เทคนิคทำเว็บสร้างรายได้ : ตัวอย่างความสำเร็จจาก 3 เว็บดังในญี่ปุ่น

by เกตุวดี Marumura
ดิฉันคิดว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เชี่ยวชาญกับการจัดเก็บสิ่งของให้เป็นหมวดหมู่เหลือเกิน บ้านญี่ปุ่นก็จะกั้นเป็นส่วน ๆ มีที่เก็บของอย่างเพียงพอในพื้นที่ที่จำกัด อาหารญี่ปุ่นก็จะใส่กล่องเบนโตะ กั้นอาหารแต่ละประเภทเป็นช่อง ๆ อย่างเป็นระเบียบ ชานชาลารถไฟ ก็จะมีเส้นขีดให้คนยืนเข้าแถวอย่างเรียบร้อย ไม่ยืนออกนอกเส้นทาง

เมื่อมองธุรกิจเว็บและ Content ดิฉันก็รู้สึกว่า ญี่ปุ่นเชี่ยวชาญในการจัดระบบข้อมูลให้เป็นระเบียบเหลือเกิน มันคงฝังใน DNA คนญี่ปุ่นไปแล้ว แถมมีบางเว็บ ประสบความสำเร็จมากจนสามารถแปลงการจัดระบบตรงนั้น กลายมาเป็นรายได้ มีผู้เข้าชมเป็นล้านคนต่อเดือน โดยไม่ต้องพึ่งค่าโฆษณา

Krungsri Guru ฉบับนี้ ดิฉันจึงขอยก 3 เว็บดังในญี่ปุ่น ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างและจัด Content เผื่อเป็นไอเดียแก่ Startup ในไทยทุกท่านนะคะ

 
1. CAKES.mu - สละชาเขียว 1 ขวดแลกกับนิตยสารเฉพาะในแบบของคุณ


CAKES.mu - สละชาเขียว 1 ขวดแลกกับนิตยสารเฉพาะในแบบของคุณ

ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งนิตยสารและหนังสือพิมพ์ทั่วโลกกำลังหวาดหวั่นกับยอดขายลดลงเนื่องจากผู้บริโภคหันไปอ่านเนื้อหาฟรีทางออนไลน์แทน มีเว็บญี่ปุ่นเว็บหนึ่งกำลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับการสร้าง Digital Content เพื่อจำหน่าย

Cakes.mu เป็น Platform ออนไลน์ที่รวบรวมบทความจากคนในวงการต่าง ๆ อาทิ นักธุรกิจ นักเขียนมืออาชีพ นักจิตวิทยา นักดนตรี ดารา นักร้อง นักกีฬา นักวาดการ์ตูนชื่อดัง มาจำหน่ายบนเว็บ ผู้อ่านต้องเสียค่าสมาชิกสัปดาห์ละ 150 เยน (ประมาณ 50 บาท) โดยสามารถอ่านบทความต่าง ๆ กว่า 10,000 บทความในแต่ละสัปดาห์ และสามารถ Follow นักเขียนหรือบทความที่ตนเองชอบได้ โปรดนึกถึงภาพเว็บเว็บหนึ่งที่มีบทความคุณนิ้วกลม คุณซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง คุณแชมป์ ทีปกร คุณวิษณุ เครืองาม อยู่ในเว็บเดียวกัน
 
ความน่าสนใจของเว็บนี้ คือ ระบบ Algorithm ของเว็บจะคัดกรองบทความที่สมาชิกแต่ละคน “น่าจะชอบ” จากบทความที่สมาชิกอ่านในอดีต เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะและรื่นรมย์แก่ผู้อ่านมากขึ้น แทนที่ลูกค้าต้องคอยตามซื้อนิตยสารหลาย ๆ ฉบับ เพียงเข้ามาที่เว็บ Cakes ที่เดียว ก็สามารถเลือกอ่านบทความที่ตนเองถูกใจในสไตล์ของตัวเองได้ จัดว่าเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดของนิตยสารไปได้อย่างงดงาม

รายได้ของ Cakes มาจากค่าสมาชิกเป็นหลัก ตลอดจนค่าหนังสือหากบทความนั้นรวมเป็น E-book หรือตีพิมพ์เป็นหนังสือ โดยทางบริษัทจะแบ่งรายได้กับผู้เขียนบทความด้วย หากบทความนั้นรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือจำหน่าย ส่วนวิธีการโปรโมท ก็ให้ผู้เขียนแต่ละคนโปรโมทเว็บกับแฟน ๆ ใน Social Media ของตนแทน เป็นการประหยัดค่าการตลาด แต่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มีประสิทธิภาพมากเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว

 
2. Cookpad.com - เว็บรวมสูตรอาหารที่ทำกำไรถึงร้อยละ 50


Cookpad.com - เว็บรวมสูตรอาหารที่ทำกำไรถึงร้อยละ 50

คนญี่ปุ่นนิยมทำอาหารทานเองที่บ้านเนื่องจากราคาถูกกว่าทานอาหารข้างนอกมาก และสามารถปรุงรสไม่จัด ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นยังมองว่า การทำอาหาร เป็นวิธีการแสดงความรักอย่างหนึ่งด้วย ทว่า มีคนกลุ่มหนึ่งมีปัญหากับการแสดงความรักดังกล่าว ... กลุ่มแม่บ้านญี่ปุ่นนั่นเอง “เย็นนี้ จะทำอาหารอะไรดี” เป็นคำถามที่แม่บ้านญี่ปุ่นต้องปวดหัวทุก ๆ วัน เพราะหากทำซ้ำ ๆ กัน สมาชิกในครอบครัวอาจโอดครวญได้

Cookpad.com เป็นเว็บที่เข้ามาตอบโจทย์ปัญหานี้ ทางเว็บรวบรวมสูตรอาหารต่าง ๆ ใครก็ได้สามารถเข้ามาดูได้ฟรี ปัจจุบันมีผู้เข้าชมเว็บสูงถึง 5.5 ล้านคนต่อเดือน (คำนวณง่าย ๆ คือ ประชากรครึ่งหนึ่งของคนกรุงเทพฯ กำลังใช้เว็บนี้) เสน่ห์ของ Cookpad คือ มีสูตรอาหารต่าง ๆ ประมาณ 2 ล้านกว่าสูตร ดิฉันเคยลองหาสูตรทำต้มยำกุ้ง ก็พบประมาณ 100 กว่าสูตรเลยทีเดียว ทาง Cookpad ไม่ได้เป็นผู้คิดค้นสูตรอาหารกว่า 2 ล้านสูตรนี้ แต่เป็น User ของเว็บ โดยทางเว็บสร้างระบบให้แม่บ้านญี่ปุ่นหรือ User ทั่วไป สามารถอัพโหลดสูตรอาหารของตนได้ง่ายที่สุด เพื่อแบ่งปันและเรียนรู้วิธีทำอาหารใหม่ ๆ จากกันและกัน ขณะเดียวกัน มีปุ่มให้เราเขียนคอมเม้นท์หรือส่งภาพอาหารที่ทำให้เจ้าของสูตร ทำให้เจ้าของสูตรมีกำลังใจในการอัพสูตรอาหารต่อไป

เสน่ห์อีกประการของ Cookpad คือ แทนที่จะเสิร์ชหาวิธีทำเมนูต่าง ๆ เช่น “วิธีทำยำวุ้นเส้น” ผู้ใช้สามารถค้นสูตรโดยพิมพ์คีย์เวิร์ดจากวัตถุดิบที่เหลือในตู้เย็น เช่น “กะหล่ำปลี” “หมูสับ” หรือวัตถุดิบกับวิธีทำอาหารก็ได้ เช่น “กะหล่ำปลี x ต้ม” ระบบของ Cookpad ก็จะกรองสูตรที่มีคีย์เวิร์ดเช่นนั้นมาให้
รายได้ของ Cookpad มาจาก 2 ทางหลัก หนึ่ง คือ ค่าสมาชิก โดยปกติแล้ว User สามารถเข้าชมเว็บได้ฟรี แต่หากใครต้องการดูแค่สูตรที่ได้รับความนิยมหรือสูตรจากเชฟพิเศษเพื่อประหยัดเวลา ก็สามารถสมัครเป็น Premium User ได้โดยเสียค่าสมาชิกเดือนละ 280 เยน หรือประมาณ 90 บาท (ปัจจุบันมีผู้สมัครถึง 1.7 ล้านคน) รายได้อีกทาง มาจากการจัด Event ร่วมกับบริษัทต่าง ๆ เช่น การประกวดสูตรอาหารบนเว็บ
 
นอกจากนี้ ในช่วงหลัง Cookpad ขยายธุรกิจโดยร่วมกับซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ ให้ User สามารถสั่งซื้อของได้ หรือบริการพิเศษจำหน่ายข้อมูลทางการตลาด เช่น เดือนนี้ลูกค้ากลุ่มใด เสิร์ชคำว่าอะไร ให้ความสนใจเรื่องใด
 

3. Storys.jp - เพราะทุกคนมีเรื่องราว



Storys.jp - เพราะทุกคนมีเรื่องราว
Storys.jp - เพราะทุกคนมีเรื่องราว
คอนเซปท์คล้ายเว็บ https://storylog.co/ ของไทย กล่าวคือ ให้ User มาแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ ของตัวเอง จุดเด่น คือ ตัวเว็บที่ให้ User สามารถพิมพ์และอัปโหลดเรื่องราวได้ง่าย หนึ่งในฟังก์ชั่นที่เก๋ คือ ฟังก์ชั่นสร้าง Bubble บทสนทนา โดย User สามารถพิมพ์ชื่อบุคคล และประโยคที่คนนั้นพูดในลักษณะของ Bubble ได้ เช่น

Storys.jp - เพราะทุกคนมีเรื่องราว

ในทุกเรื่องราว ย่อมมีตัวละครอื่นนอกจากตนเอง ทางเว็บก็ทำฟังก์ชั่นนี้มาให้ เพื่อให้เราเขียน Story ได้ง่ายขึ้น และให้ผู้อ่านอ่านแบบมีอรรถรสมากขึ้น

ส่วนกิมมิคในการกระตุ้นให้ User มีกำลังใจโพสท์ต่อก็เด็ดไม่แพ้กัน ผู้ที่เข้ามาอ่านสามารถคลิก Comment ในทุกย่อหน้าของ Story นั้นได้เลย (ไม่ต้องรอ Comment ท้ายบทความแบบเว็บอื่น ๆ) ถ้าอยากอ่านเรื่องราวจากผู้เขียนต่อ ก็กดปุ่ม “อยากอ่านต่อ” ได้ ผู้เขียนจะได้มีกำลังใจอยากเขียนต่อไป นอกจากนี้ ตัวผู้เขียนเอง สามารถคลิกเข้าไปดูได้ว่า ใครเข้ามาอ่านเรื่องราวของตนเองแล้วบ้าง
  นักเขียนที่มีผู้อ่านเยอะมาก ๆ ก็อาจพิมพ์ผลงานตนเองเป็นหนังสือ หรือเป็น E-book หรือบางครั้ง ค่ายหนังค่ายละครญี่ปุ่น ก็จะเข้ามาควานหา Story ที่น่าสนใจไปทำหนังเช่นกัน เนื่องจากสามารถคาดเดาเรทติ้งล่วงหน้าได้ เรื่องที่คนอ่านเยอะในเว็บ หากนำมาทำเป็นหนังหรือละคร ก็ต้องมีผู้สนใจมากเช่นกัน เหมือนเรื่อง Birigal … เรื่องเด็กสาวม.ปลายที่เรียนไม่เก่ง แต่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยเคโอ ซึ่งถูกนำมาสร้างเป็นหนัง ละคร และตีพิมพ์เป็นหนังสือ Best Seller

Storys.jp สร้างรายได้จากการทำงานร่วมกับบริษัทโทรทัศน์หรือช่วยเป็นตัวกลางระหว่างสำนักพิมพ์กับนักเขียน ตลอดจนช่วยทำ E-book นั่นเอง

สรุป ทั้ง 3 ตัวอย่างเว็บดังในญี่ปุ่นข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น Cakes.mu เว็บรวมบทความจากนักเขียนชื่อดัง Cookpad.com เว็บรวมสูตรอาหาร หรือ Storys.jp เว็บที่เชื่อว่าทุกคนมีเรื่องราวพิเศษของตัวเอง ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า .....

1. เว็บไม่จำเป็นต้องหารายได้จากโฆษณาเป็นหลัก
เว็บสามารถหารายได้จากค่าสมาชิกหรือค่าประสานงานต่าง ๆ หากจำนวน User มีมากพอ ก็นำข้อมูลมาวิเคราะห์และจำหน่ายได้ ทั้งนี้ ต้องมั่นใจว่า คุณค่าที่เว็บมอบให้ลูกค้า มีสูงกว่า Content ฟรีหรือแหล่งข้อมูลแหล่งอื่นจริง ๆ

2. เว็บไม่จำเป็นต้องทำ Content ทุกอย่างเอง
แทนที่เว็บจะคิดและเขียนทุกอย่างด้วยตนเอง เราอาจใช้ User-Generated Content ได้ กล่าวคือ เปิดเป็น Platform แล้วให้ User เข้ามาเขียน ข้อดี คือ ได้ Content ที่หลากหลาย ปริมาณมากในช่วงเวลาอันสั้น

นอกจากนี้ User แต่ละคน จะเป็นคนช่วยทำการตลาดให้เรา เนื่องจากเขาจะช่วยเผยแพร่ Content ของเขาให้แก่เพื่อน ๆ ใน SNS ทำให้เว็บเป็นที่รู้จักมากขึ้น
 
สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ User สร้าง Content ได้ง่าย และสามารถรักษาให้ User เขียน content ได้อย่างสม่ำเสมอ ดังฟังก์ชั่นส่งภาพอาหารขอบคุณเจ้าของสูตรในเว็บ Cookpad หรือปุ่ม “อยากอ่านต่อ” ในเว็บ Storys.jp เป็นต้น

3. เว็บเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่า
ข้อมูลผู้ใช้และระบบอัลกอริธึ่มจัดเป็นอาวุธสำคัญของทั้ง 3 เว็บ หากเว็บสามารถรวบรวมจำนวน User ได้มากพอ ทางเว็บก็สามารถนำข้อมูล User ไปวิเคราะห์เชิงการตลาด ไม่ว่าจะเป็นความชอบ ความสนใจ หรือความถี่ในการใช้บริการได้

ใครสนใจการตลาดแบบญี่ปุ่น สามารถอ่านบทความเก่าวิเคราะห์สินค้าญี่ปุ่นที่สามารถปรับใช้ได้กับตลาดไทยกันนะคะ
 
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow