ธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัวและคาดว่าจะถึง 39 ล้านคนในปี 2571 ตามการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินตรงสู่จุดหมายปลายทางสำคัญ อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 3 ปีหน้าอาจยังไม่แตะระดับช่วงก่อน COVID-19 เนื่องจากตลาดจีนฟื้นตัวได้ช้า จากความกังวลด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยวไทย อีกทั้งคู่แข่งในเอเชียโดยเฉพาะเวียดนามเน้นมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนเช่นเดียวกับไทย ส่วนนักท่องเที่ยวไทยเดินทางในประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นได้ถึงระดับ 215-220 ล้านทริป ในปี 2569-2571 จากแนวโน้มมาตรการภาครัฐที่น่าจะยังคงสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง และแนวโน้มการเติบโตของตลาดประชุมสัมมนา (MICE) ในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผลของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจมีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวอาจยังเป็นปัจจัยท้าทายที่ฉุดรั้งจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศให้เติบโตต่ำลงได้ในปี 2569 ทิศทางข้างต้น ทำให้อัตราเข้าพักทั่วประเทศมีแนวโน้มอยู่ที่ระดับ 72-73% ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ยังคงขยายการลงทุนต่อเนื่องโดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ
โรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก (กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต): คาดรายได้เติบโตตามทิศทางการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยอัตราเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมกลุ่มนี้มีโอกาสแตะระดับ 75% ตั้งแต่ปี 2569
โรงแรมในจังหวัดศูนย์กลางความเจริญของภูมิภาคและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ1/: คาดรายได้ทยอยเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศและอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ แม้จะเผชิญปัจจัยท้าทายจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจมีผลต่อมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวโดยเฉพาะปี 2569
โรงแรมในจังหวัดทั่วไป: รายได้มีแนวโน้มทยอยปรับดีขึ้น จากมาตรการภาครัฐที่สนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง แต่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยยังคงต่ำกว่าพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ
ธุรกิจโรงแรม (รวมรีสอร์ทและเกสต์เฮ้าส์) เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หมวดที่พักแรม (Accommodation) ช่วงปี 2560-2562 คิดเป็นสัดส่วน 2.5% ของ GDP รวมทั้งประเทศ ก่อนลดลงเหลือสัดส่วน 1.0% ในปี 2563 และ 0.6% ในปี 2564 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้ GDP หมวดที่พักแรมหดตัวอย่างรุนแรง ก่อนกลับมาเริ่มทยอยฟื้นตัวในปี 2565 จากสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายลง (ภาพที่ 1) และยังคงทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องโดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 2.0% และ 2.5% ของ GDP ในปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ ทั้งนี้รายได้ของธุรกิจโรงแรมมาจากการขายห้องพักเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนโดยเฉลี่ย 65-70% ของรายได้ทั้งหมด รองลงมาคือ ค่าอาหารและเครื่องดื่ม (สัดส่วน 25%) โดยโรงแรมขนาดกลางขึ้นไปที่อยู่ในระดับ 4-5 ดาว มีสัดส่วนรายได้จากค่าอาหารและเครื่องดื่มมากกว่าโรงแรมขนาดเล็ก ที่เหลือเป็นรายได้อื่นๆ (สัดส่วน 5-10%) เช่น บริการซักรีด ค่าเช่าพื้นที่ร้านค้า

ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ (International tourists) ที่ผ่านมา ประเทศไทยนับเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโลก และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ (1) การมีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจติดอันดับโลกกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ พัทยา (จ.ชลบุรี) และภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก (Major Tourist Destinations) และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงระดับโลก (World Class Destination) (2) ไทยยังมีความได้เปรียบด้านค่าครองชีพและราคาห้องพักที่ถูกกว่าคู่แข่งหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ภาพที่ 2) ทำให้การท่องเที่ยวในไทยมีความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) (3) การคมนาคมที่สะดวกมากขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีการพัฒนาต่อเนื่องเป็นลำดับ และ (4) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของสายการบินต้นทุนต่ำ (Low-cost airlines) อย่างไรก็ตาม จากรายงาน “Travel & Tourism Development Index 2024” ของ World Economic Forum ฉบับล่าสุดเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 สะท้อนว่าการท่องเที่ยวของไทยมีศักยภาพในการแข่งขันลดลงอย่างชัดเจน โดยขีดความสามารถในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวของไทยอยู่ในอันดับ 47 จาก 119 ประเทศทั่วโลก (จากอันดับที่ 36 ในปี 2564) อันดับ 9 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอันดับ 4 ของภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย (ภาพที่ 2) โดยไทยเป็นรองทั้งสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียในด้าน Safety & Security แม้ว่าไทยยังคงได้เปรียบในเชิงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศ (Air Transport Infrastructure) และด้านทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) รวมถึงด้านการส่งเสริมให้เกิดการเดินทางนอกเหนือจากการพักผ่อน (Non-leisure Travel)




สำหรับจำนวนโรงแรมและห้องพักเติบโตต่อเนื่องในแหล่งท่องเที่ยวหลัก โดยโรงแรมและห้องพักมักกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา (จ.ชลบุรี) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในระยะหลัง รัฐบาลได้ผลักดันแผนส่งเสริมการกระจายแหล่งท่องเที่ยวสู่เมืองรองมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและสนามบินในภูมิภาคหลายพื้นที่ เหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนขยายธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นตามมาในจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาคและเมืองท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ เชียงใหม่ กระบี่ เกาะสมุย (จ.สุราษฎร์ธานี) ส่งผลให้จำนวนห้องพักทั่วประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ยกเว้นช่วง COVID-19 ในปี 2563-2564) จาก 634,855 ห้อง ในปี 2558 เป็น 847,029 ห้อง ในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ย 3.3% ต่อปี (ภาพที่ 5) โดยปี 2567 จำนวนห้องพักในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของจำนวนห้องพักทั้งหมดในประเทศ โดยกรุงเทพฯ มีห้องพักมากที่สุดจำนวน 153,473 ห้อง (สัดส่วน 18.1%) รองลงมา ได้แก่ ภูเก็ต 96,048 ห้อง (11.3%) และชลบุรี 89,416 ห้อง (10.6%) ตามลำดับ (ภาพที่ 6) โดยมีทั้งเครือข่ายโรงแรมไทยและโรงแรมต่างชาติ (International Hotel Chain) (ภาพที่ 7)



อัตราเข้าพัก (Occupancy rate: OR) ระหว่างปี 2550–2562 อัตราเข้าพักเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 60–70% ยกเว้นช่วงเหตุการณ์วิกฤต เช่น ความไม่สงบทางการเมือง ปี 2552–2553 ที่อัตราเข้าพักโดยเฉลี่ยทั้งประเทศลดเหลือ 49.7% และรัฐประหารปี 2557 อยู่ที่ 58.9% แต่ผลกระทบรุนแรงที่สุด คือ ในช่วง COVID-19 อัตราเข้าพักลดลงเหลือ 29.5% ในปี 2563 และ 14.0% ในปี 2564 (ภาพที่ 8) โดยพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ (Tourist destinations) ปรับลดลงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นๆ เนื่องจากพึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก (ภาพที่ 9) เช่นเดียวกับราคาห้องพักเฉลี่ย (Average Daily Rate: ADR) ที่ปรับลดลงจาก 1,700 บาท ในปี 2562 เหลือเพียง 1,121 บาท และ 914 บาท ในปี 2563–2564 ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (Revenue per Available Room: RevPAR) ลดลงตาม (ภาพที่ 10) โดยภาคใต้ซึ่งพึ่งพาตลาดต่างชาติได้รับผลกระทบมากที่สุด (ภาพที่ 11) อย่างไรก็ตาม ปี 2565 หลังจากการระบาดเริ่มคลี่คลาย สถานการณ์ท่องเที่ยวและโรงแรมทยอยฟื้นตัว ส่งผลให้อัตราเข้าพักทั่วประเทศ ราคาห้องพัก และรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ภาพที่ 10)





สำหรับประเทศไทย ธุรกิจท่องเที่ยวในปี 2568 หดตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนและมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดหลัก แม้จะได้อานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ดังนี้
นักท่องเที่ยวต่างชาติมีจำนวน 32.97 ล้านคน ลดลง -7.2% ในปี 2568 (ภาพที่ 13) ตามการชะลอตัวของตลาดสำคัญ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีสัดส่วน 13.6% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เดินทางมาไทยในปี 2568 โดยลดลงถึง -33.6% จากความกังวลด้านความปลอดภัยในไทยหลังเกิดหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา อาทิ กรณีทำร้ายร่างกาย, คดีทัวร์ศูนย์เหรียญ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวโยงกับการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน มีส่วนทำให้นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเลือกเดินทางไปเวียดนาม (+41.3% YoY ในปี 2568) และญี่ปุ่น (+37.5% YoY ในช่วง 11 เดือนแรกปี 2568) แทน จากความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยที่มีมากกว่าไทย เช่นเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซีย (สัดส่วน 13.7%) ในไทย ที่ลดลง -8.7% จากผลกระทบด้านเศรษฐกิจของมาเลเซียที่ชะลอตัว และต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น ประกอบกับอุทกภัยในภาคใต้ของไทยช่วงปลายปี โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของชาวมาเลเซีย ทำให้ชาวมาเลเซียหันไปท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักที่ยังขยายตัวดี ได้แก่ อินเดีย (สัดส่วน 7.5%) และรัสเซีย (สัดส่วน 5.8%) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย (ภาพที่ 14) โดยนักท่องเที่ยวอินเดียเพิ่มขึ้น 12.1% จากแรงหนุนหลัก ได้แก่ การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังแข็งแรง ทำให้กำลังซื้อในการเดินทางไปต่างประเทศยังไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนตลาดรัสเซียขยายตัว 8.8% สอดคล้องกับการขยายตัวของตลาดยุโรป (+12.4%) อานิสงส์จากการเพิ่มเส้นทางบินตรงมายังไทย โดยเฉพาะภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวรัสเซีย สะท้อนถึงความสำคัญของการเชื่อมต่อสายการบินโดยตรงที่ยังคงเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยม


นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศมีจำนวน 202.4 ล้านทริป เพิ่มขึ้น 2.7% ในปี 2568 (ภาพที่ 15) ปัจจัยหนุนจาก (1) ผลของมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวหลายด้าน โดยเฉพาะแคมเปญ “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” (มิ.ย.–ก.ย. 2568) ที่กระตุ้นและสนับสนุนการเดินทางใน 55 เมืองรอง (เมืองรองส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัดศูนย์กลางความเจริญ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก) โดยร่วมกับภาคเอกชนจัดแคมเปญให้สิทธิพิเศษแก่นักท่องเที่ยว (เช่น ส่วนลดโรงแรม/ร้านค้า) และโครงการ “ไทยเที่ยวด้วยกัน” (Thai Travel Co-payment Scheme) ซึ่งภาครัฐสนับสนุนค่าที่พัก 40-50% (4 ก.ค.–31 ต.ค. 2568) ช่วยลดต้นทุนการเดินทางและจูงใจให้เกิดการตัดสินใจเดินทางมากขึ้น รวมถึงมาตรการลดหย่อนภาษีจากโครงการ “เที่ยวดีมีคืน” (29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568) (2) วันหยุดยาวต่อเนื่อง โดยรัฐบาลประกาศวันหยุดพิเศษ (Bridge holidays) เพิ่มเติมหลายช่วงในปี 2568 ส่งผลให้มีช่วงหยุดพักผ่อนยาวขึ้นและกระตุ้นกิจกรรมท่องเที่ยวทั่วประเทศ และ (3) กระแสโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ที่มีบทบาทมากขึ้นในการปลุกกระแสความนิยมแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และการเดินทางท่องเที่ยวนอกฤดูกาล
แม้โดยเปรียบเทียบแล้ว จำนวนผู้เดินทางท่องเที่ยวหรือผู้เยือนในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก และเมืองรองจะยังมีระดับแตกต่างกันมาก แต่เมืองรองหลายแห่งมีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้เยือนสูงกว่าจังหวัดหลัก จากผลของมาตรการภาครัฐที่เน้นกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองและส่งเสริมการค้นพบแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มขึ้น

อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศ อยู่ที่ 71.4% ในปี 2568 ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (71.5%) โดย OR ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก (Major tourist destination) อย่างกรุงเทพฯ (-2.4 ppt) และภูเก็ต (-1.4 ppt) ที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงตามการหดตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากตลาดจีนที่ลดลงมาก ในทางกลับกัน ชลบุรี (-0.6 ppt) ได้แรงหนุนจากตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนผู้มาเยือนถึง 62% ของจำนวนผู้มาเยือนทั้งหมด รวมถึงตลาดนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (Business tourists) ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC ช่วยหนุนให้อัตราเข้าพักของชลบุรีหดตัวในอัตราที่ต่ำกว่ากรุงเทพฯ และภูเก็ต ส่วนกรณีของจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ แม้อัตราการเข้าพักของเมืองรองยังต่ำกว่าจังหวัดท่องเที่ยวหลัก แต่อัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยของเมืองรองมีทิศทางปรับสูงขึ้น (ภาพที่ 16) ผลจาก (1) นโยบายภาครัฐที่ออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองอย่างต่อเนื่อง และ (2) ในช่วงที่ภาวะกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ นักท่องเที่ยวคนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มเลือกท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่าการไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาคและจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ นครราชสีมา และเชียงใหม่ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อาทิ พะเยา อุตรดิตถ์ มหาสารคาม และระนอง มีส่วนทำให้อัตราเข้าพักในจังหวัดเหล่านี้ปรับเพิ่มขึ้น สวนทางกับจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต (ภาพที่ 17)


ราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืน (Average Daily Rate: ADR) ทั่วประเทศอยู่ที่ 1,819 บาท หดตัว -3.4% YoY ในช่วง 11 เดือนแรกปี 2568 ตามทิศทางของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยภาคใต้ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีราคาห้องพักเฉลี่ยต่อคืนสูงที่สุดอยู่ที่ 2,244 บาท (-7.8% YoY) สะท้อนศักยภาพของเมืองท่องเที่ยวสำคัญในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีที่พักติดทะเลจำนวนมากและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวต่างชาติ ทำให้สามารถตั้งราคาห้องพักได้สูงกว่าภูมิภาคอื่นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ราคาห้องพักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังอยู่ในระดับต่ำสุดที่ 717 บาท (ภาพที่ 18) ตามปริมาณผู้เข้าพักที่น้อยกว่าภาคอื่น และเมื่ออัตราการเข้าพักยังทรงตัว ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ยลดลง ส่งผลให้รายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ทั่วประเทศปรับตัวลดลง -3.2% YoY เหลือ 1,292 บาท (ภาพที่ 19)

ธุรกิจโรงแรมไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2569-2571 โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะทยอยฟื้นตัว แรงหนุนหลักมาจากตลาดอินเดียและยุโรป ตามการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินตรงสู่จุดหมายปลายทางสำคัญ เช่น ภูเก็ต สมุย และเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังมีแนวโน้มเผชิญปัจจัยกดดันจาก (1) เศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวลง หลังมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายท่องเที่ยวของบางตลาดอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในปี 2569 (2) ปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะความกังวลด้านความปลอดภัยที่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทย โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน และ (3) การแข่งขันจากประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเวียดนามที่เน้นเป้าหมายตลาดนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลจำกัดการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย จึงคาดว่า ในปี 2571 จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังไม่ถึงระดับก่อนเกิดวิกฤติ COVID-19 (39.9 ล้านคน ณ ปี 2562) ส่วนนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางในประเทศมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากมาตรการต่อเนื่องในการสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง และการเติบโตของตลาดประชุมสัมมนาในประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางภูมิภาค ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ยังคงขยายการลงทุนต่อเนื่องในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ
นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.5 ล้านคนในปี 2569 และปรับเพิ่มขึ้นเป็น 37.5 และ 39.0 ล้านคน ในปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ (ภาพที่ 20) โดยอาจแตะระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อน COVID-19 (39.9 ล้านคน) ได้หลังปี 2571 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่
การท่องเที่ยวโลกที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากข้อมูลของสมาพันธ์การท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิก (Pacific Asia Travel Association: PATA, 2025) ระบุว่า จำนวนนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่เดินทางเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะระดับเกือบ 800 ล้านคนภายในปี 2570 (ภาพที่ 21) สะท้อนโอกาสสำคัญในการขยายตลาดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย หากไทยสามารถรักษาความได้เปรียบด้านความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา (Value for money) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะตลาดระยะไกล (Long-haul) เช่น ยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งนิยมใช้ไทยเป็นประตูผ่าน (Gateway) ไปสู่ภูมิภาคเอเชีย
การเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศมายังไทย ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ระบุว่า ในปี 2569 สายการบินระหว่างประเทศมากกว่า 80 สายการบินได้ยื่นขอเพิ่มจำนวนช่องบิน (Flight slots) มายังไทยรวมกว่า 270,000 ช่องบินสำหรับฤดูกาลปี 2569 ขณะเดียวกัน สายการบินจากยุโรป เช่น Finnair มีแผนเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมายังไทยในช่วงฤดูหนาว 2569/2570 รวมราว 25 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทั้งในเส้นทางกรุงเทพฯ ภูเก็ต และกระบี่ (TTR Weekly, พ.ย. 68) ซึ่งช่วยเพิ่มช่องทางการเชื่อมต่อกับตลาดระยะไกล ส่วนสายการบินในแถบเอเชียยังคงขยายเที่ยวบินมายังไทยตามทิศทางอุปสงค์ที่ทยอยฟื้นตัว
มาตรการภาครัฐที่คาดว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบายยกเว้นวีซ่าสำหรับตลาดสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการเดินทาง และเพิ่มระยะเวลาเข้าพัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับที่พัก อาหาร ช้อปปิ้ง กิจกรรม และการเดินทางภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องแข่งขันกับประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเวียดนามและมาเลเซีย ที่ต่างใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค
ความพร้อมด้านการท่องเที่ยวของไทยที่ยังโดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค โดยไทยยังคงมีจุดแข็งด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวที่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จากรายงานสำรวจดัชนีเมืองท่องเที่ยว 100 อันดับแรก (Top 100 City Destinations Index) ของ Euromonitor International เผยแพร่วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พบว่า กรุงเทพมหานครยังเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับรายงานของ Lonely Planet (26 ต.ค. 68) ที่ได้จัดอันดับให้จังหวัดภูเก็ตเป็นหนึ่งใน 25 จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดในโลกสำหรับปี 2569

นักท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าปี 2569-2571 นักท่องเที่ยวไทยจะเดินทางในประเทศเฉลี่ยจำนวน 210 ล้านทริปในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 215 ล้านทริปในปี 2570 และ 225 ล้านทริปในปี 2571 (ภาพที่ 22) อานิสงส์จาก
มาตรการ/โครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศจากภาครัฐที่คาดว่าจะมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนให้เกิดการกระจายตลาดท่องเที่ยวในประเทศไปยังเมืองรอง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาและช่วงระหว่างรอการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อาจส่งผลต่อกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวให้ล่าช้าออกไป โดยเฉพาะในปี 2569
การเติบโตของตลาดประชุมสัมมนาในประเทศ (MICE: Meeting, Incentive, Convention and Exhibition) จากปัจจัยเอื้อ ได้แก่ (1) แนวโน้มตลาดประชุมสัมมนาทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน คาดว่าจะกระจายไปยังจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศมากขึ้น และ (2) โครงการพัฒนาและเปิดศูนย์ประชุมแห่งใหม่ รองรับการผลักดันเมืองรองให้เป็นตลาดไมซ์ (MICE cities) เพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของไทยให้เป็นศูนย์กลางการประชุมในระดับภูมิภาค โดยแผนการพัฒนาโครงการศูนย์ประชุมในเมืองหลักที่สำคัญในช่วงปี 2569-2571 อาทิ Phuket Convention & Exhibition Centre (PCEC) ในจังหวัดภูเก็ต Chiang Mai International Convention & Exhibition Centre ในจังหวัดเชียงใหม่ และ Khon Kaen International Convention & Exhibition Center (KICE) ในจังหวัดขอนแก่น เป็นต้น
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยส่งเสริมภาคการท่องเที่ยว อาทิ การปรับปรุงและขยายสนามบินทั้งในจังหวัดท่องเที่ยวหลักและจังหวัดรองอื่นๆ รวมถึงการขยายเส้นทางคมนาคมทั้งทางระบบรางและถนน คาดว่าจะทำให้การท่องเที่ยวกระจายไปสู่เมืองรองมากขึ้นแม้ยังมีปัจจัยท้าทายจากภาวะไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้กระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณในก่อสร้างโครงการภาครัฐบางโครงการยังล่าช้าในปี 2569

จำนวนห้องพักทั่วประเทศมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการโรงแรมที่มีมุมมองด้านบวกต่อการฟื้นตัวของธุรกิจท่องเที่ยวในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า พิจารณาจากพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรม (ดัชนีชี้วัดแนวโน้มจำนวนห้องพักใหม่ที่จะเข้าตลาดในอีก 1-2 ปีข้างหน้า) ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 อยู่ที่ 9.7 แสน ตร.ม. เพิ่มขึ้น 6.5% YoY (ภาพที่ 23) โดยพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อาทิ ภูเก็ต (สัดส่วน 30% ของพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างโรงแรมทั้งหมด ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568) เพิ่มขึ้น 19.4% YoY และ กรุงเทพฯ (สัดส่วน 31%) เพิ่มขึ้น 95.6% YoY สวนทางกับชลบุรี (สัดส่วน 4%) ที่หดตัว -70.6% YoY หลังจากที่ขยายตัวในอัตราสูงถึง 89.1% YoY ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่พื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวที่พึ่งพานักท่องเที่ยวไทยเป็นหลักและจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาคยังขยายตัวดี เช่น เชียงใหม่ (+66.3% YoY) ระยอง (+56.3% YoY) และประจวบคีรีขันธ์ (+179.3% YoY) เป็นต้น


อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 72–73% ในปี 2569-2571 โดยเมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง กรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต จะมีอัตราการเข้าพักสูงกว่า 75% (ภาพที่ 24) อานิสงส์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนอัตราเข้าพักเฉลี่ยในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ และจังหวัดศูนย์กลางภูมิภาคมีแนวโน้มสูงขึ้นตามจำนวนการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยที่มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้จะมีโรงแรมใหม่ทยอยเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ ภูเก็ต ฯลฯ แต่จำนวนอุปทานห้องพักที่เข้าสู่ตลาดยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่สูงนัก ทำให้อัตราการเข้าพักมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นได้เป็นลำดับ โดยผู้ประกอบการยังคงสามารถรักษาระดับราคาห้องพัก และมีโอกาสปรับขึ้นราคาได้ในช่วงฤดูท่องเที่ยว (High season)

ปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาวะการท่องเที่ยวของไทย ในช่วงปี 2569-2571 ได้แก่
ความขัดแย้งระหว่างประเทศจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Conflict) มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลก อาทิ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในพื้นที่ฉนวนกาซา (Gaza Strip) และสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในประเด็นไต้หวันที่ยังต้องจับตามอง และล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และประเทศสมาชิกนาโต้ (NATO: North Atlantic Treaty Organization) ประเด็นกรีนแลนด์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและตลาดท่องเที่ยวต่างชาติ รวมทั้งภาวะไม่แน่นอนของทิศทางราคาน้ำมันที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะไกลอย่างตลาดยุโรปและสหรัฐฯ เป็นต้น
จำนวนนักท่องเที่ยวจีนอาจจะยังกลับมาได้ไม่เท่าภาวะปกติ (ปี 2562 จำนวน 11 ล้านคน) ปัจจัยสำคัญมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในด้านความปลอดภัย ภายหลังเกิดเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ (1) คดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับนักแสดงชาวจีนซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และกดดันให้ความสามารถในการแข่งขันด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยวไทยสำหรับนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ในอันดับต่ำ (ภาพที่ 25) และ (2) กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับราคาที่พัก อาหาร และบริการรถแท็กซี่ที่สูงเกินจริง ซึ่งบั่นทอนภาพลักษณ์ด้านความคุ้มค่าของไทย ทำให้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในปี 2571 อาจจะยังไม่ถึง 11 ล้านคน
จากรายงาน Chinese Traveler Sentiment Report (ก.ย. 68) พบว่า ประเทศไทยไม่ติดอยู่ในกลุ่มจุดหมายปลายทางที่ชื่นชอบ 7 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวจีนที่ตั้งใจจะเดินทางซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2568 ถึงต้นปี 2569 อีกต่อไป โดยมองว่าไทยเหมาะกับการมาท่องเที่ยวตามฤดูกาล (เช่น การท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว) มากกว่าจะเป็นตัวเลือกหลักที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 26) สำหรับความตึงเครียดระหว่างจีน–ญี่ปุ่นที่ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อญี่ปุ่นแสดงจุดยืนสนับสนุนการปกครองตนเองของไต้หวันโดยแยกจากอำนาจของจีน ทำให้รัฐบาลจีนออกคำเตือนด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปญี่ปุ่น (ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 16 พ.ย. 68) แม้ว่าสถานการณ์นี้อาจเอื้อประโยชน์แก่ภาวะท่องเที่ยวของไทย จากการเบี่ยงเบนของนักท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มมายังไทยแทน แต่ผลเชิงบวกคาดว่าจะมีจำกัด เนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนต่อการเดินทางมาไทยยังคงอยู่ นอกจากนี้ ประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม ยังคงประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนผ่านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง3/ และล่าสุดกัมพูชาจะดำเนินการทดลองยกเว้นการขอวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 15 มิถุนายน–15 ตุลาคม 2569 หลังจากรัฐบาลเห็นชอบในหลักการให้ยกเว้นวีซ่าสำหรับผู้เดินทางจากจีน โดยอนุญาตให้พำนักในกัมพูชาได้สูงสุด 14 วัน (ที่มา: มติชน, 4 ธ.ค. 68)
3. ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลกอย่างชัดเจนมากขึ้นในปี 2569 อาจลดทอนความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวทั้งของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย

ปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมของไทย ในช่วงปี 2569-2571 ได้แก่
การแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน เนื่องจากผู้ประกอบการโรงแรมยังคงขยายการลงทุนในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักและเมืองศูนย์กลางของภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน สตาร์ทอัพด้านที่พักอย่าง Airbnb มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ธุรกิจยังเผชิญการแข่งขันจากบริการทดแทน เช่น อพาร์ตเมนต์ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และคอนโดมิเนียมที่ปล่อยเช่ารายวัน (ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. โรงแรม พ.ศ. 2547) ซึ่งมีค่าเช่าเฉลี่ยและภาระภาษีต่ำกว่าโรงแรม4/ ทำให้แรงกดดันด้านราคายังคงสูง
ภาระด้านต้นทุนจากการปรับตัวด้านดิจิทัลและความยั่งยืน ผู้ประกอบการโรงแรมต้องบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติของการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาเป็นโรงแรมอัจฉริยะ (Smart hotel) ที่ยึดหลักความยั่งยืนเป็นเป้าหมาย ซึ่งมีแนวโน้มจะเติบโตมากขึ้นในระยะต่อไป (ภาพที่ 27) โดยโรงแรมอัจฉริยะครอบคลุมตั้งแต่การจัดการด้านการตลาดและระบบจอง ไปจนถึงกระบวนการปฏิบัติการภายใน อาทิ การใช้เทคโนโลยีควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องพักเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าพัก โดยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับลูกค้ามากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวิถีการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เน้นใช้สมาร์ตโฟนเป็นหลักในการทำธุรกรรมหรือกิจกรรมต่างๆ เช่น การจองห้องพักและชำระเงินโดยไม่ต้องติดต่อผ่านเคาน์เตอร์ โดยเทคโนโลยีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจของผู้เข้าพัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวยั่งยืนที่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ดี ความสามารถในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นโรงแรมอัจฉริยะของผู้ประกอบการไทยยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเชนโรงแรมและผู้เล่นรายใหญ่ ขณะที่โรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน ความพร้อมด้านบุคลากร และการรับรู้ประโยชน์ของการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (ภาพที่ 28) ส่งผลให้การนำเทคโนโลยีและแนวคิดด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนไปปฏิบัติจริงยังคงจำกัดในผู้ประกอบการบางกลุ่มเท่านั้น ทั้งที่แนวโน้มดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงแรมไทยในระยะยาว
กฎระเบียบ/ข้อบังคับด้านความปลอดภัยสำหรับอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจโรงแรมที่เข้มงวดมากขึ้น สะท้อนจากกฎกระทรวงที่กำหนดมาตรฐานด้านโครงสร้างและระบบความปลอดภัย (ประกาศ 30 ส.ค. 66 มีผลบังคับหลัง 60 วัน) เพื่อรองรับความหลากหลายของอาคารที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นที่พักในรูปแบบโรงแรม ส่งผลต่อภาระต้นทุนด้านการก่อสร้างเพื่อปรับปรุงอาคารให้ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกัน กฎดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอาคารพาณิชย์ประเภทอื่นที่สามารถปรับปรุงรูปแบบอาคารให้ได้มาตรฐาน สามารถเข้าสู่ธุรกิจโรงแรมได้ง่ายขึ้น อาจทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมที่มีอยู่ต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ภาวะขาดแคลนแรงงานในภาคบริการ ประกอบกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ อาจกดดันต้นทุนการดำเนินงานให้สูงขึ้นต่อเนื่อง

