี 2567 โดยอัตราการเติบโตมีแนวโน้มแผ่วลงในทุกกลุ่มธุรกิจ
บริการดิจิทัล ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจนี้โดยรวม โดยรายได้ในหมวดนี้มีแนวโน้มขยายตัว 5.5% ในปี 2568 ชะลอลงจาก 19.5% ในปี 2567 ตามเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตจาก (1) การขยายธุรกรรมของภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่ผ่านการให้บริการด้านแพลตฟอร์มที่ต้องใช้ข้อมูลขนาดใหญ่บนคลาวด์ โดยเฉพาะด้าน Data Analytics และ Cybersecurity และ (2) ธุรกิจ SMEs หันมาเน้นการตลาดดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลและ Live Streaming มากขึ้น เพื่อแนะนำสินค้าและขยายช่องทางตลาดที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางด้วยต้นทุนที่ต่ำ
ซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ รายได้มีแนวโน้มขยายตัว 4.4% ในปี 2568 ลดลงจาก 8.5% ในปี 2567 ตามการชะลอค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบซอฟต์แวร์ใหม่ของภาคธุรกิจ ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจยังชะลอตัว สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตไม่สูงนักที่ 2.3% YoY ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 (ที่มา: สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) แม้ยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตต่อเนื่องจากธุรกิจ SMEs บางกลุ่มที่ยังอยู่ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านด้านการบริหารองค์กรไปสู่ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) และระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) บนคลาวด์
ดิจิทัลคอนเทนต์ รายได้มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราต่ำที่ 1.4% ชะลอลงจาก 14.4% ในปี 2567 จาก (1) ธุรกิจเกมส์ออนไลน์ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ (2) ธุรกิจแอนนิเมชั่นและคาเรคเตอร์ซึ่งอุปสงค์ส่วนใหญ่มาจากตลาดโฆษณา/อีเวนต์ยังซบเซาจากทิศทางการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว รวมทั้งการชะลอตัวของภาคธุรกิจร้านอาหารและสันทนาการ โดยเฉพาะแอนิเมชันซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ที่เร่งพัฒนากระบวนการผลิตแอนิเมชั่นจาก AI ด้วยต้นทุนที่ต่ำ
แนวโน้มปี 2569-2571
รายได้โดยรวมของธุรกิจนี้มีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ย 6.8% ต่อปี แต่คาดว่าในปี 2569 จะยังเติบโตต่ำ เฉลี่ยเพียง 4.7% ตามเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอตัว และผลของนโยบายขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ทำให้ผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในการใช้จ่ายมากนัก ก่อนที่อัตราการเติบโตจะขยับเพิ่มขึ้นเป็นลำดับในปี 2570-2571
บริการดิจิทัล คาดว่ารายได้จะเติบโต 7.7% ต่อปี โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่ (1) ด้านอุปทาน จากการแข่งขันในเทคโนโลยีให้บริการที่จะรุนแรงต่อเนื่องในภาคการเงินและประกันภัย อุตสาหกรรมผลิต โลจิสติกส์ และธุรกิจบริการอื่นๆ โดยจะเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลบนคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกลยุทธ์หลัก ช่วยขยายฐานลูกค้าของธุรกิจแพลตฟอร์มและบริการดิจิทัลให้กว้างขึ้น และ (2) ด้านอุปสงค์ จากความนิยมทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคคนไทยที่ทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์มีสัดส่วนสูงถึง 94% ของจำนวนผู้บริโภคคนไทยทั้งหมด สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน (95%) ในปี 2567 (ที่มา: Statista)
ซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ คาดว่ารายได้จะเติบโต 6.3% จาก (1) แนวโน้มภาคธุรกิจที่เน้นใช้บริการ SaaS แทนการใช้ Server เพื่อลดภาระด้าน IT และต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ (2) การพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ฉลาดขึ้น (Intelligent software) ซึ่งขับเคลื่อนโดย AI และ Machine leaning สำหรับภาคส่วนที่เติบโตดี ได้แก่ บริการซอฟต์แวร์ด้านการประมวลผลข้อมูล และการพัฒนา Customized software network
ดิจิทัลคอนเทนต์ คาดว่ารายได้น่าจะฟื้นตัว แต่ยังเติบโตในอัตราต่ำที่ 2.0% แม้อุปสงค์อาจปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การแข่งขันด้านราคากับสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีการพัฒนาด้วยต้นทุนต่ำ อาจเป็นข้อจำกัดของการเติบโตด้านรายได้ของธุรกิจในหมวดนี้.

สถานการณ์ปี 2567
ในปี 2567 รายได้รวมของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.76 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9.76 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 28.7% แบ่งเป็น 1) รายได้ด้านโครงสร้างเครือข่าย เติบโต 22.4% (สัดส่วน 67.9% ของรายได้รวม) จากความต้องการการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง 2) รายได้ด้านระบบเซิฟเวอร์ เติบโตสูงถึง 59.8% (สัดส่วน 23.0%) จากความต้องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และคลาวด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนในเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น 3) ระบบจัดเก็บข้อมูล ขยายตัว 15.6% (สัดส่วน 9.1%) จากปริมาณข้อมูลและความต้องการจัดเก็บบนคลาวด์ที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชน
คาดการณ์ปี 2568
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ประเทศไทยมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลสูงถึง 119 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนกว่า 612,768 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์จากหลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ จีน และสิงคโปร์ โดยคาดว่ามูลค่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งปัจจัยบวกที่ยังเป็นแรงหนุนต่อเนื่อง จะทำให้รายได้รวมของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ในปี 2568 มีแนวโน้มเติบโต 14.0-15.0% โดยแบ่งเป็นรายได้จากโครงสร้างเครือข่าย คาดว่าจะเติบโต 11.9-12.9% ในขณะที่รายได้ระบบเซิฟเวอร์จะเติบโต 21.8-22.8% และระบบจัดเก็บข้อมูลจะเติบโต 10.4-11.4%
แนวโน้มปี 2569-2571
รายได้รวมของอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 10.2-11.2% ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 โดยจำแนกรายได้ตามประเภท ดังนี้
โครงสร้างเครือข่าย คาดว่ารายได้จะเติบโต 7.8-8.8% ต่อปี จากความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นและการพัฒนาโครงข่าย 5G อย่างต่อเนื่องของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในไทย จะช่วยเพิ่มความต้องการด้านเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างดาต้าเซนเตอร์และผู้ใช้งาน ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงสร้างเครือข่ายที่รองรับการส่งข้อมูลปริมาณมหาศาล รวมถึงการเข้ามาลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีจากต่างชาติที่จะสนับสนุนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเอื้อต่อการเติบโตของรายได้
ระบบเซิฟเวอร์ คาดว่ารายได้จะเติบโต 16.1-17.1% ต่อปี จากการความต้องการใช้ AI และระบบคลาวด์ของผู้บริโภคและธุรกิจ ส่งผลให้บริษัทที่เกี่ยวข้องต้องลงทุนด้านระบบเซิฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับการใช้งาน รวมถึงการเติบโตของ Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ ทำให้มีความต้องการเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและความหลากหลาย
ระบบจัดเก็บข้อมูล คาดว่ารายได้จะเติบโต 10.4-11.4% ต่อปี จากการเพิ่มขึ้นของข้อมูลขนาดใหญ่ที่มาจากการใช้ AI,การขยายตัวของ E-commerce และ E-payment ซึ่งต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมาก ผู้ประกอบการจึงต้องลงทุนเพิ่มเพื่อรองรับความปลอดภัยและความรวดเร็ว นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะ Personal Data Protection Act (PDPA) ที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น ยังเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ความต้องการระบบจัดเก็บข้อมูลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
