12 คำตอบเพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพทางสมอง และสร้างแรงบันดาลใจสำหรับนักศึกษา วัยทำงาน และนักธุรกิจ
By หนูดี วนิษา เรซ
คุณหนูดี วนิษา เรซ สาวเก่งมากความสามารถ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ เรียกได้ว่า เธอรู้จักสมองดีมาก ๆ หากใครที่เคยติดตามอ่านหนังสือของเธอ ก็จะรู้ว่า คุณหนูดี เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เพื่อการเข้าใจการทำงานของสมอง แล้วได้รับแนวคิดการบริหารจัดการงาน การเงิน การลงทุน และการทำธุรกิจสำหรับว่าที่เจ้าของธุรกิจ มนุษย์เงินเดือน และไอเดียบริหารสมองสำหรับน้อง ๆ วัยเรียน
คำจำกัดความของการบริหารอัจฉริยภาพคืออะไร?
สำหรับหนูดี คำว่า “การบริหารอัจฉริยภาพ” คือ การที่เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่เรารู้สึกว่า “เต็มที่และภูมิใจในตัวเอง” สิ่งนี้สำคัญที่สุด มีคนจำนวนมากหลงไปในวิถีชีวิตที่เราทำเพื่อคนอื่น ทำสิ่งดี ๆ มากมาย แต่ว่าในใจกลับไม่รู้สึกเติมเต็ม จนในที่สุดจะเข้าสู่ภาวะหมดใจ เราต้องหาเวลาทำอะไรสักอย่างที่มันเติมเต็มกลับมาให้ตัวเราด้วย หลายอาชีพก็จะเป็นลักษณะนี้ เช่น จิตแพทย์ หรือแพทย์ หรืออาชีพนักสังคมสงเคราะห์
ถ้าเรารู้สึกว่าหมดไฟลงไป ก็ต้องใช้อัจฉริยภาพด้านอื่น ๆ เช่น ด้านการเข้าใจตนเองมาช่วยในการทำให้ชีวิตรู้สึกว่ามันมีไฟ มีความสุข มีแรงบันดาลใจ เราอยากลุกขึ้นไปทำสิ่งนี้ นี่มันคือการใช้ความฉลาดเราที่คุ้มค่าที่สุดทั้งกับตัวเราและคนอื่น เมื่อสร้างสมดุลตรงนี้ได้ ก็นับว่าเป็นการวางแผนการดูแลอัจฉริยภาพในสายตาหนูดี
อัจฉริยภาพมันเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่ง ถ้าเราสามารถใช้มันแก้ปัญหาชีวิตของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในวัยเรียน วัยทำงาน ปัญหาความรัก ปัญหาการลงทุน ก็นับว่าคุ้ม บางทีเป็นเครื่องมือคณิตศาสตร์ บางครั้งเครื่องมือเกี่ยวกับอารมณ์ บางครั้งเครื่องมือเกี่ยวกับภาษาการสื่อสาร ขึ้นอยู่กับเราว่า จะนำเครื่องมือใดมาใช้
เราสามารถใช้เทคนิคการสร้างอัจฉริยภาพทางสมองในการบริหารธุรกิจ หรือการทำงานได้หรือไม่ อย่างไร?
ต้องบอกก่อนว่าธุรกิจอย่างโรงเรียน หรือธุรกิจสำนักพิมพ์หนังสืออัจฉริยะสร้างได้ มันเป็นธุรกิจประเภทพิเศษ เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการพัฒนาคน เพราะฉะนั้นคนที่ทำธุรกิจนี้มักจะมีความสุขจากการได้เห็นพัฒนาการของตัวเองและคนอื่น
อย่างสำนักพิมพ์ มันตอบโจทย์ในเชิงธุรกิจ คือ ดูแลตัวเองได้ สามารถเลี้ยงพนักงานได้ มีปันผล ทุกอย่างดำเนินไปในรูปแบบของธุรกิจ ซึ่งหนูดีมองว่าเป็นธุรกิจที่ดี แถมเรายังได้ทำบุญ เพราะว่าเรารู้ว่าอาชีพการเป็นครู การเป็นนักเขียนเผยแพร่ความรู้ ได้บุญอยู่ในนั้นเต็ม ๆ ธุรกิจการศึกษา งานของเราช่วยให้คนอื่นมีความสุข ได้พัฒนาตัวเอง
ในเชิงธุรกิจ หนูดีพยายามดูแลเพื่อให้ธุรกิจนี้ดำเนินไปแบบอยู่ได้ด้วยตัวเอง มีกำไรเจริญเติบโต อันนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่ทำงานกับหนูดี เขาไม่ต้องมีปัญหาในชีวิตส่วนตัวหรือชีวิตครอบครัวเพราะเอาเวลามาทุ่มให้กับงานเยอะเกินไป เพราะว่าหนูดีเห็นหลาย ๆ งานว่าการทำงานหนักเกินไปทำให้มีปัญหากับที่บ้าน หนูดีเคยเป็นครูในห้องรู้ก็จะเข้าใจดีว่าการที่เราเหนื่อย แล้วไม่มีอีกคนมาช่วยเนี่ย มันหนักแค่ไหน หนูดีก็จะคอยบอกคุณครูแต่ละคนว่า ขอให้เห็นใจเพื่อน ๆ อย่าหยุดโดยไม่จำเป็น ช่วยให้คนทำงานทุกคนขอให้แฮปปี้

อีกอันที่ขอทีมมาก ๆ คือ ไม่มีการพูดกันลับหลัง มีอะไรเดินมาบอกเจ้าของโรงเรียนตามตรง หนูดีได้แนวคิดนี้มาจากคุณแม่ ธุรกิจแบบนี้มีผู้หญิงเยอะอยู่แล้ว หนูดีจะบอกเขาว่า เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ทำให้ทุกคนสบายใจ ไม่มีการเมือง มุมมองในเชิงธุรกิจของหนูดี คือ บาลานซ์ให้ได้ระหว่างความฉลาดทางการเงิน เรื่องของใจ แล้วก็ให้คนมาทำงานเพราะรู้สึกว่าเขาเห็นเราเป็นเพื่อนที่เขาเปิดอกพูดได้ ขอให้พูดคุยกันค่ะ

 
เราจะบริหารการใช้สมองอย่างไร ภายใต้ภาวะความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เศรษฐกิจ และสิ่งรอบตัวอื่น ๆ ?
สิ่งนี้ “พูดง่ายมาก แต่ทำยากมาก” ซึ่งหนูดีทำทุกวันแล้วรู้สึกชอบมากที่สุด เป็นคำสอนของอาจารย์ที่สอนในเชิงทางธรรม แต่มันได้ผลกับสมองมาก เพราะในปัจจุบันนี้ สมองของเรามีเรื่องต้องคิดเยอะ คือสมองของเราจะไม่หยุดเลย
จากการที่ไปบรรยายตามองค์กรใหญ่ในกรุงเทพฯ มีปัญหาเหมือนกันแทบทุกที่คือ “เหนื่อยมากระหว่างวัน ง่วงตอนบ่าย แต่กลางคืนนอนดึก” เพราะกว่างานจะเสร็จ กว่าจะเล่นเน็ต ได้นอนตี 1 ตี 2 ตั้งใจจะหลับมาทั้งวันถึงเวลาแบบหลับไม่ลง มันก็เหมือนสมองไม่หยุดพูดกับตัวเอง แล้วปัญหาที่ตามมา เรานอนไม่พอ ส่งผลให้สมองล้า ร่างกายล้า เครียดเป็นในเชิงกายภาพซึ่งต้องระวังที่สุด เพราะในที่สุดคุณจะอยู่ในภาวะไม่มีแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีสาเหตุมาจากอดนอนสะสมมาไม่รู้เป็นเวลากี่ปี
ในอดีตเนี่ยเราหาอาหาร จับสัตว์ ปลูกผัก สมองเราต้องคิดตลอดว่าจะไปจับสัตว์ตรงนั้นอย่างไร คือ สมองกับร่างกายเหนื่อยเท่ากัน พอถึงเวลานอนก็หลับได้เลย แต่คนเมืองกับปัจจุบันสมองเหนื่อย ร่างกายไม่เหนื่อยเลยเพราะนั่งเฉย ๆ เพราะฉะนั้นพอถึงเวลาจะนอน สมองก็ยังวิ่งอยู่ ก็เลยตกอยู่ในสภาพพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วยังเครียดเรื่องงาน การเรียน แล้วก็เครียดโดยกายภาพด้วย
สำหรับทางแก้มีอยู่ 2-3 ทาง หนึ่ง คือ ออกกำลังกายให้มากขึ้น ให้ร่างกายได้ล้าเท่า ๆ กับสมอง แล้วความเครียดจะหายไป เพราะเมื่อร่างกายขยับสมองก็จะหลั่งสารเอ็นโดรฟิน สารความสุข รวมไปถึงสารเคมีอื่น ๆ ในสมองจะหลั่งออกมาเพื่อช่วยเราทั้งมีความสุขขึ้น จดจำได้ดีขึ้น ช่วยคลายความเครียด
อีกวิธีที่ใช้ได้ผลแล้วหนูดีชอบที่สุด คือ การฝึกอยู่กับลมหายใจ มันยากมากที่จะอยู่กับลมหายใจเพราะสมองไม่ชอบ สมองชอบคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปตลอด การฝึกตัวเราให้อยู่กับลมหายใจนั้นทำให้เราได้หยุดคิด หนูดีพบว่า การที่เตือนตัวเองให้กลับมาด้วยวิธีนี้ ฝึกหายใจเข้าออกแค่ 5 นาทีก็สดชื่นเหมือนไปออกกำลังกายเลย รู้สึกเหมือนออกกำลังสมอง ออกกำลังใจ
"ให้สติอยู่กับปัจจุบัน หยุดคิดไปเรื่อย ๆ ไม่นำความเครียดเข้ามาปน"
เวลาหนูดีเครียดอันนี้ได้ผลที่สุด แล้วก็ฝึกกับตัวเองตลอด ให้สติอยู่กับปัจจุบัน หยุดคิดไปเรื่อย ๆ ไม่นำความเครียดเข้ามาปน กำหนดตามลมหายใจไปเรื่อย ๆ จนความคิดนั้นมันไม่ทำร้ายเราแล้ว
กระบวนการทางความคิดจะช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างไร?
เราควรนิยามก่อนว่าความสำเร็จของเราคืออะไร เสร็จแล้วเราค่อยมาวางแผนว่าเราจะทำตามนั้นได้อย่างไร ประเด็นคือว่า คนส่วนใหญ่ตั้งนิยามแล้วก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เราอยากได้อย่างแท้จริงคืออะไร ก็จะทำตามนิยามนั้นไปเรื่อย ๆ แล้วก็พบว่าฉันไม่ได้มีความสุข เสร็จแล้วก็เริ่มลังเลสับสนแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตติดหล่ม เพราะฉะนั้นสำหรับตัวหนูดีคิดว่า เวลาเราตั้งคำนิยามว่าความสำเร็จของเราคืออะไร อันดับแรกเลยคือว่าเราจะต้องถามตัวเองให้ถึงที่สุดเลยว่าทำไมเราอยากทำสิ่งนี้ ถามตัวเองให้เจอ
“There is no way to happiness… Happiness is the way” มันไม่มีหนทางไปสู่ความสุขหรอก เพราะความสุขคือหนทาง"
บางคนไม่รู้เลยว่าความสำเร็จที่อยากได้คืออะไร หนูดีอยากแนะนำว่าลองไปหาเพื่อนใหม่ ๆ ทำกิจกรรมใหม่ ๆ มีงานอดิเรกเพิ่มเติม เพราะเราไม่มีวันจะรู้ได้ว่า คำนิยามของเราจะใช่หรือไม่ เราจะรู้ก็เมื่อลองทำ ในระหว่างทางก็ตามวัดใจตัวเองไปเรื่อย ๆ ว่าชอบไม่ชอบ สุขไม่สุข และที่สำคัญที่สุด หนูดีมองว่าเวลาเราตั้งเป้าหมายหรือคิดว่าชีวิตต้องประสบความสำเร็จเรื่องใดเรื่องหนึ่งส่วนใหญ่จะมีวันหมดอายุ
เป็น Working woman หญิงเก่งทำงานเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารโรงเรียน เขียนหนังสือ เป็นผู้บรรยาย ฯลฯ มีวิธีการบริหารเวลาอย่างไร?
สำหรับหนูดี มันจะมีช่วงที่เรารู้สึกว่า เฮ้ยเราแบบสุดยอด เราบริหารเวลาได้ดีมาก กับบางช่วงที่รู้สึกแบบผิดหวังในตัวเองเล็ก ๆ ฉันน่าจะทำนู่นทำนี่ได้ดีกว่านี้สิ ตอนหลังหนูดีพบว่า ทุกวันมันคือการเรียนรู้ หนูดีก็จะคอยสังเกตตัวเอง เช่น วันนี้ที่เราตั้งใจว่าเราอยากนั่งสมาธิสักชั่วโมงนึงก่อนนอน พอถึงเวลาใกล้นอนแล้วเราทำได้เพียง 10-15 นาทีแล้ว เราก็ต้องหลับเพราะไม่ไหว อันนี้ก็เริ่มยอมรับแล้วว่าใจเกิน เราก็ต้องเมตตาร่างกาย ให้เขาได้พัก อย่าตั้งเป้าหมายอะไรที่โหดเหี้ยมเกินไป



อีกตัวอย่างเรื่องการจัดการเวลา เมื่อก่อนวันหนึ่ง หนูดีต้องไปถึง 4 งาน วิ่งจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่ง แบบเครียดมาก รถติดมาก จนหลัง ๆ ก็บอกกับตัวเองว่าคุ้มไหมความเครียดระหว่างเดินทาง ก็เลยแจ้งเขาว่า หนูดีรับบรรยายแต่ช่วงบ่ายนะคะ ยกเว้นบางกรณี ถ้าเช้ามาก็จะไปนอนค้างในกรุงเทพเพราะบ้านหนูดีอยู่รังสิต บางทีก็ต้องวางแผนล่วงหน้า พยายามทำความเข้าใจว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ทุกนาทีให้คุ้มจนกลายเป็นว่าสภาพจิตใจเราย่ำแย่ จากนั้นก็เริ่มดีขึ้น แล้วบอกตัวเองว่าต้องออกกำลังกาย ก็ถามตัวเองว่าอะไรสำคัญสุด สุขภาพค่ะ สำคัญมากๆ หนูดีเคยทำลิสต์ Priority ว่าอะไรสำคัญสุดในชีวิต คือ ครอบครัวมาอันดับ 1 สุขภาพมาอันดับ 2 มาตั้งคำถามว่าถ้าเรามีชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรงชีวิตดี แต่ไม่มีครอบครัวก็ไม่มีกำลังใจแล้วหน้าที่การงานมาเป็นอันดับ 3 พอเราถามตัวเองว่าอะไรสำคัญที่สุด การจัดการเวลาก็เป็นเรื่องง่าย เวลาหนูดีค่อนข้างจะยืดหยุ่น สมมติว่า งานของตัวเองไม่เป็นไปตาม Deadline ก็จะมาคิดว่าเหตุผลมาจากอะไร ถ้าเป็นงานที่ทำร่วมกันคนอื่น มันมีตัวแปรอะไร พอเริ่มอายุมากขึ้น ยิ่งเครียดน้อยลง ปล่อยวางได้มากขึ้น มันมาจากการที่เรารู้ว่า เราจะบีบคั้นตัวเองไปก็เท่านั้น อันนี้มาจากประสบการณ์เคยขับรถเร่งไปทำงานแล้วรถชน แบบพังทั้งคันประกันไม่รับซ่อม โชคดีไม่มีใครเป็นอะไร รีบขนาดนั้นก็ยังไปไม่ทันงาน นาทีนั้นคิดเลยว่า ถ้าเราไม่ทันแค่วันนี้เราไม่ตายหรอก โลกมันก็หมุนต่อไป แต่ถ้าเร่งแล้วรถชนตายนะเราไม่มีโอกาสครั้งสองอีกแล้ว ก็เลยปล่อยวางได้
คุณหนูดีเคยกล่าวไว้ว่า สมองของคนเราสามารถเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้เรื่อย ๆ ถึงแม้จะแก่แล้ว อยากจะรู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? อยากให้ยกตัวอย่างให้สัก 1 ตัวอย่าง
จริง ๆ แล้ว โดยธรรมชาติของสมอง จะสร้างเซลล์ขึ้นใหม่ได้ทุกวันขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่เราเลือกทำ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราอายุเท่าไหร่ก็ตามถ้าเราลองเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ทำอะไรใหม่ ๆ สมองจะสร้างเส้นใยออกมา แล้วยิ่งเราทำซ้ำบ่อย ๆ เส้นใยนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นเพราะมี “ไมอีลีน” (Myelin) เป็นเยื่อที่ห่อหุ้มเส้นใยสมองทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่เราฝึกฝน
โดยธรรมชาติมนุษย์เรียนรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ถ้าฝึกให้ทำนั่นทำนี่ เล่นเกมฝึกสมองก็จะช่วยให้สมองเขาฟื้นฟู หรืออย่างผู้ป่วยที่มีปัญหาจากการโดนรถชนหรือว่ากระทบกระเทือนทางสมอง แล้วบางคนอาจเดินไม่ได้ แล้วก็ทำกายภาพ จนร่างกายก็คุ้นชิน สมองก็สร้างเส้นใยใหม่ ๆ หลายคนก็กลับมายืนได้ มีสุขภาพกลับมาเหมือนปกติ เพราะฉะนั้นตามธรรมชาติของสมอง มันเป็นอวัยวะที่ค่อนข้างยืดหยุ่นสูง ซึ่งมันจำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเพราะช่วยให้เรามีชีวิตรอด ทำให้เราสามารถเรียนรู้ไปได้เรื่อย ๆ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเรา
บางคนก็บอกว่ารู้สึกว่าสมองล้าลง ช้าลง เมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่สมองสูญเสียไปนั้น เรียกว่า “Brain Plasticity” มันเป็นฟังก์ชันที่ทำให้สมองเด็กเรียนรู้ได้เร็วมากกับสิ่งใหม่ ๆ ฟังก์ชันนี้จะค่อย ๆ หายไปเมื่อสมองเราอายุมากขึ้น แต่มีวิธีที่คงความอ่อนเยาว์ของสมองได้ คือ ฝึกการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ แม้จะไม่เท่าเด็กก็ตาม
"สำคัญมากที่เราต้องคอยเตือนตัวเองว่า ให้มีงานอดิเรก ให้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะเก็บสมองเราให้อ่อนเยาว์ได้"
 
เกือบทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักลงทุน หรือนักเรียน สำคัญมากที่เราจะต้องคอยเตือนตัวเองว่า ให้มีงานอดิเรก ให้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพราะมันเป็นทางเดียวที่จะเก็บสมองเราให้อ่อนเยาว์ได้ เราไม่ควรจะยอมแพ้ ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงอายุไหนก็ตาม แม้สมองจะเรียนรู้ไม่ได้
เราจะดูแลร่างกาย จิตใจอย่างไร? ให้สมองและมีความทรงจำที่ดี
สำหรับร่างกายสิ่งที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ “อาหาร การนอน และการออกกำลังกาย” ทั้งสามตัวนี้เหมือนเป็นเก้าอี้สามขาที่ช่วยพยุงให้สมองและความจำทำงานได้ดี เรื่องอาหารการกินเป็นอะไรที่ช่วยให้ไมอีลินทำงานได้ดี เพราะสมองมีองค์ประกอบของน้ำมากกว่า 70% ที่เหลือประมาณ 8-10% คือ ไขมันกับโปรตีน เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้สมองทำงานได้ดี ต้องกินมื้อเช้า กินโปรตีนคุณภาพที่สมองนำไปใช้ได้ เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ นม ถ้ามื้อเช้ากินแต่แป้ง สมองจะไม่ยอมสั่งการให้อิ่ม จะบังคับให้เรากินเยอะในระหว่างวัน เพราะสมองอยากได้โปรตีน มื้อเที่ยงจะกินเยอะ มื้อเย็นก็จะกินเยอะ เพราะฉะนั้นมื้อเช้าสำคัญที่จะต้องกินโปรตีน ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ไข่ต้ม ไก่ เต้าหู้ นม พอเราได้โปรตีน สมองจะ Calm down แล้วก็ถึงเวลาลุยทั้งวัน ตรงนี้จะช่วยเรื่องความอ้วนนี้ด้วย พอสมองหิว จะบังคับให้เราโหย โหยกับหิวนี่ต่างกันนะคะ หิวนี่กินก็อิ่ม แต่โหยเนี่ยมันจะกินไป แล้วก็อย่าลืมมีไขมันที่ดี ไขมันที่ดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันปลา น้ำมันคิล น้ำมันพริมโรส
 
เรื่องออกกำลังสำคัญมาก เพราะเวลาออกกำลังสมองจะได้ออกซิเจนเข้าไปเยอะ จะได้ทั้งเอนโดรฟิน โดคะมีน เป็นสารเคมีในสมองที่ช่วยเรื่องความจำ ช่วยเรื่องความสุข เพราะฉะนั้นหนูดีจะออกกำลังแทบทุกวัน ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ร่างกายขยับ พอร่างกายขยับเลือดมันจะโฟลว์ ไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น เลือดจะอุ้มออกซิเจนกับสารอาหารต่าง ๆ ขึ้นไปเลี้ยงสมอง เพราะทำให้รู้สึกว่าสมองแจ่มใส
รวมทั้งอย่ามองข้ามการนอนหลับ เพราะว่าสมอง คือตอนเย็น เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกแล้วแสงเริ่มหายเนี่ยสมองจะหลั่งสารช่วยนอนหลับออกมาเรียกว่า “เมลาโทนิน” (Melatonin) เป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ จะช่วยในการเยียวยาฟื้นฟูสมองที่เสียหาย พูดง่าย ๆ ก็คือ เวลาเราหลับเป็นเวลาที่ดีท็อกซ์ เมลาโรนินจะหลั่งออกมาช่วงพระอาทิตย์ตก หลั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ พอเมลาโทนินเพิ่มขึ้นเราจะง่วง แล้วพอลดถึงระดับหนึ่งเราจะตื่น เป็นธรรมชาติ เป็นเหมือนยาปลุก แต่คนส่วนใหญ่นอนดึกหลังเที่ยงคืน เมลาโทนินหลุดจุดพี เราจะหลับยาก การหลับไม่มีคุณภาพ แต่เวลาที่เราหลับเป็นเวลาที่สมองบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่เรียนรู้ระหว่างวันลงไป แล้วย้ายข้อมูลจากความทรงจำระยะสั้นให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เราหลับเท่านั้น ยิ่งเรานอนน้อย การบันทึกก็น้อย ความจำก็ไม่ดี
"เวลาที่เราหลับเป็นเวลาที่สมองบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ที่เรียนรู้ระหว่างวันลงไป แล้วย้ายข้อมูลจากความทรงจำระยะสั้นให้กลายเป็นความทรงจำระยะยาว สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เราหลับเท่านั้น"
มีคำถามที่ว่า “ทำไมตอนนี้พี่ 40 แล้วความจำพี่ไม่ดี พี่จะเป็นอัลไซเมอร์รึป่าวคะ?” ไม่ได้จะเป็นอัลไซเมอร์หรอกค่ะ บางทีคุณอาจจะนอนไม่พอเฉย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าอยากดูแลสมอง ต้องเริ่มจากดูแลเบสิกพวกนี้ และดูแลความเครียดด้วย ส่วนใหญ่คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองเราสามารถโกรธจากเลเวลหนึ่งไปเป็นเลเวลสิบได้ภายใน 1 นาที แล้วสมองจะหลั่งสารเคมีความเครียดออกมาเต็มไปหมด ซึ่งสารเคมีพวกนี้ทำลายทั้งสมองและร่างกาย ทำลายเซลล์ได้เลย 1 นาทีที่โกรธเลเวล 10 แต่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง ที่ร่างกายจะเคลียร์สารเคมีพิษพวกนี้ออกไปได้ ถ้าเราเป็นคนโกรธง่ายเท่ากับเรากำลังป้อนสารเคมีพิษในร่างกายตัวเอง 24 ชั่วโมงทุกวัน
มีวิธีคิดอย่างไรสำหรับคนในวัยทำงาน เพื่อให้มีความสุขในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ เพราะเดี๋ยวนี้ต้องผจญกับความเครียดต่าง ๆ มากมาย บางคนต้องทนทำงานที่ไม่ได้รัก หรือทำธุรกิจที่อยู่ในภาวะเสี่ยงมากมาย จะบริหารความคิดในการทำงานอย่างไรให้มีความสุข
หนูดีเคยได้คุยกับเพื่อนหลายคนที่จบการศึกษาสูง มีชีวิตที่ดีมาก แต่เขาไม่มีความสุขเลย รู้สึกว่าชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่ หรือทำมาสักพักแล้วรู้สึกหมดไฟ รู้สึกชีวิตมันติดหล่ม อยากจะไปทำอย่างอื่นแต่ก็คิดไม่ออกว่าอยากจะทำอะไร แทบไม่น่าเชื่อว่าคนที่เรียนจบสูง ๆ ทำงานดี มีฐานะ แต่ชีวิตอยู่ในภาวะที่สับสน อันนี้คือ ภาวะของคนปัจจุบันเยอะมาก เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นแบบนี้ บอกเลยว่าคุณเป็นคนส่วนใหญ่ อย่าตกใจนะคะ คนเป็นกันเยอะ
การแก้ปัญหาอันดับแรกเลย ให้ลองลิสต์เป็นข้อ ๆ ว่าจุดไหนของงานที่ไม่ชอบ ถ้าต้องทำงานที่ไม่ชอบแล้วไม่มีเรื่องจำเป็นต้องทน อาจจะเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องภาระครอบครัว ก็แนะนำว่าให้เริ่มหางานอื่นที่สนใจ แล้วค่อย ๆ จากไปแบบ “ไม่เผาสะพาน” หนูดีจะเห็นเยอะ อย่างบางคนเปลี่ยนงานแบบไปแล้วไปเลย ไม่รับผิดชอบงานเดิม

สมมติว่าเราไม่ชอบงานแต่มีภาระทางการเงิน เช่น ลูกเรียนหนังสือ ต้องดูแลภรรยาหรือดูแลสามี หรือคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว อันนี้ตัดใจอย่างเดียว แล้วก็บอกตัวเองว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่มีงาน อันนี้เป็นสิ่งที่เขาไว้สอนเด็กอเมริกันในปัจจุบันเยอะมาก เพราะ 2-3 เจเนอเรชั่นที่แล้วในอเมริกาก็เป็นคนที่อพยพมาจากยุโรป แล้วเขาก็บอกว่ารู้ไหมว่าปู่ย่าตายายแค่ได้ไปขายแฮมเบอร์เกอร์ในร้านเบอร์เกอร์ก็เรียกว่าเป็นโอกาสในชีวิตแล้ว ในขณะที่เด็กอเมริกันยุคปัจจุบันมองว่าเสียเวลาในชีวิตมาก จริง ๆ มันอยู่ที่มุมมองจริง ๆ นะคะ โชคดีแค่ไหนแล้วที่เขายังให้งานนี้มาแบ่งเบาภาระในชีวิตเรา อย่าไปคิดอะไรมากกว่านั้น ลองค้นหาจาก “สิ่งที่เราชอบทำ”, “สิ่งที่เราทำเก่งมากเลย” และ “คนจะจ่ายเงินให้เราทำ” แล้วมันจะทำให้เราเห็นอาชีพเลยค่ะ
บางคนไม่ชอบตัวเอง อันนี้เป็นอะไรที่ไม่ดีเลย เพราะว่าถ้าคุณไม่ชอบตัวเองเนี่ยทำอะไรก็ไม่มีความสุข วิธีการเช็คว่าเราชอบหรือไม่ชอบตัวเองนั่นก็คือ เราเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยแค่ไหน ไม่ว่าจะดีกว่าหรือแย่กว่า เมื่อเกิดการเปรียบเทียบ ในเชิงจิตวิทยาแล้วแปลว่า ลึก ๆ เราไม่ชอบตัวเอง เพราะส่วนใหญ่ถ้าเราบอกว่าเราโชคดีกว่าคนอื่น คือ เราจะพยายาม Protect ตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น การที่เราสอบตกแล้วเราตอกย้ำตัวเองว่าทำได้ไม่ดี เราจะดาวน์สุด ๆ พอหนูดีมานั่งศึกษาจิตวิทยาตรงนี้ หนูดีเลยบอกตัวเองว่า ไม่ได้นะ ถ้าหนูดีทำอะไรพลาด หนูดีจะเป็นมิตรแท้ คือ เราต้องไม่ใช่ว่าให้ท้ายตัวเองจนแบบทำอะไรแย่ ๆ และถ้าผิดพลาดจริง ๆ เราจะให้กำลังใจตัวเองอย่างไร ซึ่งหนูดีว่าทักษะตรงนี้สำคัญมาก เพราะว่ามันสามารถทำให้คน ๆ นึงให้ไม่ฆ่าตัวตายได้เลยนะคะ
ทิปส์ดี ๆ ในการพัฒนาสมองด้านความสร้างสรรค์สำหรับคนทำงานประจำ
สำหรับคนทำงานประจำ แล้วไม่มีเวลาไปที่ไหน แนะนำให้อ่านหนังสือเยอะ ๆ เราจะได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือเยอะมาก หนูดีจะอ่านหนังสือวันหนึ่ง 2-3 เล่ม เวลาอ่านหนังสือเนี่ยมันเหมือนเปิดโลกเรา ได้ไปเจอนักเขียนหลายคนเป็นเหมือนกับคนที่เดินทางตลอด เป็นคนดังระดับโลก ระดับประเทศ บางคนเป็นแบบมหาเศรษฐี คนพวกนี้เราสามารถเป็นเพื่อน รู้จักกับเขาได้ด้วยการอ่านสิ่งที่เขาเขียน ยกตัวอย่างเลยนะคะ เช่น คุณแจ๊คหม่า เขาเป็นคนจีน เคยเป็นครูมาก่อนแล้วกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกคนนึง เป็นได้ทั้งนักธุรกิจที่เก่ง เป็นได้ทั้งคุณครู แล้วยังเป็นคนจีนที่ใช้ภาษาสวยมาก มีนักข่าวไปถามเขาว่า “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันได้หรือเปล่าในสายตาคุณ” เขาก็ตอบกลับมาว่า “ก็ขึ้นอยู่กับว่าเสือสองตัวนั้นเป็นเพศอะไร ถ้าเป็นเพศผู้กับเพศเมียมันก็อยู่ถ้ำเดียวกันได้” ตอบได้ฉลาดมาก และต่อให้เขาเจอปัญหามาเยอะ เขารู้เลยว่าเขาไม่ล้ม จะไม่มีวันล้มไปนอนกับพื้น ล้มลงไปมากสุดแค่คุกเข่า แล้วเขาจะเดินไปด้วยเข่า หรือจะเป็นหนังสือคุณหมอ คนญี่ปุ่นที่เขียนเกี่ยวกับพลังแห่งขิง ขิงทำให้เลือดลมร่างกายโฟล์วดีขึ้น ไปเลี้ยงสมองเยอะขึ้น หรือบางทีก็แบบอ่านหนังสือของคุณหมออเมริกันคนโปรด ชื่อ ด็อกเตอร์ แดเนียล เอเมน อย่าง The Power of The Female Brain เขาทำวิจัยสมองผู้ชายผู้หญิง เขาสแกนดูว่า สมองผู้หญิงทำงานได้อย่างมีศักยภาพที่แตกต่าง แล้วอาจจะดีกว่าสมองผู้ชายด้วย เล่มนี้แนะนำสำหรับสาว ๆ ค่ะ
"แนะนำให้อ่านหนังสือเยอะ ๆ เราจะได้แรงบันดาลใจจากการอ่านหนังสือเยอะมาก"
หนูดีคิดว่า การอ่านหนังสือน่าจะเป็นอะไรที่แบบคนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเวลาไปไหนไกล ๆ หาแรงบันดาลใจจากอะไรใกล้ตัวได้เยออะ แต่... อย่าเผลอเล่นเฟซบุ๊กเยอะนะคะ เป็นตัวดูดเวลาเลยค่ะ
คุณสมบัติที่ดีของนักบริหารธุรกิจที่มีอัจฉริยภาพ ได้แก่อะไรบ้าง
มันขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจเราเป็นแนวไหนด้วยค่ะ เช่น ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจที่คุณไม่จำเป็นต้องพูดเก่งหรอก คุณทำเก่ง ก็ไม่ต้องฝึกทักษะการสื่อสารอะไรให้มาก ก็ฝึกในทักษะของตัวเอง เช่น ทักษะในเชิงคณิตศาสตร์ หรือเชิงมิติสัมพันธ์ นักธุรกิจจำนวนมากจำเป็นต้องเป็นคนที่พูดเก่ง สื่อสารได้ คุยกับลูกน้อง คุยกับลูกค้า เพราะฉะนั้นหนูดีมองว่าในการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมันเป็นองค์ประกอบของการใช้อัจฉริยภาพแทบจะครบทุกด้านเลย ไม่ว่าจะเป็นด้านคณิต ภาษา การสื่อสาร เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น รวมทั้งเรื่องของการจัดการเวลา
หนูดีชอบอาชีพนักธุรกิจมากนะคะ เพราะหนูดีรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ใช้อัจฉริยภาพคุ้มมาก คุณต้องประเมินสถานการณ์โลก คุณต้องประเมินสถานการณ์ประเทศ ประเมินการเมือง ประเมินตัวเอง ประเมินสินค้า ประเมินลูกน้อง พูดง่าย ๆ คือ วัน ๆ หนึ่งเนี่ยโหลดสมองมาก แต่ไม่ต้องห่วงสมอง ยิ่งใช้งานยิ่งมีเยอะ แต่อย่าลืมออกกำลังนะคะ
"อีกทักษะนึงที่สำคัญมาก ๆ คือ “ทักษะที่ทำให้คนรักเรา” คำจำกัดความหนึ่งที่หนูดีเคยได้ยินมาก็คือ “ผู้นำที่ดีคือคนที่ผู้อื่นอยากตาม”"
อีกทักษะนึงที่สำคัญมาก ๆ คือ “ทักษะที่ทำให้คนรักเรา” คำจำกัดความหนึ่งที่หนูดีเคยได้ยินมาก็คือ “ผู้นำที่ดีคือคนที่ผู้อื่นอยากตาม” เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ การเป็นเจ้าของทักษะที่ทำให้คนรักมันเป็นสุดยอดของนักธุรกิจ เวลาเราอ่านเรื่องเกี่ยวกับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จหลาย ๆ คน หนูดีมองว่าสิ่งนี้มักเป็นหนึ่งในทักษะที่ค่อนข้างโดดเด่นสำหรับเขา
ยกตัวอย่าง แจ๊คหม่า เขาเป็นคนที่ประหลาดมาก แต่ได้ลูกน้องดีมาก ได้หุ้นส่วนที่ดีมาก ไม่ว่าจะไปคุยกับใครที่ไหน จะมีใครสักคนที่ถ้าไม่อยากมาลงทุนกับเขา ก็จะอยากทำงานกับเขา ท่านหนึ่งที่ทำงานในตำแหน่ง CFO เป็นผู้ชายที่ทิ้งชีวิตแบบรับตำแหน่งในบริษัทใหญ่ในอเมริกา ทิ้งงานนั้นมาเพื่อมาทำ Start up กับเขา ช่วยวางโครงสร้าง ช่วยระดมหาทุน จนทุกวันนี้
ทักษะนี้ มันยากมากที่จะบาลานซ์ให้ได้ในฐานะเจ้าของธุรกิจที่ต้องกังวลเรื่องต้นทุน กำไร ขึ้นเงินเดือน-ไม่ขึ้นเงินเดือน ให้โบนัส-ไม่ให้โบนัส คือ เป็นคนที่ทั้งถือขนมทั้งถือดาบ ทำยังไงให้คนยังคงรักเราได้ต่อเนื่องทั้งชีวิต เราต้องถามตัวเองนะว่าเราพร้อมจะยกเลิกนิสัยแย่ ๆ บางอย่างในตัวไหม วิธีคุยกันด้วยการใช้อารมณ์ หนูดีมองไม่เห็นประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นทักษะสื่อสารอย่างไรที่มีเมตตาสำคัญสุดในสายตาหนูดี
ทิปส์ดี ๆ สำหรับน้อง ๆ วัยเรียน ให้เรียนเก่ง ความจำดี มีความคิดสร้างสรรค์ และกล้าแสดงออกอย่างถูกวิธี
หนูดีอยากให้น้อง ๆ ถามตัวเองว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย อะไรคือการใช้ชีวิตให้คุ้ม อะไรคือมองย้อนกลับมาแล้วรู้สึกว่า 4 ปีนั้นมันคือสุดยอดในชีวิตเลย ทั้งนี้ต้องบาลานซ์กับการเรียนจบได้คะแนนดี หนูดีจะบอกกับเด็ก ๆ ตลอดนะคะว่า “เกรดสำคัญมากเท่ากับประสบการณ์” ให้ตั้งเป้าหมายตั้งแต่ปีหนึ่งไปเลยว่าต้องจบด้วยเกียรตินิยม
"1 ใน 3 เหตุผลหลักที่ทำให้เด็กเรียนไม่จบคืออกหัก ถ้าคิดมีความรักต้องรู้เลยว่าคุณกำลังเอาตัวเองไปเสี่ยง"
จากการเก็บข้อมูลพบว่า 2 สัปดาห์แรกของการเปิดเทอม มันจะกำหนดเกรดในปลายเทอมของเรา เพราะฉะนั้นหนังสืออะไรที่ต้องเตรียม ต้องอ่านอ่านหนังสือล่วงหน้าตลอด เรามาเพื่อเรียน จัดความสำคัญให้ถูก น้องบางคนบอกว่าต้องเข้าชมรม เข้ากิจกรรม มีแฟน แต่อย่าลืมนะคะว่า 1 ใน 3 เหตุผลหลักที่ทำให้เด็กเรียนไม่จบ คือ อกหัก ถ้าคิดมีความรักต้องรู้เลยว่าคุณกำลังเอาตัวเองไปเสี่ยง
ที่สำคัญอีกอย่าง หนูดีก็จะบอกเด็ก ๆ ตลอดเลยว่า 4 ปีในชีวิตตรงนี้ลงทุนไปเลยกับการเรียนให้ได้เกรดที่ดีมา มันจะอยู่กับคุณไปยังคุณเกษียณ แล้วเกรดที่ดีมันไม่ได้บอกแค่ความฉลาดนะคะ ถ้าคน ๆ หนึ่ง ได้ 4.00 ทุกเทอมจนเรียนจบ มันหมายความว่า น้องต้องเจอคนที่ไม่ชอบ ครูที่เราไม่ชอบ วิชาที่ไม่ชอบ แต่สามารถก้าวข้ามความไม่ชอบตรงนั้นจนได้เกรดสูงได้ มันแสดงให้เห็นถึงความอดทน การปรับตัว การวางแผน ความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว หนูดีจะบอกน้อง ๆ ขอให้ตั้งใจเรื่องการเรียนให้มากที่สุด หลังจากนั้นกิจกรรมต่าง ๆ ก็สมัครได้สมัครไปเลยโดยเฉพาะกีฬา เพราะว่านี่จะเป็นเวลา 4 ปีในชีวิตที่กีฬาทุกประเภทมันจะอยู่รอบตัวเราให้เราได้ลองเล่นฟรี ๆ แต่เมื่อเรียนจบ เราต้องไปจ่ายค่ายิม ค่าเทรนเนอร์
 
4 ปีตรงนี้ทำอะไรที่มันเปิดตัวเรา เปิดใจเรา ทำให้เราเปิดกว้าง แล้วก็สร้างนิสัยการเป็นคนเรียนรู้ตลอดชีวิต ก็อยากบอกน้อง ๆ ว่า
อันดับ 1 จบให้ได้เกรดที่ดีสุดเท่าที่จะทำได้
อันดับ 2 คือ ร่วมกิจกรรมเยอะ ๆ แล้วก็หาเวลาพักผ่อนด้วยนะคะ
การทำงานของสมองซีกซ้าย-ขวาส่งผลต่อความถนัดใช่หรือไม่ เช่น บางคนมีความสามารถด้านงาน Creative แต่ไม่ถนัดการคำนวณ ส่วนนักโปรแกรมเมอร์ที่เก่งเรื่องการคำนวณ แต่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ในเรื่องนี้มีผลมาจากการทำงานของสมองหรือเปล่า? เราจะรู้ได้อย่างไงว่าเราเป็นอัจฉริยภาพด้านไหน
จริง ๆ แล้วตามทฤษฎีเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับอัจฉริยภาพในตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเรามีในตัวอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่าเราเอามันมาฝึกฝน เอามันมาใช้งานหรือเปล่า ตรงนี้ที่สำคัญ ด้านไหนที่เราทำเก่งอยู่แล้วก็อาจทำให้เก่งขึ้น ด้านไหนที่ไม่เก่งก็หาเวลาไปเพิ่มเติม ไปฝึกฝนหากิจกรรมที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น เพราะว่าอัจฉริยภาพอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้หยิบออกมาใช้ก็น่าเสียดายเท่านั้นเอง
 
ถ้าใครอ่านอัจฉริยะสร้างได้ หนูดีก็จะพูดเลยว่าเราทุกคนมีอัจฉริยภาพอยู่นะ แต่อยู่ในดีกรีจะสูงหรือจะต่ำมากน้อยไม่เท่ากัน เหมือนกับที่เราเกิดมามีแขนมีขา มันเป็นฟังก์ชันหนึ่งของสมอง ก็อยากให้ลองฝึกเอามาใช้ อุตส่าห์เกิดมามีเซลล์สมองตั้งหนึ่งแสนล้านเซลล์ ซึ่งทำงานตลอดเวลา ถ้าเราไม่ได้ใช้เขาก็อยู่ตรงนั้น แค่รอให้เรานำออกมาใช้ แต่ถ้าเราฝึกฝนเพิ่มเติม ก็ช่วยให้เราใช้สมองได้คุ้มค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก: -
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Follow us on
ลงทะเบียนรับข่าวสาร
บริการส่งข้อมูลความรู้ ให้ลูกค้าธุรกิจผ่านอีเมล์
บริการจัดส่งบทวิเคราะห์และข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจผ่านทาง E-mail
  • บทวิเคราะห์เศรษฐกิจรายสัปดาห์จากศูนย์วิจัยกรุงศรี
  • ผลการสำรวจดัชนีภาวะธุรกิจ SME รายไตรมาส โดยกรุงศรี
  • ข่าวสาร และกิจกรรมของธนาคาร
  • บริการทางการเงิน และโปรโมชั่นใหม่ๆ ของธนาคาร
Powered by
© 2563 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
Follow